ในฐานะคนทำงานวิจัยทางด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนแบบผม คิดได้หลายแง่มุมครับ อย่างแรกหากมองถึงเศรษฐกิจชุมชนอาจจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียบรรยากาศของท้องถิ่นเดิมที่เงียบสงบ การจัดการชุมชนต้องทำอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ กฏเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ มุ่งความ "กินดีอยู่ดี" แต่อย่าลืม "ความสุข"ของคนในชุมชนด้วย

"เปรียบกับเจ้าพระยาที่สายน้ำมารวมกัน

แต่สุดท้ายนั้น ก็ไหลลงในทะเล

หากยังมีลมหายใจ

ถึงชีวิตจะหักเห

ซื่อสัตย์ไว้ในใจ

จากไปแล้ว คนยังจดจำความดี"

 


 

ผมออกเดินทางจากแยกแคราย ไปตามนัดของดิเรกที่บอกกับผมว่า หากผมกลับมาจากใต้(ยะลา ปัตตานี นราธิวาส)เมื่อไหร่ เขาจะเลี้ยงกาแฟ และเลี้ยงหนังหนึ่งเรื่องในวันหยุดที่แสนสบายของผม ผมรู้สึกกังวลเล็กๆในใจด้วยความไม่คุ้นชินกับการเดินทางในกรุงเทพโดยอาศัยรถเมล์ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ประหยัดที่สุด อาจจะช้าบ้าง แต่นั่นก็ได้เห็นชีวิตของคนเมืองกรุงจริงๆ

 

ผมต้องเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้าที่เพื่อนทำงานอยู่แถบๆจตุจักรเพื่อมาทวงสัญญา เมื่อสายตาเหลือบเห็นคำว่าจตุจักรมาแต่ไกลก็รีบกดสัญญาณบอกคนขับรถทันที เพื่อจะลงป้ายนี้ ในความเป็นจริงยังไม่ถึงสถานีรถไฟฟ้าเลย เดินมานั่งรอตรงป้ายรถเมล์หน้าธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่ กดโทรศัพท์บอกเพื่อนทันทีว่ามาถึงแล้ว กว่าจะสอบถามได้ความว่าอยู่ตรงไหน ก็กลายเป็นว่าผมลงป้ายที่ไกลจากที่เพื่อนทำงานเยอะเหมือนกัน

 

"ไม่ต้องไปไหนนะนั่งอยู่ตรงนั้นหละ" ดิเรกกำชับเสียงเข้มมากับสายโทรศัพท์ เขาคงกลัวเด็กดอยอย่างผมจะหลงทางเป็นแน่  ผมต้องนั่งนิ่งรอเพื่อนโดยไม่ไปไหน นึกแล้วก็ขำๆ เฮ้อ..คนบ้านนอก คนบ้านนา ไปไหนในเมืองแต่ละทีก็ลำบาก ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองหลวง ผมก็นั่งทอดอารมณ์สบายๆตรงป้ายรถเมล์ ทุกคนที่เดินผ่านต่างรีบเร่ง ดูวุ่นวายไม่มีใครยิ้มให้ใครเลย ทำไมช่างเคร่งเครียดกันนักนะ...(คิดถึงบ้านจัง)

 

ไม่นานดิเรกก็มาถึง ดูเพื่อนกระหืดกระหอบน่าดู (ท่าทางรีบ) คงกลัวผมเดินพลัดหลงเป็นแน่...(อิอิ) เราประเดิมคุยสถานการณ์ภาคใต้ที่หลังจากผมกลับมาก็มีระเบิดกันหลายจุด กลับมาถึง กทม.แบบใจระทึก  เราสนทนาประสาเพื่อนฝูงในร้านกาแฟเล็กๆซอกตึก มอคค่าเย็นของดิเรกและ ลาเต้เย็นของผม ....กับบรรยากาศการพูดคุยฉันท์มิตร ออกรส ออกชาติ ผมหลงไหลบรรยากาศของการร่ำกาแฟก็ตรงนี้เอง

 

หลังจากสนทนากาแฟเสร็จลง เป้าหมายต่อไปคือ ห้างดังใกล้ที่สุด ไปตากแอร์ดูหนังสักเรื่อง เราเห็นพ้องกันว่า "จัมพ์เปอร์" น่าสนใจที่สุดเท่าที่เข้าโรงหนังตอนนี้ หนังเรื่องนี้เป็นหนังไฮไฟว์ที่ผมชอบ และประทับใจประโยคแรกของมิลลี่ นางเอกคนสวยบอกกับพระเอกว่า "เมื่อคนเราเมื่อมีฝัน ฝันนั้นต้องใหญ่" นางเอกฝันถึงการได้เดินทางไปยังจุดสำคัญๆของโลก แต่เมื่อไม่มีโอกาสเธอจึงได้แค่ฝันในตอนนี้

 

