เมื่อวานและวันนี้ ผมยังอยู่ที่วิทยาลัยอิสลามยะลา มอ.ปัตตานีครับ มาเป็นวิทยากรอบรมอาจารย์ของวอศ. เกี่ยวกับการใช้โปรแกรม ms producer ครับ กำหนดการสองวันครับ แต่ปรากฏว่าเมื่อวานเพียงวันเดียวก็เต็มอิ่มไปเรียบร้อยแล้วครับ วันนี้ทางผู้จัดเลยขอเพิ่มโปรแกรมเพราะเห็นว่าพอมีเวลา เลยให้ผมอบรมต่อการใช้โปรแกรม mind manager เดิมทีผมก็เตรียมไว้อีกโปรแกรมหนึ่ง เพราะคิดแล้วว่า producer วันเดียวก็น่าจะพอ แต่ผู้เข้าร่วมหลายท่านเสียดายถ้าจะให้อบรมวันนี้ เพราะติดภาระกิจกันเป็นส่วนใหญ่ (เดาเล่นๆ วันนี้น่าจะมีคนเข้าร่วมน้อย) ก็เลยต้องตามใจผู้อบรมครับ

ตอนขับรถเข้าเมืองปัตตานี โดดตรวจครับจากท่าน บังเอิญวันนี้ผูกไทด์เรียบร้อย เลยโดนคำถามแปลกๆ ครับ ทหารถามว่า "เป็นเจ้าหน้าที่หรือเปล่า"

คิดอยู่นานครับ ไม่รู้จะตอบว่าอะไร แล้วคำตอบที่คิดได้ในใจตอนนั้นคือ ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ครับ เป็นแค่เจ้าที่ ฮาฮาฮา เลยตอบไปก่อนว่า "ไม่ครับ" 

ทหารเลยตอบกลับมาว่า "งั้นขอตรวจหน่อยนะครับ" ออ. รู้งี้ตอบว่า เป็นเจ้าหน้าที่ก็ดีหรอก ไม่โดยตรวจ ฮาฮาฮา ช่วงหลังมานี้เห็นเครื่องมือตรวจระเบิดของทหารเปลี่ยนไปครับ เป็นเพียงแท่งคล้ายๆ ท่อเหล็ก แล้วต่อด้วยเสาอากาศ ดูทันสมัยขึ้นครับ

เมื่อวานได้สนทนากับ ดร.นิเลาะ แวอุเซ็ง ประเด็นเรื่องพหุวัฒนธรรมทางการศึกษาในประเทศมาเลเซีย ซึ่งผมกำลังตั้งใจว่า จะทำเป็นงานวิจัยเสริม (เหตุที่เสริม เพราะงานวิจัยหลักที่เพิ่งได้รับทุนคือ การอนุรักษ์พหุวัฒนธรรมในมาเลเซีย ซึ่งมี อ.อับดุรรอห์มาน เป็นหัวหน้าทีม ผมเป็นลูกทีม ก็เลยคิดเล่นๆ ว่า ไหนๆ ก็ต้องไปเก็บข้อมูลที่มาเลเซียแล้ว เอาให้ได้กำไรก็ต้องเก็บเพิ่มอีกสักประเด็นเป็นไรไป) แต่ความรู้เรื่องนโยบายพหุวัฒนธรรมในโรงเรียนของมาเลเซีย ผมยังไม่มีในสมองเลยครับ มีแต่ตัวทฤษฏีทางพหุวัฒนธรรมทางการศึกษาที่นั่งเรียนไปเมื่อเทอมที่แล้ว

พอฟังข้อมูลจาก ดร.นิเลาะ แล้วทึ่งครับ ท่านรู้ดีมาก และบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ของท่านก็กำลังรอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอยู่ ผมเลยได้รับอนุเคราะห์บทความต้นฉบับมาศึกษาก่อน (เป็นรุ่นพี่ที่น่ารักอีกท่านหนึ่งครับ ฮิฮิฮิ)

การสานเสวนาทางวัฒนธรรมหรือที่เกี่ยวข้องกับศาสนาในที่สาธารณะ เป็นเรื่องผิดกฏหมายครับ นี้คือประเด็นแรกที่ผมได้รับทราบ แล้วก็เป็นข้อสงสัยว่า ทำไม? ทั้งๆ ที่ประเด็นนี้น่าจะเป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับการอยู่ร่วมกัน ก็เลยได้รับคำอธิบายจากท่านนิเลาะ ว่า มาเลย์เขามีฐานคิดว่า ขณะนี้เขาข้ามผ่านมิติของความแตกต่างทางวัฒนธรรมแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องการทำต่อจึงไม่ใช่การมาตอกย้ำในเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมอีกต่อ

ในวงสนทนาก็มีเสียงแย้งมาว่า ก็เมื่อไม่กี่วันมานี้ มาเลย์ยังมีการประท้วงทางเชื้อชาติอยู่เลย (ผมจำได้ว่า หลังเลือกตั้งนี้แหละครับ) ผมเลยคิดไปเองว่า ปัญหาทางวัฒนธรรมเป็นปัญหาของมาเลย์ที่มาเลย์ไม่อยากพูดถึงมากกว่า

ส่วนนโยบายทางพหุวัฒนธรรมในโรงเรียน หรือทางการศึกษาของมาเลย์มีการปรับเปลี่ยนเป็นระยะๆ ครับ ซึ่งรายละเอียดมีปรากฏในบทความของอ.นิเลาะแล้ว ท่านใดสนใจติดตามอ่านได้ครับ ถ้าจำไม่ผิดของจุฬาฯ ครับ แต่จำชื่อไม่ได้

โดยส่วนตัว ผมชอบการวางนโยบายของมาเลย์ครับ นโยบายส่วนใหญ่จำง่าย รับรู้กันโดยทั่วไป และความท้าทายของคนทั้งประเทศ (ไม่อยากเปรียบเทียบกับเรา แต่ก็อดไม่ได้) ผมว่า นายกไทยที่สร้างนโยบายที่ท้าทายและเป็นที่รับรู้ ก็น่าจะเป็น นายกชาติชายครับ เพราะในยุคของท่านใครๆ ก็รู้ว่า จะสร้างชาติให้เป็นนิกส์ ฮาฮา ส่วนคำถามของยุค ผมสรุปเองว่า คือ

"เดินตามก้นเจ้าหน้า (เก่า ซึ่งเป็นปัจจุบันโดนพักงาน) มองหาอดีต และปลุกผีอบายมุข (ถ้าจะให้เพิ่มอีกเรื่องก็ ตามเก็บคนค้ายา"

หาความท้าทายเจอมัยครับ ถ้าเจอบอกด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง