สวัสดีครัีบทุกท่าน

       สบายดีกันนะครัีบ...ในอดีตนั้นชื่อโรงเรียนส่วนใหญ่มีคำว่าวัดขึ้นต้นเป็นส่วนใหญ่เลยนะครัีบ เพราะที่มาของโรงเรียนก็คือวัด เราเริ่มการศึกษาโดยมีครูสอนกันที่โรงเรียน ส่วนที่บ้านนั้นมีครูที่สอนทุกๆ อย่างเช่นกันครับ แต่ที่ผมจะเน้นในวันนี้คือ โรงเรียนวัดหรือโรงเรียนชั้นประถมที่เราเคยเรียนมาครับ ผมเองนับว่าเป็นศิษย์ที่แย่คนหนึ่งเลยครับ เพราะออกมาแล้วก็ออกมาเลย ไม่ค่อยได้กลับลงไปคืนในบางสิ่งที่อย่างจะให้ได้ จะติดต่อโรงเรียนส่วนใหญ่ก็ผ่านการประชุมหรือรับรู้ผ่านการเรียนของน้องๆ ในเวลาต่อมา

       ช่วงที่ผมกำลังเรียนปริญญาโท พอดีว่าคุณปู่ผมเสียเลยได้พบกับคุณครูสอนชั้น ป. หนึ่ง คุณครูท่านก็ยังสอนอยู่ตอนนั้น เลยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับคุณครูและคุยกันถึงความคาดหวังของครูแต่ละระดับชั้น ได้ประเด็นประมาณว่า

  • ครูชั้นประถม หรือตั้งแต่ ป. 1 ไม่สามารถจะคาดหวังอะไรได้มากว่าเด็กคนนี้จะเป็นผู้พิพากษา คนนี้ตำรวจ คนนี้ทหาร คนนี้เป็นครู คนนี้เป็นหมอ วิศวกร เกษตรกร ลูกจ้าง กวี นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ แต่ครูทำได้คือ ถามว่า ด.ช. เม้ง โตขึ้นอยากเป็นอะไร  ครูเพียงแต่หวังว่าขอให้เธออ่านออกเขียนได้ อ่านได้และพัฒนาตัวเองได้ และเธอจะเป็นคนดีของสังคม โดยครูจะปูพื้นฐานในด้านต่างๆ ให้เธอนำไปใช้และมีพื้นฐานของนิัสัยที่จะทำให้เธอปรับตัวเข้ากับสังคมที่เธอเจอได้
  • ครูชั้นมัธยมต้น นับได้ว่าเป็นผู้รับทั้งกาย จิตใจ และสมอง ของเด็กในระดับประถม มาศึกษาและพัฒนาเสริมสร้างจินตนาการ โดยซ่อมแซมในส่วนที่ยังบกพร่องแล้วต่อยอดในเนื้อหาทางด้านต่างๆ ครูในระดับนี้ เริ่มจะเห็นแววของเด็กๆ ว่าคนไหนจะพอมีแววทางด้านไหน จริงๆ ก็มองเห็นตั้งแต่ ประถมตอนปลายบ้างสำหรับบางคน แต่ ม.ต้น ก็จะชัดขึ้น แต่สิ่งที่ครูหวังก็คงไม่พ้น การที่เธอตั้งใจเรียน มีงานทำ เป็นคนดีของสังคม ครูไม่ได้หวังที่จะให้เธอกลับมาช่วยเหลือโรงเรียนในโอกาสต่อไปหรอกครับ ในระดับนี้เมื่อจบก็จะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญเช่นกันครับ เพราะเป็นการเลือกว่าจะเดินสายอาชีวะ หรือสาัยสามัญ หรือสายอิสระ อื่นๆ
  • ครูชั้น มัธยมปลาย หรือ ปวช. ระดับนี้ เป็นการทำเด็กธรรมดาที่ได้ผ่านระบบการเรียนมาแล้ว 9 ปี เดินไปในทางที่เลือก ในพื้นฐานต่างๆ และช่วยสานฝันให้ไปให้ถึงเป้าที่เด็กฝันไว้ บางคนอยากเปิดร้านต่างๆ เองในด้านสายอาชีพ หรือในด้านสามัญมุ่งสู่ระดับอุดมศึกษา ตรงนี้ ครูพอจะมองว่าต่อไปแต่ละคนคงเดินไปในแนวไหนบ้าง จนกว่าช่วงหัวเลี้ยวแห่งชีวิตจะมาถึงคือจะไปไหนต่อเมื่อจบในระดับการศึกษานี้
  • ระดับอนุปริญญาหรือปริญญาในระัดับอุดมศึกษา ครูในระดับนี้นับว่าเป็นการให้ความรู้เพื่อนำไปใช้จริง และเสริมพื้นฐานที่ดี พร้อมการนำปัญหาภายนอกมาให้คิดและบูรณาการให้เข้ากับสาขาวิชานั้นๆ ที่เรียนศึกษาอยู่ แต่ละสาขาก็จะบอกว่าศึกษาไปแล้วจะทำอะไรได้บ้าง จนเราออกมาสู่สังคมจริง เช่น การทำงานในหน่วยงานราชการ เอกชน อิสระอื่นๆ
  • การศึกษาในระดับอื่นๆ โท เอก ก็ยิ่งลงลึกไปในสาขานั้นๆ ตลอดจนการวิจัย
  • กลับคืนสู่ปริญญาสามัญ คือย้อนคิดกลับไปยังโรงเรียนวัดและระดับต่างๆ ที่เคยเรียนหรืออบรมให้เรามาครับ หากเราอยู่ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าและช่วยเหลือโรงเรียนได้ในฐานะที่ช่วยได้ ผมเชื่อว่าน้องๆ เองก็ยังต้องการการช่วยเหลืออยู่ตลอด ไม่ว่าจะอุปกรณ์การเรียน และอุปกรณ์สื่อการสอนของครู บางทีเราหวังพึ่งรัฐบาล หรือ กระทรวงศึกษาั้ทั้งหมดคงเป็นได้ยากครับ เพราะการศึกษาผูกติดกับการเมือง เมื่อการเมืองมีปัญหา การศึกษาก็ชะงัก นี่คือปัญหา
  • เข้ามาสู่คำถามที่ว่า ใครจะเป็นผู้เกื้อกูลโรงเรียนวัดเหล่านั้นต่อไป หากไม่ใช่ศิษย์เก่า เพราะศิษย์เก่าก็ผลิตลูกน้อยบางทีก็ส่งลูกไปให้ครูของตัวเองสอนกันต่ออีกต่อไป เพราะคุณครูบางท่านสอนตั้งแต่พ่อ แม่ ยันลูกๆทุกๆ คนเลยครัีบ
  • หากเราจะช่วยเหลือโรงเรียนวัดที่เราเรียนจบมาหรือโรงเรียนวัดอื่นๆ ที่กำลังขาดแคลนเราจะทำอะไรได้บ้างครัีบ.... การลงพื้นที่ไปคุยกับคุณครูให้กำลังใจในฐานะศิษย์เก่าผมว่าบางทีก็ทำให้ครูมีกำลังใจ และคุณครูก็ติดตามศิษย์แบบเงียบๆ อยู่เช่นกันครับ
  • หากเราผู้เป็นศิษย์ กลับไปคืนบางอย่างให้ศิษย์ปัจจุบัน และศิษย์ปัจจุบันคืนให้ศิษย์ในอนาคต ความยั่งยืนในการศิษย์ช่วยศิษย์ ศิษย์ช่วยโรงเรียนก็จะเกิดครับ
  • อาจจะเริ่มโดยการพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่เราเรียนมาด้วยกันดูก็ได้ครัีบ ว่าเราจะเอาอะไรไปให้โรงเรียนของเราดี หรือสะท้อนแนวคิดบางอย่างที่เราคิดว่าจะเกิดประโยชน์จากน้องๆและคุณครูด้วยความจริง ไม่มีผลประโยชน์ใดแอบแฝง สังคมทางการศึกษาเราจะพัฒนาและช่วยกันเกื้อกูลพึ่งพากันได้เปรียบเสมือน

