วันนี้เป็นวันที่สองของการประชุมเพื่อนำเสนอผลงานวิชาการของคณะครับ ทีแรกคิดว่าจำนวนผู้เข้าร่วมคงจะลดลง แต่ปรากฏว่าไม่เป็นอย่างที่คิดครับ ยังคงจำนวนเท่าเดิม (อัลฮัมดุลิลลลาห์) แต่ที่ทำเอาทีมงานใจหาย คือ เรื่องเวลาครับ เพราะสิ่งที่ผู้ดำเนินรายการพลาดคือ ไม่ได้กำหนดเวลาสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิในการให้ข้อแนะนำ กลายเป็นว่า จากเดิมช่วงเช้าจะต้องมีสามช่วง ก็เหลือเพียงสองช่วง แถมมีอีกบางท่านที่ต้องการแสดงความคิด แต่ถ้าขืนเปล่าไปอีก ก็ยิ่งลำบากครับ ผมซึ่งนั่งอยู่บนเวทีในฐานะผู้นำเสนอผลงานก็กระซิบกับผู้ดำเนินรายการว่า ต่อเวลาไม่ได้แล้ว แต่ผู้ดำเนินรายการก็ยังเกรงใจผู้เข้าร่วม ดีที่คณบดียกมือปราบว่า ไม่มีเวลาแล้วจริงๆ

งานสัมมนาวิชาการ บอกได้เลยครับว่า เวลาเป็นเงินเป็นทองจริงๆ เราลงทุนทั้งหมด คำนวณแล้วคิดเป็นนาทีแล้วหลายตังค์ครับ (ควบคุมไม่ดี แย่ครับ)

สำหรับเวทีในวันที่สอง ใช้สองภาษาครับ คือ มลายูกับภาษาไทย และที่ทำให้กำหนดการคลาดเคลื่อนก็คือช่วงแรกของภาษาไทยนี้แหละครับ แต่ต้องยอมรับว่า วันนี้พร้อมกว่าเมื่อวานมากครับ เนื่องจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เชิญไปมากันอย่างพร้อมหน้า วันนี้สำหรับผมขอยอมรับในการให้ข้อเสนอแนะ ของ ผศ.ดร.สุกรี หะยีสามะ รองคณบดีของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มอ.ปัตตานีครับ ท่านแนะนำแบบน้ำผึ้งที่เต็มไปด้วยคุณค่าจริงๆ ผมเองเคยร่วมเป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะพร้อมกับท่านครั้งหนึ่ง ยอมรับว่าท่านคมคายจริงๆ แต่อีกหนึ่งท่านที่มาในวันแรก แต่วันแรกท่านไม่มีงานที่ต้องให้ข้อเสนอแนะ แต่วันนี้ท่านติดภาระกิจ คือ อ.ซอและ ตาเละ คณบดีวิทยาศาสตร์ฯ ของมอย.ของเรา ท่านนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เสนอแนะให้คมคาย ถ้าผมประเมินตัวเอง ต้องบอกว่า ผมประเภทเย็บไม่เป็น ต่อยเป็นหมัดหนักๆ หลบไม่ดีน็อกได้ครับ ยิ่งเวลาบีบด้วยแล้ว มัดผมหนักมากจริงๆ

วันนี้ผมเป็นทั้งผู้นำเสนอผลงานและผู้เสนอแนะครับ ช่วงเช้าผมนำเสนอครับ เรื่องที่นำเสนอคือ แนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เอื้อต่อพหุวัฒนธรรมในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม การนำเสนอครั้งนี้ผมเลือกโปรแกรม FlipAlbum สำหรับการนำเสนอครับ (รายละเอียดจะนำเสนอในเว็บ Muallimthai.com ภายหลังครับ) ผู้ให้ข้อเสนอแนะมีสามท่านครับ คือ ดร.อิบรอเห็ม เต๊ะแห อ.ซอลีฮะห์ หะยีสะมะแอ และอ.สุวรรณี หลังปูเต๊ะ ต้องเรียกว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอิสลามานุวัตรทางการศึกษาแนวหน้าของประเทศไทยตอนนี้ก็ว่าได้ครับ ที่ได้รับข้อแนะนำมา มีสองสามประเด็นที่ผมแย้ง แต่ส่วนใหญ่ผมเห็นด้วยว่าต้องปรับครับ

เอาประเด็นที่ผมแย้งก่อนแล้วกันนะครับ คือ ประเด็นของการนำเสนอภาพพหุวัฒนธรรมในรร.เอกชนสอนศาสนาอิสลาม ว่า รร.ประเภทนี้มีความเป็นพหุวัฒนธรรมหรือไม่ อันนี้จริงๆ ผมว่า ผมเขียนชัดแล้วว่า พหุวัฒนธรรมคืออะไร และภาพในโรงเรียนก็ชัดเจน ไม่น่าจะต้องวิจารณ์อีก และอีกประเด็นคือเรื่องของการอ้างอิง โดนคอมเม้นต์ว่า อ้างอิงจากเว็บเป็นส่วนใหญ่ จริงๆ คือจากเว็บจริงครับ แต่ไม่ใช่เว็บทั่วไป เป็นเว็บทางด้านบทความวิชาการครับ ทั้งหมดเป็นบทความวิชาการจากเว็บไซด์ที่รวบรวมงานประเภทนี้ ซึ่งผมว่าไม่เหมาะที่จะตีรวมว่างานวิชาการที่ปรากฏในเว็บไซด์ไม่มีคุณภาพ ดูจะใจร้ายไปนิดหนึ่งครับ

