ประเด็นใดที่น่าจะเป็นประโยชน์ท่านผู้อ่านก็สามารถนำไปปรับใช้ได้นะครับ

          ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา  ได้กลับไปเยี่ยมบ้านได้พาครอบครัวไปเยี่ยมคุณตาและญาติพี่น้อง  ที่ป่าซาง  จ.ลำพูน    ในบรรดาปู่-ย่า-ตา-ยาย  ก็จะเหลือเพียงคุณตาเพียงคนเดียวเท่านั้น  เพราะท่านอายุยืนยาวสุด  สอบถามน้าพลอยน้องสาวของแม่ ที่อยู่ดูแลท่านบอกว่าปีนี้คุณตาอายุย่างเข้าปีที่  97 แล้ว


คุณตาจันทร์  กันธิยะ  ปีนี้อายุ 97 ปี

          คุณตาผมชื่อตาจันทร์  กันธิยะ  เป็นคนพื้นเมืองที่ตำบลน้ำดิบ  อำเภอป่าซาง  จังหวัดลำพูน  ส่วนยายผมเป็นคนญอง  ที่ในอดีตเป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากประเทศพม่าในยุคเก็บผักใส่ส้า เก็บข้าใส่เมือง สมัยพระเจ้ากาวิละ  แต่คุณยายผมเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว  คุณตาเป็นคนเรียบง่ายอยู่อย่างสมถะ  วันที่ผมไปเยี่ยมท่านยังเดินไปไหนมาไหนได้  แต่ต้องใช้ไม้เท้า  พูดคุยกันรู้เรื่อง  ตา-หู ก็ยังใช้การได้ดีพอสมควร  ไม่มีโรคประจำตัวอะไร  ผมเคยสอบถามถึงวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  ประกอบกับการสังเกตตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ ก็เลยพบวิถีปฏิบัติที่นำพาชีวิตของท่านยาวนานมาจนทุกวันนี้  พอประมวลได้ดังนี้ครับ

  • ใช้แรงกายอยู่เสมอ

        ข้อนี้ผมเห็นมาตั้งแต่เด็กครับ  คุณตาเป็นชาวนาชาวไร่ธรรมดาๆ  ที่บ้านจะเลี้ยงควายไว้สิบกว่าตัว  พอถึงหน้านาก็จะทำไร่ไถนาเอง  หน้าแล้งก็จะปลูกผักสวนครัว  ได้ขุดดินดายหญ้า  ในวิถีชีวิตของท่านจะได้มีโอกาสใช้แรงกายมาโดยตลอด  จนถึงอายุเกิน 70 ปีแล้ว  ท่านก็ยังเดินต้อนควายไปเลี้ยงเป็นระยะทางไกลๆ ทุกวัน  ตอนผมเป็นเด็กก็ยังมีโอกาสได้ต้อนควายไปเลี้ยงสับเปลี่ยนกับท่านในช่วงวันหยุดอยู่หลายปี  จนหาที่เลี้ยงลำบากสุดท้ายก็เลยขายควายไปหมด  

  • กินและอยู่อย่างง่ายๆ

        เนื่องจากมีอาชีพทำไร่ทำนา  ในอดีตครอบครัวคุณตาจะเก็บพืชเก็บผัก  และกินอยู่กับแบบชาวบ้านธรรมดาทั่วๆ ไป  กินอยู่แบบใกล้เคียงกับธรรมชาติมากกว่าคนในเมือง  บ้านที่อยู่อาศัยก็มีอากาศดี

  • ทานเนื้อสัตว์น้อยมาก

        ข้อนี้น่าจะเนื่องมาจากการที่อยู่ในชนบท  ความขัดสนและความไม่สมบูรณ์ของอาหารการกินโดยเฉพาะเนื้อสัตว์  เมื่อก่อนไม่ได้มีเขียงหมูเหมือนกับในปัจจุบันนี้  จะได้ทานเนื้อสัตว์กันก็ในช่วงเทศกาลเท่านั้น  จึงจะได้ทานเนื้อสัตว์กัน  ซึ่งเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่จะมีการรวมเงินกันซื้อหมูมาชำแหละแบ่งปันกันเอง ที่เรียกว่า "การชุมหมู"  จำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยได้ไปนั่งเฝ้าเขาชำแหละเพราะหาดูได้ยากมาก