ดินเลี้ยงพืช

พืชเลี้ยงดิน

ให้ดินเลี้ยงลูกของพืชในรุ่นต่อไป

ปล. ดินคือโรงเรียนวัด    พืชคือพวกเรา   ลูกของพืชคือรุ่นน้อง ลูกหลาน ของเรา

  • ดินเลี้ยงพืช (โรงเรียนอุ้มชูเราให้เราเป็นต้นกล้าแห่งการเรียนรู้)
  • พืชเลี้ยงดิน (เมื่อต้นกล้าโตพอที่จะช่วยเหลือได้ก็สละใบ ดอก ผล กิ่งก้าน ลงดินให้กลายเป็นดินสะสมพลังต่อไปในโรงเรียน ครูมีกำลังใจ มีแรงที่จะขับเคลื่อนต่อไป)
  • ดินเลี้ยงลูกของพื้นต่อไป (ในโรงเรียน ระบบจะเกื้อกูลพึ่งพาและยั่งยืนได้ต่อไปเพราะีมีการให้และรับอย่างสมดุล)

โรงเรียนวัด(โรงเรียนประถมครับ)ของผมชื่อ...

        โรงเรียนวัดควนเกย  แล้วโรงเรียนวัดคุณล่ะครับ...ชื่ออะไรเอย...

โบราณว่ากันว่า ความสำเร็จของชายชาตินักรบ ย่อมมีสตรีอยู่เบื้องหลังความสำเร็จเสมอ

วันนี้ผมจะบอกว่า หากคุณและผมประสบความสำเร็จ เราก็ย่อมมีโรงเรียนวัดอยู่เบื้องหลังความสำเร็จเช่นกัน

 

ขอเป็นกำลังใจให้กับคนหัวใจครู ทุกๆ คน ครัีบ

 

กราบขอบพระคุณมากครัีบ

เม้ง