ส่วนประเด็นที่เห็นด้วยมากๆ คือ การนำเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการมุสลิมประกอบกับการอ้างอิงเฉพาะอัลกุรอาน ซึ่งงานผมชิ้นนี้อ้างอิงอัลกุรอานมาก ที่น่าจะมากด้วยแต่กลับน้อยคือ พระวัจนของท่านศาสนฑูต (ซ.ล) และที่ไม่มีเลยคือ แนวคิดของนักวิชาการมุสลิมในอดีต

ระหว่างงาน ผมสังเกตว่าวันนี้คณบดีไม่ค่อยนั่งด้านหน้า มักจะไปนั่งด้านหลัง ปรากฏว่าได้คำตอบหนึ่งจากการกล่าวปิดพิธีของท่านว่า ท่านไปนั่งอ่านข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมในแบบประเมิน ที่ท่านนำเสนอคือ รอบนี้มีคนบ่นเรื่องการจัดการประชุมว่าไม่ค่อยจะเรียบร้อย ในฐานะแม่งานหลักก็ยอมรับครับ แต่ต้องถามว่าที่ตัดสินใจหลายอย่างในการประชุมครั้งนี้เนื่องจากเพื่อให้อาจารย์ทุกท่านได้รับความสะดวกครับ ก็เลยทำให้ทีมงานต้องเป็นฝ่ายยุ่งยากเอง (ไม่ได้แก้ตัวนะครับ)

ระหว่างงานสองวัน สิ่งที่ผมนั่งคิดตลอดคือ ปีหน้าควรเป็นอย่างไร และผมได้คำตอบว่า ปีหน้าจะต้องเป็น Proceeding ที่รับบทความจากข้างนอกแบบเปิดอิสระ และระยะยาว คือ ประชาสัมพันธ์การรับบทความตั้งแต่มิ.ย. และมีกระบวนการที่ชัดเจน การขึ้นนำเสนอน่าจะบทความที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว และจะต้องไม่ยัดเยียดจำนวนบทความมากจนเกินไป เพราะผมคิดว่า อย่างปีนี้ที่เรารับบทความภายนอกแบบจำกัด เฉพาะเจาะจงจริงๆ (เชิญมาเท่านั้น)

แต่หลังจากเสร็จงาน ได้คุยกับทีมงานและท่านคณบดี ผมเลยได้โอกาสขายไอเดีย แต่ท่านคณบดีท่นก็วาดภาพปีหน้าไว้เหมือนกันครับ ท่านว่าของผมข้ามไปขั้นหนึ่ง (คือขั้นที่ท่านคิด) ท่านว่า ปีหน้าน่าจะยังคงเชิญเป็นการเฉพาะเจาะจง เพียงแต่ทั้งผู้เสนอผลงานและให้ข้อเสนอแนะต้องเป็นระดับชาติได้แล้ว (แล้วท่านลืมไปหรือเปล่าว่า ปีนี้ระดับนานาชาติแล้วนะครับท่าน ฮิฮิ)

ผมว่า อันเนื่องจากปีนี้ที่ในขณะที่เราจัดงานก็มีแขกภายนอกมาร่วมงานจากหลายหน่วยงาน ทำให้ปีหน้า การประชุมฯ น่าจะมีพันธมิตรมาร่วมให้การสนับสนุนมากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ประทับใจกับคุณภาพของงานในปีนี้ และเสนอที่จะให้การสนับสนุนในครั้งต่อๆ ไป

ออ.เกือบลืมแขกคนสำคัญอีกท่านหนึ่งไปครับ ท่านอาจารย์ เจ๊ะเหลาะ แขกพงศ์ อดีตรองคณบดีคณะอิสลามศึกษา ซึ่งตอนนี้ท่านเป็นผู้อำนวยการสำนักภาษาอาหรับและอิสลามศึกษา (หรืออะไรทำนองนี้แหละครับ) ของมหาวิทยาลัยนราธิวาสฯ ตั้งแต่ครั้งแรกที่จัด ท่านร่วมเสนอผลงานตลอดครับ ครั้งนี้ก่อนถึงวันงาน ปรากฏคอมพิวเตอร์ของท่านโดนขโมยครับ แต่ท่านก็ไม่ละที่จะมาร่วมงาน พร้อมกับทั้งให้เกียรติเป็นผู้ให้ข้อเสนอแนะด้วย ต้องขอขอบคุณอาจารย์อย่างจริงใจครับ

งานที่เหลือก็คือการจัดทำรายงานสรุปครับ งานหนักน่าดูกำลังรอทีมงานอยู่ สู้สู้ครับ