ขออัลลอฮทรงประทานการชี้นำและความสำเร็จ แด่ผู้ใฝ่หาสันติภาพเพื่อสังคมที่เปี่ยมด้วยสันติสุขอันยั่งยืน

ไม่น่าเชื่อว่าสี่แยกสะพานควาย ใจกลางกรุงขนาดนั้นจะมีสตูดิโอเล็กๆของกลุ่มมะขามป้อมซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางจราจรที่คับคั่ง ผมเดินทางจากที่พักมาถึงจุดหมายในวันนี้ซึ่งหมายถึงสตูดิโอที่ผมกล่าวถึง 

 

ในช่วงบ่ายแก่ๆของวันจะมีการเปิดตัวหนังสือ The Art of Peace เขียนโดย Richard Barber นอกจากจะเปิดตัวหนังสือแล้ว ยังมีกิจกรรมเสวนาประเด็น "สันติภาพ" การแสดงละคร รวมถึงนั่งจิบชาฟังเพลงบรรเลงชนเผ่า โดยหนุ่มมูเสคี "ชิ สุวิชาน"ที่แรมทางมาจากดอยสูงเชียงใหม่และเขามาเพื่องานนี้

 

ผมมาก่อนเวลาเล็กน้อย บรรยากาศหน้าสตูดิโอคึกคักเลยทีเดียว มีหนุ่มสาวสวมชุดชนเผ่าปกาเกอะญอ สาวสวมชุดชาวใต้คลุมฮิญาบ ความหลากหลายและความสวยงามของวัฒนธรรม

แต่งแต้มบรรยากาศกลางกรุงให้น่าติดตามมากขึ้น

 

เดินผ่านเข้าไปยังสตูดิโอสีดำสนิท แอร์คอนดิชั่นเย็นฉ่ำ เก้าอี้หลากระดับกระจายเป็นกลุ่ม อีกด้านเป็นที่นั่งลดหลั่นเหมือนอัฒจรรย์ ผมเลือกโลเกชั่นตรงชั้นที่นั่งนี้ในการนั่งสัมผัสบรรยากาศรายรอบ ผู้คนมากหน้าหลายตาทยอยเข้ามานั่งพร้อมพรัก คาดคะเนด้วยสายตาประมาณ ๔๐ คน มีทั้งไทยและเทศ รวมถึงสาวหนุ่มที่แต่งชุดชนเผ่าเหล่านั้นด้วย

 

เป็นโอกาสดีที่ผมได้มาร่วมกิจกรรมกับคนดังในใจผมหลายท่าน อาทิ พระอาจารย์ไพศาล      วิสาโล พี่นก นิรมล เมธีสุวกุล และคุณจุ้ย สุ บุญเลี้ยงในบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนที่เป็นมิตร ความเป็นกันเองกระจายทั่วห้องไม่ต่างกับความฉ่ำเย็นของแอร์ที่แบ่งปันให้กับทุกคนที่นี่โดยเท่าเทียม 

 

เมื่อม่านสีดำรอบทิศค่อยๆเลื่อนเข้าหากัน สตูดิโอก็มืดสนิท ...กิจกรรมแห่งสันติเริ่มต้นขึ้น อย่างน้อยเสียงหัวใจผมที่ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆในวันนี้ เริ่มเต้นปกติ ความเงียบและความมืดของสตูดิโอ ทำให้หลายๆคนสงบมากขึ้น รวมทั้งผมด้วย

 

การนำเสนอกิจกรรมของชาวมะขามป้อม ที่ผ่านมาและปัจจุบัน ...สิ่งที่ได้เรียนรู้ และสิ่งที่ต้องเดินต่อไปของงานเพื่อสังคม ความงดงามของการทำงานอยู่ที่พวกเขาได้ทำสิ่งเล็กน้อย แต่สร้างคุณค่าทางจิตใจ บ่มเพาะความสุขผ่านงานศิลปะเพื่อรังสรรค์สังคมให้น่าอยู่และพูนสุข

 

เมื่อแสงไฟเริ่มหรี่ลง ...สาวทั้งสองคนในชุดพื้นเมืองชาวใต้  ค่อยๆเยื้องกรายออกมาจากม่านสีดำ แสงไฟของเวทีฉายไปยังที่เธอทั้งสองคน โดดเด่นท่ามกลางความมืด และความเงียบที่ได้ยินแค่เสียงลมหายใจของผู้คนรายล้อมเวที

 

"...เรื่องราวของครอบครัวที่มีชีวิตเติบโตมาจากเทือกเขาบูโด ชุมชนมุสลิมที่ความสวยงามและ ความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทำให้วิถีพวกเขามีความสุข พอเพียงในสิ่งที่มี กิจกรรมของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคม มีความรักและเอื้ออาทรเหมือนสังคมทั่วไป

 

 

ลูกสาวกับความรักที่สดใสของวัยหนุ่มสาว ยะยาห์หนุ่มคนรักของเธอ เป็นความรักครั้งแรกที่ทำให้ลูกสาวของม๊ะ มีชีวิตชีวา และความหวังส่วนม๊ะ เธอก็รอคอยป๊ะที่ออกไปทำงานนอกบ้าน กลับมาเพื่อรับประทานข้าวพร้อมกัน เป็นครอบครัว

 

 

จากวันฟ้าใส ถึงวันที่มีพายุร้ายโหมกระหน่ำ ชุมชนของเธอ ครอบครัวของเธอ เสียงปืน เสียงประกาศเตือนภาวะฉุกเฉิน  เปรียบเสมือนพวกเขาอยู่ท่ามกลางสงครามก็ไม่ปาน สายฟ้าฟาดลงมาเสียงกึกก้องความรุนแรงของฟ้าพิโรธ ได้พรากชีวิตบางชีวิตจากไปนิรันดร์ หลายๆคนในหมู่บ้านไม่กลับมาอีกเลย

 

สาวน้อยรอคอยคนรักของเธอ ที่เดินออกไปที่เทือกเขาบูโด แต่แล้วเขาก็ไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่มีวี่แววข่าวคราวของยะยาห์อีกเลย  หัวใจดวงน้อยๆที่มีความหวังเต็มเปี่ยม ที่หล่อเลี้ยงด้วยพลังของความรักของเธอจะเจ็บปวดเพียงไหน

 

สิ่งที่ไม่คาดคิด จู่ๆสายฟ้าแปลบปลาบนั่น ฟาดลงกลางครอบครัวเธอ ม๊ะ คุกเข่าก้มหน้าร่ำไห้ คร่ำครวญ โดยที่สาวน้อยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดนัก  แน่นอนว่า เหตุผลที่ม๊ะร้องไห้นั้น หมายถึงป๊ะก็จากไป ป๊ะไม่กลับมาแล้วเหมือนยะยาห์ที่เขาเองก็ไม่กลับมาอีกเช่นกัน...สาวน้อยสับสน เครียดและเสียใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ

 

 

บทเพลงทำนองโศกบรรเลงโหยหวน เสียงกรีดลึกเข้าไปในโสต เสียงร่ำไห้ ปริ่มว่าจะขาดใจดังระงมในชุมชนเล็กๆแห่งนั้น..."

 

ผมไม่คิดเลยว่าละครเวทีเรื่องสั้นๆเช่นเรื่องนี้ จะตรึงให้ทุกคนจดจ้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รายรอบเวทีมีอารมณ์ร่วมกับนักแสดงอย่างปิดไม่อยู่ ไม่เฉพาะเสียงสะอื้นของตัวละครเท่านั้น เสียงสะอื้นของผู้ชมรายรอบผมก็ดังไม่แพ้กันอยู่ที่เสียงร่ำไห้นั้นจะดังขนาดไหน ให้ใช้ใจสัมผัสดู

 