  • อารมณ์ดีอยู่เสมอ

        ตั้งแต่เล็กจนโต  ผมไม่เคยเห็นคุณตาท่านเครียดในเรื่องใดๆ เลย  ลูกๆ จะไปเรียนหรือทำงานที่ใด ท่านก็ปล่อยให้ทุกคนตัดสินใจได้อย่างอิสระ  ไม่เคยตื่นเต้นที่จะไปยินดีกับการรับใบปริญญาของลูกคนไหน  ท่านก็อยู่ของท่าน อยู่อย่างไร้ความกังวลกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของโลก  ท่านก็ทำมาหากินไปตามแนวทางแบบฉบับชาวบ้านของท่าน

  • ไม่อาบน้ำเย็น

         ภาพการนำถังน้ำที่ใส่น้ำไว้เต็ม แล้วนำไปตากแดดไว้ในตอนกลางวันเพื่อที่จะใช้อาบในตอนเย็นเหมือนภาพด้านล่างนี้   ผมเห็นชินตามาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว   มาวันนี้ภาพการนำน้ำมาตากแดดเพื่อให้น้ำเก็บความร้อนจากแสงแดดน้ำที่เย็นจะได้คลายความเย็นและอุ่นขึ้น เวลานำไปอาบจะได้ไม่ต้องอาบน้ำเย็นจนเกินไป  ก็ยังเห็นท่านทำอยู่ แม้ว่าตอนนี้ท่านจะไม่สามารถอาบน้ำด้วยตนเองได้แล้วก็ตาม

  • ไม่ชอบดื่มสุรา

        ที่ว่าไม่ชอบ ก็เพราะว่าตอนท่านหนุ่มๆ ผมเคยเห็นท่านดื่มสุราบ้าง  แต่น้อยมากและไม่นั่งดื่มกินเหมือนกับคนปัจจุบันที่นั่งกันเป็นชั่วโมงๆ - เป็นวันๆ  ท่านจะดื่มก็เฉพาะช่วงมีเทศกาลเท่านั้น เช่น สงกรานต์  เป็นต้น ท่านจะดื่มเพียงเล็กน้อยแล้วก็จะทานข้าวทันที  พออิ่มก็จะลุกทันทีไม่นั่งให้ยืดยาว

  • ตระกูลของท่านอายุยืน

        จำได้ว่าทวด (แม่ของคุณตา) หรือที่ผมเรียกตอนเด็กๆ ว่า "หม่อน"  ท่านเป็นคนร่างเล็ก และแข็งแรงมาก  เช้ามาท่านก็จะหิ้วตระกร้าเดินไปเก็บผักแถวริมรั้วบ้านอยู่เป็นประจำ  ท่านเสียชีวิตตอนอายุ 97 ปี  และลูกๆ คือพี่และน้องๆ ของคุณตาของผมท่านก็อายุยืนเช่นกัน  พี่ชายของท่านก็เสียชีวิตตอนอายุ 92 ปีครับ

         ผมพูดคุยกับท่านว่าการทานอาหารเป็นอย่างไรบ้าง ท่านตอบมาอย่างติดตลกว่า "กิ๋นลำกุ๊คาบ" (ทานข้าวอร่อยทุกมื้อ) แคบหมูก็พอทานได้บ้าง   และท่านยังเล่าต่ออีกว่าตอนหนุ่มๆ คนรุ่นท่านจะนิยมการสักรอบขาเป็นรูปกางเกงรอบตัว  ใช้เวลา 2 วัน เจ็บมากแต่ต้องอดทน  และท่านก็ยังบอกอีกว่าเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกับท่านตายไปหมดแล้ว


โชว์รอยสักให้ลูกหลานดู


สองคน-สองวัย   ทวดกับเหลนอายุต่างกันประมาณ 89 ปี

         
         น่าจะมีอีกหลายประเด็นที่เป็นที่มาของอายุยืนยาวของคุณตาจันทร์  กันธิยะ  ผมเก็บประเด็นได้เพียงเท่านี้ เท่าที่พอจะเห็นและเข้าใจ  ซึ่งหากผู้รู้ได้พูดคุยอาจจะได้ประเด็นความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมได้อีกมาก   แต่ในหลายๆ ประเด็นผมก็ได้นำมาเป็นแนวทางในการดำรงชีวิตไปบ้างแล้ว  จะว่าเป็นการสืบทอดวิถีและแนวทางในการดำรงชีพจากบรรพบุรุษก็ไม่น่าจะผิด  ประเด็นใดที่น่าจะเป็นประโยชน์ท่านผู้อ่านก็สามารถนำไปปรับใช้ได้นะครับ  คุณตาของผมท่านคงไม่สงวนลิขสิทธิ์...อิอิ

บันทึกมาเพื่อการ ปลรร. ครับ