จากจัมพ์เปอร์พอมีเวลา ผมจึงชวนเพื่อนเดินทางต่อไปยัง "เกาะเกร็ด" ที่เมืองนนท์ ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้น่าจะว่างพอและเป็นโอกาสที่ดี ดิเรกรับอาสาเป็นไกด์ให้ผมเช่นเคย เขาเคยมาเที่ยวเกาะเกร็ดบ่อยแล้ว เราจับรถเมล์ไปยังเกาะเกร็ดใช้เวลาไม่นานนัก (รถไม่ติด) ผมเคยทราบมาบ้างเกี่ยวกับเกาะเกร็ดว่าเป็นหมู่บ้านคนมอญ ปั้นหม้อ ปั้นไห มีวิถีชีวิตที่น่าสนใจ มีข้าวแช่ชาววังที่อร่อย ที่สำคัญต้องข้ามน้ำจากฝั่งไปยังเกาะที่อยู่เบื้องหน้าไม่ไกลมากนัก เพื่อนกระซิบบอกผมว่าค่าเรือข้ามฟากน้ำเจ้าพระยา ๒ บาทเท่านั้น (ถูกจัง)

 

อ้อ ...ผมรู้แล้วครับ ที่ค่าข้ามฟาก ๒ บาทก็เพราะ ขึ้นแล้วก็ได้ลงในทันที เพราะระยะทางใกล้มากๆไม่มีสะพาน ระยะทางประมาณมองเห็นกันไม่เกินสองร้อยเมตร เรือข้ามฟากจึงเป็นพาหนะที่จำเป็นของคนในแต่ละฝั่ง...แต่บรรยากาศดีครับ ความหลากหลายระหว่างการเดินทางโดยเฉพาะพาหนะของเราในทริปนี้ทำให้เพลิดเพลินดี

 

ตะวันยอแสง...อากาศไม่ร้อนมาก เดินเที่ยวได้สบายไม่ต้องกลัวแดด แต่อาจถ่ายรูปไม่ค่อยสวยนี่คือข้อจำกัด (ได้อย่างเสียอย่าง)แต่ขอได้รู้ได้เห็นเป็นใช้ได้ รูปสวยๆเอาไว้ผมพอมีเวลาจะเก็บเกี่ยวมาฝากในโอกาสต่อไปครับ

 

ด่านแรกก็พบวัด ...ผมเดินเข้าไปนมัสการพระประธานในโบสถ์ก่อนเดินชมวิถีชีวิตคนบนเกาะ สินค้าละลานตา มีลักษณะเป็นถนนคนเดิน ขายของตามรายทางก็ดูเพลินตาดี แต่ผมก็ยังมองว่าแน่นเอี้ยดไปด้วยสินค้ามากเกินไป บดบังวิถีดั้งเดิมไปมากพอสมควร ในบางจุดมีศูนย์เรียนรู้การปั้นเครื่องปั้นดินเผา แต่ก็ไม่ค่อยเอื้อต่อการเรียนรู้เท่าที่ควรครับ เราอาจต้องหลบฉากไปหลังบ้านที่ขายของ ไปชมวิถีหลังบ้านริมแม่น้ำ ก็เห็นอีกบรรยากาศหนึ่งที่น่าสนใจ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน

 

ด้วยความรีบเร่งกับเวลาที่เราต้องรีบกลับบ้าน ก็เดินสำรวจแบบสแกนรวดเร็ว ตั้งแต่ปากทางเข้าหมู่บ้าน จนถึงปลายหมู่บ้าน ผ่านกองทัพสินค้าที่มากมาย เป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่อาจดูมากเกินไปจนไม่ค่อยเห็นวิถีที่ชุมชนที่เป็นอยู่...

 

ในฐานะคนทำงานวิจัยทางด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนแบบผม คิดได้หลายแง่มุมครับ อย่างแรกหากมองถึงเศรษฐกิจชุมชนอาจจะประสบความสำเร็จ แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียบรรยากาศของท้องถิ่นเดิมที่เงียบสงบ  การจัดการชุมชนต้องทำอย่างเป็นระบบ มีระเบียบ กฏเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ มุ่งความ "กินดีอยู่ดี"  แต่อย่าลืม "ความสุข"ของคนในชุมชนด้วย

 

อาจเป็นช่วงเวลาที่สั้นๆ ในการเดินชมวิถีชาวมอญเกาะเกร็ด เรายังเห็นมุมสวยๆ และ บรรยากาศของท้องถิ่นดั้งเดิมแทรกอยู่รายทาง แม้จะเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ยังมีให้ได้ชมและเรียนรู้

 

โจทย์สำคัญๆของการท่องเที่ยวโดยชุมชน ก็คือ การพัฒนาชุมชนบนความหลากหลายและการท่องเที่ยวที่เป็นการท่องเที่ยวกระแสหลัก จะทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถอยู่ได้ และมีความสุข ปรับตัว และได้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรู้เท่าทัน

 

ชุมชนหลายๆชุมชนที่ผมเดินผ่าน ให้คำตอบ และให้บทเรียนที่ดีให้แก่ผมเสมอ

 

ในวันรุ่งขึ้นผมจะเดินทางไปเป็น Facilitator ให้กับกองโภชนาการ กรมอนามัยที่  อโยธยาศรีรามเทพนคร  น่าจะมีแง่มุมที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังอีกเช่นเคย

 

ขอบคุณวันหยุดที่มีคุณค่า และขอบคุณเพื่อนที่เป็นไกด์ให้ผมได้ค้นพบอีกหลายๆมุมของโลกอย่างไม่โดดเดี่ยว