ผมขยับแว่นตาหลายครั้ง ก้อนที่จุกตรงลำคอมันตื้อจนห้ามอาการไม่ไหว ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเงียบๆ เสียงสะอื้นกระซิกของเพื่อนที่รายล้อมผมก็ไม่ต่างกัน ...ทำไมมนุษย์ถึงโหดร้ายต่อกันถึงเพียงนี้ เขา(คนทำ) จะรู้หรือไม่ว่าการพลัดพราก การสูญเสียของบุคคลอันเป็นที่รัก เป็นเรื่องที่เจ็บปวดเหลือพรรณนาได้

 

ม่านสีดำเปิดให้แสงสว่างให้เห็นผู้คนที่เข้ามาร่วมงานเปิดตัวแจ่มชัดขึ้น

 

หลายคนยังซึมเศร้าและอยู่ในห้วงอารมณ์ที่ยังถอนตัวไม่กลับ มีการสัมภาษณ์เด็กสองคนที่มาจากชายแดนใต้ถึงความรู้สึกที่ได้ชมละครเรื่องนี้จบ...เชื่อไหมครับว่า สาวน้อยคนแรกเธอสะอื้น ร่ำไห้โฮ เธอบอกว่าชีวิตเธอเหมือนละครเรื่องนี้ เธอสูญเสียป๊ะไปจากเหตุการณ์ไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ เธอบอกว่า "อยากกลับบ้าน"  อยากกลับไปหาแม่ของเธอที่ใต้

 

เสียงร้องไห้เสียงสะอื้นของเธอทำให้หลายคนในเวทีต้องเช็ดน้ำตาอีกครั้ง ผมแอบเห็นพี่นก (นิรมล เมธีสุวกุล) เธอก็น้ำตาคลอเบ้า คุณจุ้ย สุ บุญเลี้ยง ก็จับจ้องมองที่เพดาน   หลายคนพยายามเบือนสายตาจากสาวน้อยคนนี้

 

สะเทือนใจมาก ...นี่คือเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ !!! ละครกับชีวิตจริง เรื่องเดียวกัน ดังนั้นความเศร้าโศกที่เป็นเสมือนหมอกคลุมรอบๆเทือกเขาบูโดนั้น ในวันนี้ความรุนแรงในสายหมอกก็ไม่เคยจางไป

 

ถามว่าผมอ่อนแอไปหรือเปล่า...ที่ต้องร้องไห้ ผมขอบอกว่า ผมไม่เคยอ่อนแอกับเรื่องใด หากเรื่องนั้นไม่ได้โหดร้ายกับมนุษย์โดยตรง  โดยเฉพาะเรื่องราวที่มนุษย์ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเอง....

 

เรารับรู้เรื่องราวของคนธรรมดาสามัญ การเป็นอยู่ของพวกเขา การภาวนาต่อองค์อัลเลาะห์  ความรัก วิถีที่ไม่ต่างไปจากสังคมอื่น ละครเวทีสั้นๆเรื่องนี้ ทำให้เราได้มองเห็นถึงชีวิต เห็นใบหน้าของคนที่ปรกติไม่ได้เห็นเวลาเรารับรู้จากสื่อทั่วไป

 

ผมขอให้กำลังใจสำหรับผู้คนที่สนใจ ใคร่ครวญเป็นธุระกับเรื่องราวความเจ็บปวดของคนเล็กคนน้อย ...การช่วยเหลือกัน การขบคิดหาหนทางในการแก้ไขปัญหา และแม้กระทั่งคนในแวดวงศิลปะที่มีความคิดว่า "ศิลปะช่วยให้เกิดสันติภาพ" และผมค่อนข้างจะเชื่อแบบนั้นจริงๆจากการได้ชมละครสั้นเรื่องนี้ อย่างน้อยสันติในใจของผมได้น้อมรับมาโดยสมบูรณ์ จากนี้ก็คิดว่า "หากเป็นเพื่อนร่วมโลกเราจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือพวกเขาอย่างไร"

 

และสำหรับ อิสลามิกชน "ขออัลลอฮทรงประทานการชี้นำและความสำเร็จ แด่ผู้ใฝ่หาสันติภาพเพื่อสังคมที่เปี่ยมด้วยสันติสุขอันยั่งยืน"