สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการให้กำลังใจเค้าได้ดีที่สุด ในขณะที่อยู่ร่วมกับคนไข้คนอื่นๆ ที่ไม่ต้องการเสียงรบกวนคือ....การสัมผัส.....สัมผัสเพื่อให้กำลังใจเค้าในขณะที่ไม่มีพ่อและแม่ เพราะ....ณ..ที่นี้มีแต่ครู....

          วันนี้ครูแอนก็พบเจอประสบการณ์อันน่าตกใจและหวาดเสียวเกี่ยวกับชีวิตคุณครูอีกครั้งแล้วล่ะค่ะ

          เช้าวันนี้.....ขณะที่ครูแอนกำลังทำหน้าที่ครูเวรประจำวันจดรายชื่อนักเรียนที่มาสาย...และคาบแรกกำลังจะเริ่มต้นอยู่แล้ว.....จู่ๆ เด็กผู้หญิงในห้องที่ปรึกษาของครูแอน (ชั้น ม.1) ก็วิ่งหน้าตื่นมาบอกครูว่า  "ครูขาๆ ภาคภูมิแขนหัก!!"  "หา...อะไรนะ"   "ภาคภูมิแขนหักค่ะครู"  ครูตั้งสติได้....ก็วิ่งล่ะค่ะทั้งรองเท้าส้นสูงเนี่ยแหละค่ะ...แถมนุ่งผ้าถุงยาวอีกต่างหาก (เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ทางโรงเรียนกำหนดให้บรรดาครูๆ แต่งชุดไทยๆ โอ...แม่เจ้า....แม้ว่ามันออกจะไม่น่าดูนัก  แต่คนเป็นครูนี่คะ....ก็ไม่สามารถเดินอ้อยสร้อยท่าสวยเพื่อไปดูเด็กด้วยอาการเนิบนาบได้)  ขณะที่ครูวิ่งไปหาเด็ก....ปากก็เริ่มทำงานบอกน้องครูพนักงานราชการให้จัดการเอารถโรงเรียนไปส่งเด็กที่โรงพยาบาลของอำเภอ   

          ขณะนั้นเองเด็กชายภาคภูมิและเพื่อนๆ ก็พากันเดินมาหาครูแอนเช่นกัน  ภาพที่เห็นคือแขนข้างซ้ายของภาคภูมิคดเหมือนถูกบิดไปมาทั้งแขน.....ครูแอนไล่เด็กนักเรียนเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ ไป เข้าห้องเรียน  ขณะที่เดินนำภาคภูมิมานั่งที่ม้านั่งเพื่อรอรถโรงเรียนมารับนั้น  สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นคือหน้าของเด็กชาย ม.1  เริ่มซีดลงเรื่อยๆๆๆ  ครูเลยต้องเอายาดมมาให้เจ้าเด็กน้อยดม  พลางพูดให้กำลังใจไปด้วย...."ไม่เป็นไรลูกครับ   เดี๋ยวเราไปโรงพยาบาลกัน  คุณหมอก็ช่วยผมได้ลูก....ไม่ต้องตกใจนะ".......(แม้ปากจะบอกเด็กไปอย่างนั้น.....แต่ในใจกลับกังวลสารพัดอย่างเกี่ยวกับแขนของเด็ก"......."รถมาแล้วลูก......เอ้า...ไปกันลูก"  ครูก็เลยต้องโดดขึ้นไปนั่งกับเด็กไปโรงพยาบาลด้วยทันที......ในระหว่างที่พูดให้กำลังใจกันไป.....ก็ต้องโทรศัพท์เพื่อแจ้งผู้ปกครองในขณะเดียวกัน....แต่โชคร้ายเหลือเกิน.....ครูแอนติดต่อผู้ปกครองไม่ได้....คงไม่มีคนรับสาย....ภาคภูมิบอกครูว่า  "พ่อกับแม่คงไปสวนครับ......สงสัยไม่เอาโทรศัพท์ไปด้วย.....แล้วก็คงยังไม่เสร็จจากตัดยาง".....โอยน่าเอ็นดูเด็กเป็นที่สุด.....เค้าคงอยากให้พ่อแม่อยู่ใกล้ๆ เวลาเค้าเจ็บป่วย....ครูเลยบอก "ไม่เป็นไรนะครูอยู่ทั้งคนแล้ว  เดี๋ยวพ่อแม่คงมา  ครูจะติดต่อเรื่อยๆ แล้วกันนะ.....ไม่ต้องตกใจลูก  ครูอยู่นะ..."

