โลกหลังสงครามเย็น ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา คนทำงานทั้งทางด้านพัฒนาสังคมและงานทางความรู้ เพื่อการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิต จำเป็นต้องปรับวิธีคิดและพัฒนากรอบการทำความเข้าใจความเป็นจริงของสังคมด้วยโลกทรรศน์ใหม่ๆ หลายอย่าง การบูรณาการระหว่างจิตนิยมประวัติศาสตร์ ในแนวทฤษฏีทางสังคมของโลกคอมมูนิสต์ กับ จิตวิทยาสังคม ของโลกเสรี ก็เป็นแง่มุมหนึ่งที่สามารถนำมาคิดและหาแนวทางประยุกต์เพื่อให้เหมาะสมต่อการทำงานจริงๆได้อีกหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นแนวทาง จิตนิยมประวัติศาสตร์ หรือ จิตวิทยาสังคม กระแสหลักของคนส่วนใหญ่มักคิดไปก่อนว่า เป็นแนวคิดฝ่ายอุดมคติ นามธรรม ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ หรือในยุคหนึ่ง ถึงกับจำแนกว่านักพัฒนาสังคม รวมไปจนถึงคนทำงานเคลื่อนไหวทางสังคม ที่เน้นทางจิตนิยมนั้น เป็นพวกเพ้อฝัน
ส่วนในโลกเสรีนิยม ก็วิพากษ์ว่าเป็นพวกชอบจุ้นจ้านต่อเสรีภาพส่วนบุคคล งานเขียนเรื่อง สังคมยูโทเปีย (งานของโทมัส มอร์) เป็นตัวอย่างหนึ่งที่คนที่ชอบก็บอกว่าเป็นปรัชญาและทฤษฎีการพัฒนาสังคมในอุดคติ พวกที่ไม่เห็นด้วยก็บอกว่าเป็นนิยายเพ้อฝันไปเลย ซึ่งก็ถูกและไม่ถูกทั้งสองทาง (สรุปเหมือนกวน แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ)
เรามักได้ยินคนพูดว่า พัฒนาจิตสำนึก พัฒนาจิตใจ พัฒนาคุณค่าทางจิตใจ ปลุกจิตสำนึก สร้างจิตอาสา สร้างจิตสาธารณะ และอีกมากมาย ซึ่งหัวข้อทางสังคมเหล่านี้ ฟังดูง่ายและแสนจะคุ้นเคยกันดี แต่คาดการณ์ไว้ก่อนได้เลยว่า พูดอย่างเดียวกัน แต่คนอาจจะเข้าใจและนึกถึงกิจกรรม ตลอดจนการแปรไปสู่การปฏิบัติ คนละอย่าง ไม่เหมือนกันเลยก็ได้ ซึ่งบางที พอจะแก้ปัญหาดังกล่าวให้เป็นที่ยุติ ก็มักจะลงไปที่ ต้องสร้างจิตสำนึก อีก (ดังนั้น การทำงานแบบเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วย จึงมีเหตุผลและมีนัยสำคัญต่อการ "สร้างความรู้ร่วมกัน" อย่างนี้นั่นเอง)
จะเข้าใจบริบทของจิตนิยมประวัติศาสตร์ได้ดี ก็ต้องเข้าใจอีกด้านหนึ่ง คือวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ และโลกทางวัตถุนิยม
วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ เป้าหมายอยู่ที่สิ่งที่สังคมจะผลิตและนำมาสู่การอยู่การกินที่ประกันความยุติธรรม ทั่วถึง เท่าเทียม มองหน่วยย่อยของสังคมที่ชุมชนและส่วนรวมของสังคม ไม่เน้นการมีอยู่ของสิทธิและกรรมสิทธิ์ปัจเจก อะไรที่เป็นเรื่องจิตใจและความเป็นส่วนบุคคลของปัจเจก อาจมองว่าเป็นความอ่อนแอ เหลวไหล สังคมจะเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ จะมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและความสัมพันธ์กันบนการผลิต ปัจจัยการผลิต และการแบ่งปันผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ
จิตสำนึกและจิตสาธารณะในแนวทางนี้ จึงหมายถึงการพัฒนาระบบและหน่วยจัดการทางสังคมระดับต่างๆ ที่สะท้อนถึงรูปการณ์ทางจิตสำนึกที่เปลี่ยนแปลงไปจากการผูกขาดที่ตัวคนไปสู่ความเป็นส่วนรวม เช่น การพัฒนาองค์กรและชุมชน ให้เป็นกลุ่มก้อนแนวราบ การพัฒนากระบวนการที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ที่ทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงระดับความสัมพันธ์ของผู้คนบนโครงสร้างการผลิตชีวิตส่วนรวม อาจไม่ได้หมายถึงการคิดและการทำสิ่งต่างๆที่เป็นเรื่องภายในจิตใจอย่างเดียว เหมือนอย่างที่คนทั่วไปมักเข้าใจ
คนส่วนใหญ่ มักนึกถึงเรื่องการพัฒนาจิตสำนึก โดยเน้นที่กิจกรรมพัฒนาจิตใจ และเรื่องทางจิตวิทยา มักไม่นึกถึงการทำงานชุมชน การทำงานแนวประชาคม และหรือแนวคิดการจัดการทางสังคม อีกทั้งไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่า การขับเคลื่อนการเรียนรู้ทางสังคมต่างๆ เช่น กระบวนการเรียนรู้แนวราบ การพัฒนาภาวะผู้นำเป็นกลุ่ม การเรียนรู้จากการลงมือ เหล่านี้ เป็นเรื่องการพัฒนาจิตสำนึกใหม่ตรงไหน ในขณะที่กิจกรรมทางศาสนธรรม ก็มักจะเป็นที่ยอมรับว่าเป็นการพัฒนาจิตสำนึก การพัฒนาจิตใจ ไปโดยอัตโนมัตไปหมด อีกทั้ง อาจจะทึกทักว่า ไม่ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาภาคปฏิบัติ เป็นเรื่องทางจิตใจอย่างเดียว ซึ่งเข้าใจอย่างนี้ก็ไม่พออีกเหมือนกัน
ส่วน จิตนิยมประวัติศาสตร์ ก็ว่าโครงสร้างการผลิตมันใหญ่ แรงงาน ชุมชน และประชาชนตัวเล็กๆ แม้จะมีจำนวนมาก และเห็นความสำคัญต่อตัวคน แต่ก็เห็นว่าผู้คนขาดพลังอำนาจ สังคมจะเปลี่ยนแปลง พัฒนา หรือมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ก็เชื่อว่าจะต้องอาศัยการมีผู้นำแบบเหนือธรรมดา จึงมักเน้นความศรัทธาผู้นำ ต้องการอัศวินม้าขาว เน้นการก่อเกิดวีรบุรุษ วีรสตรี เพราะเชื่อว่า คนที่จะนำการเปลี่ยนแปลงและสร้างประวัติศาสตร์ได้ ต้องเป็นคนพิเศษ เป็นฮีโร่ เป็นวีรชน วีรบุรุษ วีรสตรี คนตัวเล็กตัวน้อย ชาวบ้าน หรือคนทั่วๆไป จะเป็นเจ้าของส่วนรวมและสร้างประวัติศาสตร์ไม่ได้
จิตสำนึกและจิตสาธารณะในแนวทางนี้ จึงมักเน้นความเป็นผู้นำแบบวีรชนของปัจเจก เช่น ความเสียสละ ความกล้าหาญ ความเด็ดขาด ความโหดเหี้ยม เผด็จการ เฉียบขาด การผูกขาดทางอำนาจ การมีพลังและเครื่องมือการใช้อำนาจที่เข้มแข็ง การเป็นคนเหนือคน เหล่านี้เป็นต้น การสร้างจิตสำนึกในความเชื่ออย่างนี้ จึงมักมีวัฒนธรรมย่อยและวิธีคิดต่างๆมารองรับความเป็นผู้นำและวีรบุรุษที่น่ายกย่อง น่าศรัทธา หรือน่าเกรงขาม
เช่น แนวคิดเรื่อง Philosopher King ของกรีก แนวคิดแบบ ธรรมราชา ของไทยโบราณ แนวคิดตระกูลซามูไร ของญี่ปุ่น แนวคิดเรื่องภพชาติและองค์ทาไลลามะซึ่งสืบทอดข้ามภพชาติของทิเบต ตลอดจนแนวคิดวีรบุรุษจากสถานการณ์วิกฤติ ทั้งของไทยและทั่วโลก เหล่านี้เป็นต้น จะเห็นว่า ผู้ที่เชื่อและศรัทธาแนวทางนี้ ก็ย่อมนึกภาพว่า การสร้าง จิตสำนึกและจิตสาธารณะ หมายถึงแนวคิดกลวิธี และกิจกรรมอีกแบบหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ถึงยุคสมัยนี้แล้ว เป็นที่ยอมรับและตระหนักกันดีว่า ไม่มีแนวคิดใดถูกต้อง เป็นจริง และใช้ได้เป็นอย่างดีไปหมดในทุกเงื่อนไข แนวคิดที่เคยแบ่งเป็นขั้วและต้องช่วงชิงการนำทางความหมายในลักษณะดังกล่าวนี้ก็เช่นกัน
