บ้านพญาราม แหล่งผลิตไหมงามเมืองสุรินทร์
วิโรจน์ แก้วเรือง1/
วรรนภา วีระภักดี2/
สามัคคี คือพลัง สร้างสังคมให้น่าอยู่ น่าจะเป็นประโยคที่เหมาะสมกับหมู่บ้านพญาราม หมู่บ้านเล็กๆในตำบลเพี้ยราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดเพียง 23 กิโลเมตร แต่ยังรักษาจารีตประเพณีของบรรพบุรุษได้อย่างเหนียวแน่น ความเจริญรุ่งเรืองหรือวัฒนธรรมตะวันตกแทบจะไม่ได้มาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นี่เลย โดยเฉพาะการทำไหมที่ชาวบ้านได้นำผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ได้จากไหมมาใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนถึงวาระ สุดท้ายของชีวิต
ในอดีต ถ้าเอ่ยถึงจังหวัดสุรินทร์ ก็มักจะนึกถึงช้างเป็นอันดับแรก เนื่องจากมี “งานช้าง” เป็นงานประจำจังหวัด มีกิจกรรมมากมาย เช่น งานเลี้ยงอาหารช้าง การแข่งขันแรลลี่ช้าง การแสดงของช้าง จนเป็นที่รู้จักของชาวไทยและ ชาวต่างประเทศ เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ใหญ่แสนรู้และน่ารัก อีกทั้งไม่มีที่ไหนในโลกที่ฝึกช้างให้ทำการแสดงได้ดีอย่างเหลือเชื่อได้อย่างประเทศไทย เหตุที่ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของสุรินทร์ เนื่องจากช้างเป็นสัตว์เลี้ยงของชาวกวย บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม ซึ่งในอดีตมีอาชีพในการคล้องช้างป่ามาฝึกไว้ใช้งาน ปัจจุบันชาวบ้านจะเลี้ยงและฝึกช้างไว้เพื่อแสดงในงานช้างจังหวัด ถ้าท่านมาสุรินทร์ก็ควรหาโอกาสไปเยือนหมู่บ้านช้างแห่งนี้ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ 58 กิโลเมตร ท่านจะได้รับชมการแสดงของช้างซึ่งจัดแสดงวันละ 2 รอบ(เช้า-บ่าย) อีกทั้งมีบริการ บ้านพักแบบโฮมสเตย์ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์คชศึกษา โทร.0-4451-7461,08-1879-2773 องค์การบริหารส่วนตำบล กระโพ โทร.0-4450-3703 หรือกำนันตำบลกระโพ โทร.08-7260-7821
กระทั่งมีการประชุมผู้นำแห่งชาติเอเชียแปซิฟิก (APEC) ขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2546 หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 10 กิโลเมตร ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลให้เป็นผู้ทอผ้าไหมยกทองโบราณ ตัดเป็นเสื้อสำเร็จรูปให้กับผู้นำทุกชาติของเอเปค และผ้าคลุมไหล่ไหม ใช้เป็นของที่ระลึกแก่ภริยาผู้นำประเทศนั้นๆ โดยการออกแบบการทอด้วยฝีมือของ อาจารย์วีระธรรม ตั้งตระกูลเงินไทย โดยใช้เส้นใยไหมที่เล็กละเอียด(ไหมน้อย) มาย้อมสีธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้าน ผสมผสานกับการออกแบบลวดลายที่วิจิตร เป็นศิลปะชั้นสูง นับแต่นั้นมาเมื่อเอ่ยถึงจังหวัดสุรินทร์ ก็ทำให้ทุกท่านนึกถึงผ้าไหมชั้นดี ผ้าไหมชั้นสูงอีกอย่างหนึ่ง ถ้าท่านมาเยือนบ้านท่าสว่าง ท่านก็สามารถเลือกพักรวมกับชาวบ้านในชุมชน สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรมการทำไหม โดยเฉพาะวิธีการทอผ้าไหมยกทอง ทุกขั้นตอนที่มีความงดงาม ทั้งการออกแบบและการทอแต่ละผืน เช่น ลายเทพพนม ลายครุฑนาค ลายหิ่งห้อยชมสวน ที่ใช้เวลานานบางผืนอาจใช้เวลานานเป็นปีจึงแล้วเสร็จใช้คนทอ พร้อมกันถึง 4 คน คอยช่วยเหลือยกตะกรอที่อาจมีมากถึง1,418 ตะกอ ท่านใดที่ต้องการเห็นความมหัศจรรย์แห่งผ้าไหมไทย สามารถติดต่อเข้าพักได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าสว่าง โทร.0-4453-8487 หรือ คุณปราณี ติดใจดี โทร. 08-4962-3439
แหล่งท่องเที่ยวประเภทศิลปวัฒนธรรม อีกแห่งหนึ่งที่ท่านจะเข้าใจการทำไหมแบบครบวงจร ซึ่งไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง คือ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯสุรินทร์ ซึ่งจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้ท่านได้ชมและเรียนรู้การผลิตหม่อนไหมในรูปแบบห้องสมุดธรรมชาติ ท่านจะได้สัมผัสและเรียนรู้การปลูกหม่อน การเลี้ยงไหม การสาวไหมและการทอผ้าไหมอย่างครบวงจร ได้เห็นชีวิตของหนอนไหมตั้งแต่แรกฟักออกจากไข่ ได้รับการเลี้ยงด้วยใบหม่อนที่สด สะอาดปราศจากสารพิษ ตามกรรมวิธีการปลูกหม่อนแบบเกษตรอินทรีย์ จนได้รังไหมที่มีคุณภาพ ชมการสาวเส้นไหมและการย้อมเส้นไหมด้วยวิธีธรรมชาติ การทอผ้าไหมมัดหมี่โฮล ลายมัดหมี่ภูมิปัญญาชาวบ้านของชาวสุรินทร์ นอกจากนั้นยังได้ชมพิพิธภัณฑ์ผ้าไหม ที่สะสมผ้าไหมลวดลายต่างๆ นับร้อยลายของจังหวัดสุรินทร์และทั่วท้องถิ่น
แต่สถานที่ที่ท่านต้องไม่พลาดหรือผ่านเลยไปคือ การได้ไปสัมผัสกับกลิ่นอายวัฒนธรรมการทำไหมแบบดั้งเดิมของชาวสุรินทร์ ที่บ้านพญาราม ซึ่งมีประวัติความเป็นมาโดยย้อนไปเมื่อราวปีพ.ศ. 2260 ชาวกวย(กลุ่มข่า) จากเมือง อัตปือแสนแป (อัตปือแสนปม)แขวงนครจำปาศักดิ์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อพยพเข้ามาอยู่ในบริเวณจังหวัดสุรินทร์ โดยแยกกันไปตั้งบ้านเรือนในที่ต่างๆถึง 6 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 มี นายเชียงมะ นำไปตั้งถิ่นฐานที่บ้าน อัจจปนิง (ปัจจุบันคืออำเภอสังขะ)
กลุ่มที่ 2 มี นายเชียงปุม นำไปตั้งถิ่นฐานที่บ้าน เมืองที
กลุ่มที่ 3 มี นายเชียงสง นำไปตั้งถิ่นฐานที่บ้าน เมืองลิง
กลุ่มที่ 4 มี นายเชียงสี นำไปตั้งถิ่นฐานที่บ้าน กุดหวาย (ปัจจุบันคืออำเภอรัตนบุรี)
กลุ่มที่ 5 มี นายเชียงนัย นำไปตั้งถิ่นฐานที่บ้าน ลำดวน (ปัจจุบันคืออำเภอลำดวน)
กลุ่มที่ 6 มี นายเชียงชัย นำไปตั้งถิ่นฐานที่บ้าน จารพัด
ครั้นปีพ.ศ. 2303 สมัยพระเจ้าเอกทัต กษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา เกิดเหตุการณ์มีช้างเผือกแตกหนีมายังภาคอีสาน พระองค์จึงมีรับสั่งให้คณะของเจ้าสองพี่น้อง ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาถ เป็นหัวหน้าเพื่อมาสืบหาช้างเผือกพร้อมคณะ 30 คน เมื่อเดินทางมาถึงพิมาย ชาวเมืองพิมายได้แนะนำให้ไปสืบถามชาวกวย กลุ่มของนายเชียงสี บริเวณอำเภอรัตนบุรี ระหว่างทาง คณะเจ้าสองพี่น้องได้แวะพักที่บ้านหนองทม ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของบ้านพญาราม ชาวกวยทุกกลุ่มได้ให้การต้อนรับจนสามารถติดตามจนพบช้างเผือกหลวงดังกล่าวที่บ้านหนองโชค หรือ บ้านหนองบัว อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ในปัจจุบัน เมื่อความทราบถึงพระเจ้าอยู่หัวในปี 2304 พระองค์จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ความดีความชอบกับ 1. เชียงมะ เป็นหลวงสังขะศรีอัจจะ 2. เชียงปุน เป็นหลวงสุรินทร์เสน่หา 3.เชียงสี เป็นหลวงศรีนครเตาท้าวเธอ 4. เชียงชัย เป็นขุนชัยสุริยวงศ์ ส่วนหัวหน้าหมู่บ้านหนองทม ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นออกญา และบ้านหนองทมได้เปลี่ยนชื่อตามบรรดาศักดิ์เป็น “พญาราม” ต่อมาคำว่า “พญา” เพี้ยนเสียงเป็น “เพญีย” ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมือง และกลายเป็น “เพี้ย” ชื่อหมู่บ้าน อย่างเป็นทางการในปัจจุบัน คือ “เพี้ยราม”

“เพี้ยราม” อยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลเพี้ยราม มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2539 มีประชากร1,779 ครอบครัว จำนวน 8,031 คน (เมษายน 2550) ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก การทำไหมเป็นวัฒนธรรมของชาวเพี้ยรามมาอย่างยาวนานมากกว่า 200 ปี มีการใช้ผ้าไหมในวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกหมู่บ้านที่ทำไหมจะเก็บไว้ใช้เอง จึงทำด้วยใจใส่ศิลปะอย่างวิจิตรบรรจง จรรโลงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไว้อย่างดียิ่ง เมื่อนายสุทัศน์ ชิดชอบ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเพี้ยราม นายจิต สำรวมจิต ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาเพี้ยราม นางโยธกา บุญมาก ได้เล็งเห็นว่า บ้านพญารามเป็นหมู่บ้านเก่าแก่อายุมากกว่า 200 ปี มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม มาพร้อมกับการจัดตั้งหมู่บ้าน เป็นการทำไหมแบบธรรมชาติ ปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมพันธุ์พื้นบ้าน ที่มีความแข็งแรง แม้ว่าจะมีผลผลิตต่ำ ทำให้กิจกรรมทำไหมดำรงคงอยู่ตราบมาถึงทุกวันนี้ บ่อยครั้งชาวบ้านจะมีใบหม่อนไม่พอเลี้ยงไหม ต้องไปหาซื้อจากหมู่บ้านอื่น นางโยธกา บุญมาก จึงคิดรวมกลุ่มแม่บ้านที่ทำไหม และรวบรวมได้ 50 คน จัดตั้งเป็นกลุ่ม แม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านพญาราม หมู่ที่ 9 ต.เพี้ยราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 อีกทั้งในหมู่บ้านมีพื้นที่สาธารณประโยชน์ สามารถใช้ปลูกหม่อนได้ โดยเริ่มจากนำพันธุ์หม่อนบุรีรัมย์60 ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นบ้านจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สุรินทร์ ปลูกนำร่อง 15 ไร่ หลังดำเนินการได้ 1 ปี สมาชิกประสบผลสำเร็จในการผลิตหม่อนไหมเพียงพอต่อการเลี้ยงไหม มีชาวบ้านมาสมัครสมาชิกมากขึ้นอีก 100 คน ปลูกหม่อนได้เพิ่มขึ้นเป็น 175 ไร่ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจขององค์การบริหารส่วนตำบล กำนันผู้ใหญ่บ้าน วัดเพี้ยราม คณะครูโรงเรียนพญารามวิทยา และโรงเรียนบ้านเพี้ยราม โดยมีนางโยธกา บุญมาก เป็นประธานกลุ่ม มีวัตถุประสงค์ของกลุ่ม คือ
1. เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวพืชหลัก
2. เพื่อสร้างงานและอาชีพเสริมให้กับสมาชิก
3. เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี และความร่วมมือกันทำงานในกลุ่ม
4. เพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงไหม โดยไม่ต้องพึ่งพาภายนอกชุมชน
5. เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ให้กับบุคคลที่สนใจ
การดำเนินงานของกลุ่ม ประสบผลสำเร็จอย่างดี นอกจากจะทำให้สมาชิกมีใบหม่อนใช้เลี้ยงไหมอย่างเพียงพอในการทอผ้าไหมไว้ใช้สำหรับสมาชิกกลุ่มและครอบครัวแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับสมาชิกอีกส่วนหนึ่งปีละประมาณ 1.6 ล้านบาท จากการขายใบหม่อน ดักแด้ไหม เส้นไหม ต้นกล้าหม่อน จากการที่ผู้เขียนได้สัมผัสกับชาวชุมชนบ้านพญาราม ทำให้มีความมั่นใจว่า บ้านพญารามจะรุ่งเรืองด้วยเอกลักษณ์แห่งวิถีชีวิตของชาวบ้าน และ ความสามัคคีของกลุ่มสมาชิกแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมฯ เอง เมื่อท่านมีโอกาสไปเยือนสุรินทร์ อย่าลืมหาเวลาแวะไปสัมผัสผ้าไหมดี วิถีชีวิตที่งดงามของชาวบ้านพญาราม หรือเพี้ยรามกันนะครับ
สุข สดชื่น สมหวัง ในปีใหม่สงกรานต์ แข็งแรงๆครับ
ดีใจที่วันหนึ่งได้เห็นโรงเรียนที่เคยเรียนมามีวัฒนธรรมที่ดีงามอย่างนี้
ตอบ คุณสิทธิรักษ์
ขออภัยที่ตอบช้าครับ และขอบคุณครับ
ตอบ คุณ Yacumi
ขออภัยที่ตอบช้าครับ และยินดีด้วยครับ พูดถึงที่นี่ผมรู้สึกดีๆเสมอ
สวัสดีคะ ท่านอาจารย์ วิโรจน์ จากที่ได้อ่านดูแล้วข้อมูลน่าสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่องไหม ทั้งแหล่งผลิตหม่อน เลี้ยงไหม และผลิตภัณฑ์จากไหม อยากรบกวนอาจารยช่วยบอกเล้นทางการเดินจากบ้านท่าสว่างไปยังบ้านพญารามอย่างละเอียดได้ไหมคะ เมื่อไปถึงแล้วจะลงตรงไหนเป็นจุดแรก ถ้าหากว่ามีนักท่องเที่ยวอยากไปดู การปลูกหม่อน เลี้ยงไหมและทอผ้า มีจุดขายผลผลิตภัณฑ์ไหมหรือไม่ ผลิตภัณฑ์จากไหมมีอะไรบ้าง สามารถไปดูงานได้มั๊ย ดูได้ตลอดฤดูกาลหรือไม่ และเส้นทางที่จะเดินทางจากบ้านพญาราม ต่อไปยังหมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากอาจารย์จะกรุณาตอบกลับ ขอบคุณมากค่ะ NN
สวัสดีปีใหม่คุณ NN
มีหน่วยงานของเรา ที่ท่านสามารถไปดูกระบวนการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมได้ตลอดปี คือ ศูนย์หม่อนไหมเฉมิมพระเกียรติฯสุรินทร์ ต่อจากนั้นท่านสามารถไปดูหมู่บ้านทอผ้าไหมเอเป็คที่ท่าสว่าง ไปหมู่บ้านพญาราม หรือหมู่บ้านช้างก็ได้
ที่ศูนย์สุรินทร์โปรดติดต่อ 0440689008 0819384469 หากไม่ได้รับความสะดวกโทรกลับมาที่ผมอีกครั้ง 0844387107
วิโรจน์