        เมื่อไปถึงโรงพยาบาล.....คนเปลก็มารับภาคภูมิถึงรถโรงเรียน  เข็นเข้าห้องอุบัติเหตุ.....ครูเลยต้องออกมาทำบัตรให้เด็ก.....แว๊บ....เข้าไปให้เด็กเห็นหน้าว่าครูอยู่นะๆ.....แว๊บออกมาโทรศัพท์หาผู้ปกครองอีก (เพราะในตึกไม่มีสัญญาณอีกต่างหาก.....มานึกได้ทีหลัง....วันนี้เราเป็นนินจาไปเลย).....เข้าไปดูเด็กต่อ....คนเปลเข็นเค้ามาห้องเอ็กซเรย์  2  รอบ  ครูก็มารอหน้าห้องเอ็กซเรย์ทั้งสองรอบ.....เพื่อให้กำลังใจเค้าในขณะที่ไม่มีพ่อและแม่ เพราะ....ณ..ที่นี้มีแต่ครู....ครูต้องเป็นเหมือนพ่อแม่ให้เด็กก่อน....คนไข้ที่มาโรงพยาบาลในช่วงเช้าวันนี้เลยมองครูกันใหญ่....บ้างก็เข้ามาดูอาการเด้ก  บ้างก็มาให้กำลังใจเด็ก  บ้างก็ให้กำลังใจเพราะครูเห็นวุ่นวายอึกทึก..เดินเข้าเดินออก...

       แล้วโชคก็เข้าข้างครูแอนในที่สุด.....บังเอิญมีคนรู้จักกับครูแอนและครูที่โรงเรียนแถมอยู่หมู่บ้านใกล้กับเด็กเลยอาสาที่จะโทรศัพท์ติดต่อคนในหมู่บ้านให้  เพื่อไปตามคุณพ่อคุณแม่ของเด็กมาอีกทอดหนึ่ง   ในที่สุดครูแอนก็สามารถติดต่อพูดคุยกับพ่อแม่ของเด็กได้....(ไชโย้)...เพราะหมอแจ้งว่าคงต้องส่งเด็กต่อไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่  ฉะนั้นจึงต้องให้ผู้ปกครองเด็กมาตัดสินใจเองด้วย 

        กว่าผู้ปกครองจะมาถึงโรงพยาบาลเด็กก็อยู่กับครูแอนไปพลางๆ สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการให้กำลังใจเค้าได้ดีที่สุดในขณะที่อยู่ร่วมกับคนไข้คนอื่นๆ ที่ไม่ต้องการเสียงรบกวนคือ....การสัมผัส.....

        เพราะก่อนหน้านี้ครูแอนเคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการสัมผัส...ในทางจิตวิทยาอยู่บ่อยครั้ง  และเห็นด้วยเรื่อยมากับการ "กอดลูก" ของพ่อแม่  และครั้งหนึ่งที่อ่านเจอในบทความบทหนึ่งเลยอยากจะนำมาเก็บไว้  ณ  ที่นี้ 

"พ่อแม่ควรให้ความสำคัญในเรื่องของการสัมผัส การใส่ใจและการให้ความสำคัญกับเด็กให้มาก โปรดระลึกไว้เสมอว่า หากอาหารจำเป็นแก่ร่างกายมนุษย์ฉันใด สัมผัสที่พ่อแม่มีให้แก่ลูก ก็จำเป็นสำหรับการเติบโต ทางจิตวิญญาณของเขาฉันนั้น การสัมผัสที่อบอุ่นจากวงแขนของพ่อแม่จะให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยและมั่นใจในเด็กทุกคน"

                                                       [ ที่มา... หนังสือก่อนจะถึงวันนั้น โดย รศ.ดร.นวลศิริ เปาโรหิตย์]

 

 

 

        ดังนั้น...ครูแอนเลยลูบหัว...ลูบหู...ลูบหน้าเค้าตลอดเวลาเมื่อเค้าอยู่บนเตียงคนไข้  เพราะขณะนั้นเค้าคงกลัว  แล้วตัวเค้าก็มีอาการเกร็งร่วมด้วย  จนทำให้พี่พยาบาลที่พยายามจะเจาะเข็มไปที่แขนเค้ากลับหาเส้นเลือดเค้าไม่เจอ  จนเมื่อเค้าผ่อนคลายลงนั่นแหละ  พี่พยาบาลถึงจะเจอเส้นเลือดนั้น  และหน้าเค้าก็เริ่มมีสีเลือดมากขึ้นกว่าเดิม....เห็นผลทันตาเชียวค่ะ...กับการสัมผัสที่ส่งผ่านไปให้เค้ารับรู้

        ผู้ปกครองมาถึงแล้ว.....ขอบคุณครูเป็นการใหญ่ที่อยู่ดูแลลูกไม่ห่าง.....สุดท้ายแล้วก็เป็นหน้าที่ในการตัดสินใจระหว่างผู้ปกครองกับคุณหมอต่อไป......ครูแอนจึงเพียงรอส่งเด็กขึ้นรถโรงพยาบาลไปพร้อมคุณแม่ของเค้า.....แล้วก็รอที่จะโทรเช็คอาการของลูกศิษย์ที่ไม่ใช่ลูกก็เหมือนลูกนั่นล่ะเนาะ....

        ....แต่ไม่เฉพาะแต่ครูแอนคนเดียวหรอกค่ะ  ที่ทำแบบนี้.....คนเป็นครูในประเทศไทยอีกมากมายหลายท่านก็ทำเช่นเดียวกันนี้แน่นอนค่ะ   เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้.......เพราะเราไม่ใช่แม่.....ก็เหมือนแม่.....นี่คะ.....