นอกจากนี้ แนวทางที่เน้น จิตนิยมประวัติศาสตร์ นั้น จากที่กล่าวมา จะเห็นว่าหาใช่เป็นการเน้นเรื่องทางจิตใจอย่างเอกเทศแต่อย่างใด ทว่า หมายถึงการถือเอาการพัฒนาปัจเจกและภาวะภายในของคนเป็นแกนกลาง ซึ่งในทางวัตถุนิยมประวัติศาสตร์จะไม่ให้ความสนใจเพราะถือว่าเป็นโลกส่วนบุคคลและเพ้อฝัน แล้วให้ความเป็นแกนกลางนี้ เป็นรากฐานการปรับเปลี่ยน เชื่อมโยงออกไปสู่ภายนอก เช่น สะท้อนสู่ความเป็นกลุ่ม ชุมชน การพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนกระบวนการทางการสื่อสารและวัฒนธรรม ซึ่งโลกตะวันออกจะมีภูมิปัญญาและทุนทางสังคมนี้มากกว่าโลกตะวันตก (อย่างไรก็ตาม อาจจะไม่จริงเสมอไปแล้ว)
ในการปรับวิธีคิด จิตนิยม เข้าสู่เงื่อนไขแวดล้อมปัจจุบัน ซึ่งมิใช่เน้นว่าอะไรจะดีกว่าอะไร แต่อยู่ที่ แนวทางใดสังคมพอจะมีทุนทางสังคมและรากฐานของตนดีกว่า จึงอาจจะต้องผสมผสานเข้ากับวิถีประชาคม ซึ่งเป็นแนวคิดของฝ่ายโลกเสรีนิยมในอดีตมาปรับใช้ให้เกิดความพอดี โดยเน้นความศรัทธา ความเป็นผู้นำ และภาวะผู้นำแบบเป็นกลุ่ม หรือเป็นหมู่เหล่า แทนผู้นำแบบวีรบุรุษ หรือในท้ายที่สุด สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้พลเมืองมีความศรัทธาตนเองและผู้คนทุกคน
จะเห็นว่า การพัฒนาจิตสำนึกอย่างนี้ สามารถนำไปสู่การพัฒนาวิธีเรียนรู้ที่ดีสำหรับประชาชนได้ ลดการรอวีรบุรุษและรอรับการอุปถัมภ์ ซึ่งคนทั่วไปมักเป็นอย่างนั้น ชาวบ้านและสมาชิกของสังคมทุกคน จึงมีฐานในการสร้างสำนึกร่วมเพื่อการเป็นเจ้าของส่วนรวมดีขึ้น การดำเนินชีวิตและมีส่วนร่วมการพัฒนาต่างๆ จึงมีแนวอธิบายและเชื่อมโยงได้ว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ของพลเมืองหรือชาวบ้าน ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ การอยู่ร่วมกันต้องเจอสถานการณ์ในโลกความเป็นจริงยุคใหม่ที่ซับซ้อนมากมาย ซึ่งทำให้ต้องอาศัยภาวะผู้นำจากทุกคน ชุมชนและสังคมจึงจะสามารถสร้างความสุขที่ยั่งยืนร่วมกันได้ ดังนั้น ทุกคนจึงสามารถเป็นผู้นำ เป็นวีรชน วีรบุรุษ วีรสตรี ได้เท่ากันทุกคน ทำให้มีวิธีคิดมารองรับความสามารถพึ่งตนเองในบางเรื่องที่จำเป็นได้ การสร้างความรู้ของชุมชน รองรับการดำเนินชีวิต และเชื่อมต่อกับความรู้โดยทั่วไป จึงมีความกลมกลืนและส่งเสริมกันเป็นอย่างดี
แนวทางดังกล่าวนี้ นอกจากอาจจะทำให้ขั้วทางความคิดอย่างในอดีต ไม่ติดกับความแตกต่างระดับวิถีคิดแล้ว จัดว่าช่วยให้การส่งเสริมการพัฒนาจิตใจ กับการพัฒนาทางวัตถุ และการพัฒนาทางสังคม มีความเป็นเรื่องเดียวกันมากยิ่งๆขึ้น และเชื่อว่าจะช่วยทำให้การพูดว่า ปลูกจิตสำนึก การพัฒนาจิตสำนึก จิตอาสา และ จิตสาธารณะ มีความหนักแน่น เห็นมิติที่เป็นการจัดการความเปลี่ยนแปลง การพัฒนาเชิงโครงสร้าง และการจัดการทางสังคม และครอบคลุมเรื่องที่ต้องทำไปด้วยกัน สอดคล้องกับความจำเป็นมากขึ้น.