นี่ก็ปาเข้าเดือนเศษแล้วที่ผมยังลอยมาลอยไป   ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าจะอยู่ตรงไหน  รับผิดชอบอะไร  หรือต้องทำอะไรบ้าง ?

 

ผมเตือนตัวเองตลอดเวลาว่าต้องใช้ความอดทนอย่างมหาศาล   อดทนต่อแวดล้อมสถานะและบทบาทอันเป็นหัวโขนที่เคยใส่  ,  อดทนต่อภาวะที่ไร้แก่นสาร  และขับเคี่ยวกับห้วงคิดที่ต้องย้ำกับตัวเองเสมอว่า "ตนเองยังมีคุณค่า"   อย่างน้อยก็คุณค่าสำหรับตัวเองนี่แหละ

 

เป็นธรรมดากระมังครับ,  คนเคยกิน พอไม่ได้กินก็หิวปวดแสบปวดร้อน  ผมเองก็คนเคยทำงาน ไม่ได้พิกลพิการจนทำอะไรไม่ได้  จากที่เคยทำโน่นทำนี่  ครั้นมาลอยเคว้งก็เลยอึดอัดอยู่มากโข  ...

 

 

สัปดาห์ที่แล้ว  ผู้บริหารท่านใหม่มาเยือนที่หน่วยงานและท่านได้เรียกประชุมองค์กรอย่างพร้อมเพรียง  ซึ่งมันก็ชวนให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า  นานแค่ไหนแล้วนะที่องค์กรของเราไม่เคยประชุมอย่างพร้อมหน้ากันเช่นนี้

ท่านฝากให้บุคลากรขบคิดและตอบคำถามนี้กับตัวเอง  นั่นคือ  (๑)  องค์กรของตนเองคืออะไร  มีหน้าที่อะไรบ้าง  (๒)  แต่ละคนมีความสุขกับสถานะปัจจุบันของตนหรือไม่  (๓)  กรณีไม่มีความสุขก็ให้ถามตัวเองว่าอยากทำอะไร  หรืออยากไปอยู่ที่ไหน ....

 

จากนั้นก็มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง   แต่เรื่องใหญ่ ๆ  กับโฟกัสมาสู่ตัวผม  -

 

 

กรณีของผมยังไม่สามารถหาใครมาแทนในตำแหน่งเดิมได้  และยังจะเป็นเช่นนี้ไปอีกพักใหญ่ ๆ  ...

ผมรู้ดีว่าสภาวะเช่นนี้หากปล่อยไว้เนิ่นนานย่อมกระทบทั้งผมและองค์กรอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงไปได้  แต่ในสถานะคนธรรมดา ๆ เช่นนี้  ผมจึงไม่พยายามที่จะแสดงทัศนะใด ๆ  เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว   ขณะเดียวกันก็รู้ดีว่าหลายคนก็ไม่อยากก้าวเข้ามาแสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก  เพราะรู้ดีว่าที่ ๆ ผมลุกจากมานั้นเป็นที่ ๆ  เหมาะสมกับตัวตนของผมมากที่สุด  และเป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุดด้วยเช่นกัน

 

 

.......................................................................

 

 

แต่ที่สุดแล้ว -
ผู้บริหารได้มอบหมายให้ผมไปสร้างงานใหม่  อยากทำอะไร  อยากได้คนกี่คนก็ให้ไปคิดโครงสร้างงานใหม่ออกมาอย่างเร่งด่วน

นั่นคือการได้รับไฟเขียวอย่างชัดเจน  แต่ก็มีกรอบในแนวทางการ "พัฒนานิสิต - ระบบสาระสนเทศ -ประชาสัมพันธ์ - นวตกรรม" 

ผมนั่งฟังแล้วสะดุ้งเป็นระยะ ๆ  เพราะกรอบงานที่ว่านั้น  ไม่ได้เล็กไปกว่าเดิมเลยนะครับ  หากแต่ดูจะกระชับกว่าเดิมมากขึ้น  และที่สำคัญก็คือ ....เป็นงานหัวใจหลักขององค์กรที่จะต้องขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาออกมาให้เป็นรูปธรรมโดยเร่งด่วน

ผมฟังแล้วสะดุ้ง  เพราะรู้ดีว่านั่นคือพื้นที่ใหม่ที่ดูจะใหญ่ไปกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ ...เป็นการแบกรับความคาดหวังขององค์กรและใครอีกหลายคนไปโดยปริยาย 

ในความหนักใจก็พลอยดีใจไม่แพ้กัน  เพราะมีบางคนประกาศลั่นกลองรบว่าพร้อมที่จะมาสร้างงาน...สร้างแผ่นดินใหม่ร่วมกับผมอย่างไม่มีเงื่อนไข

 

ผมเปรยกับตัวเองแบบเฉื่อย ๆ ว่า  "อีกแล้ว..."   เพราะชีวิตผมมักมีชะตากรรมในทำนอง "สร้างงานใหม่"  อยู่เรื่อย ๆ  พอนิ่งก็ละวางให้คนอื่นมาสานต่อ  แต่คราวนี้การตัดสินใจละวางจากหัวโขนนั้น  เพราะหวังว่าจะเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ลุกขึ้นมาแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่  ส่วนตัวเองก็ถอยไปเป็นที่ปรึกษา  หรือไม่ก็เป็นคนธรรมดา ๆ  คนหนึ่งเท่านั้นเอง

นี่เป็นความจริงที่ผมคิด - มิใช่การคิดเพื่อทิ้งงานและตัดช่องน้อยไปเพื่อให้ตนเองได้สบายขึ้นกว่าเดิม  แต่ผมมองว่าการขยับออกมาของผม  จะช่วยให้มีคนเติบโตอย่างน้อยอีกสองคนอย่างแน่นอน

 

 

.....................................................

 

ถึงกระนั้นก็เถอะ ....
งานใหม่ที่ว่านั้น,  ดูท้าทายมาก   แต่ผมก็ยังไม่ได้คิดลงลึกไปว่าจะกำหนดกรอบหน้าที่และพันธกิจไปในทิศทางใด 

 

แต่ตอนนี้ก็แน่ชัดแล้วว่า  ตนเองดูประหนึ่งกำลังหนีเสือปะจระเข้เสียแล้ว  กระมังครับ