มาช่วยร่างกายล้างพิษ เพราะเป็นความรับผิดชอบที่ใส่เข้าไปมากก็ต้องช่วยขับออกด้วย มิใช่ปล่อยเขากำจัดตามยถากรรม แล้วก็หมดแรง กำจัดไม่ได้แถมเป็นตัวสะสมสารพิษอีกต่างหาก

 

        อ่านแล้วคุณจะรู้ว่าจริงๆแล้วทุกคนก็มีสารพิษอยู่ในร่างกายกันทั้งนั้น แถมไม่รู้อีกว่ากำลังได้รับสารพิษหลายๆอย่างเข้าไปจนร่างกายขับออกตามธรรมชาติไม่ทัน...วันดีคืนดีก็มีอาการที่ร่างกายทนไม่ไหว แสดงออกมาให้ตกใจกันเล่น ซึ่งบางคนก็ยังไม่สายที่จะดูแล แต่บางคน ก็อยู่ในข่าย “สายไปแล้วที่จะฟื้นฟู”


        ต่อจากบันทึกที่แล้ว ฉันตั้งใจว่าจะนำเสนอรายละเอียดว่าสารพิษมาจากไหนหรือคืออะไร  เหตุเพราะฉันเองก็คาดไม่ถึงในช่วงก่อนหน้านี้ และที่สำคัญ การช่วยร่างกายขับออกในชีวิตประจำวันดูจะเป็นเรื่องสำคัญของคนยุคนี้ ยุคที่ได้รับสารแปลกปลอมทุกลมหายใจเข้าออก  ซึ่งจากหนังสือ ล้างพิษ 10 วันตำรับบัลวีของแพทย์หญิง ลลิตา ธีระสิริ เขียนไว้ว่า
พิษส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่ร่างกายไม่ต้องการ ซึ่งพิษในร่างกายนี้มาได้ทั้งจาก

<p>
        1. พิษที่ร่างกายสร้างขึ้น จากปฏิกิริยาเมตาโบลิซึมในเซลล์ทั่วไปของร่างกาย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ที่ร่างกายต้องขับทิ้งทางลมหายใจ จากการย่อยสลายโปรตีน เช่น สารประกอบไนโตรเจนที่ร่างกายต้องขับออกทางไต จากปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายเช่น สารกลุ่มอนุมูลอิสระทั้งหลายที่เราต้องการสารต้านอนุมูลอิสระ(เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี)  ไปสะเทินฤทธิ์ของมัน</p><p>
        2. พิษที่ร่างกายได้รับเข้าไปทั้งจากการหายใจ การกิน และการสัมผัส เช่น</p><p>
        a. มลภาวะในอากาศ ได้แก่ ไอเสียจากรถยนต์ ควันพิษจากโรงงาน จากสีทาอาคารบ้านเรือนหรือเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ</p><p>
        b. สารปนเปื้อนในอาหาร ได้แก่ สี กลิ่น รสสังเคราะห์ สารกันบูด กันเชื้อรา ฯลฯ ซึ่งมักจะมาจากอาหารจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือที่เราเรียกว่ากลุ่มอาหารขยะ ผักผลไม้ที่เปื้อนยาฆ่าแมลง สารพิษที่เกิดจากการใช้น้ำมันทอดซ้ำหรือกระบวนการที่ก่อให้เกิดสารอนุมูลอิสระ (ซึ่งคงจะมีบันทึกเฉพาะอีกบันทึกหนึ่ง) รวมถึงสารที่เกิดจากการแพ้อาหารแบบสะสม (IgG) สารเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดจากการสร้างของร่างกายเมื่อได้รับสารเหล่านี้ จะกลายเป็นขยะหรือบางตัวเป็นสารพิษรบกวนการทำงานของของอวัยวะต่างๆ หรือระบบเลือดไหลเวียนซึ่งจะมีผลกับอวัยวะทั่วทั้งร่างกาย  เป็นภาระสำหรับร่างกายในการกำจัดทิ้ง</p><p>
        c. จากเทคโนโลยียุค IT (ข้อนี้ขอเพิ่มจาก พญ.ลลิตา แต่ได้มาจาก ศูนย์ HMC : Holistic Medical Centre) อันได้แก่ คลื่นจากมือถือ คอมพิวเตอร์ ไมโครเวฟ ไดรเป่าผม และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งสามารถพิสูจน์การเรียงตัวของเม็ดเลือดแดงได้ทันทีกรณีที่คุณใช้โทรศัพท์อยู่ (ด้วยการเจาะเลือดที่ปลายนิ้วแล้วตรวจด้วยเครื่อง Dark Field Microscope ซึ่งคุณจะเห็นภาพเม็ดเลือดต่างๆในกระแสเลือดผ่านจอภาพให้คุณได้เห็นๆ กันเลย) ซึ่งทั้งหมดนี้มีมีผลต่อการจับตัวเรียงซ้อนกันของเม็ดเลือดแดงแทนที่จะกระจายตัวเป็นเม็ดเดี่ยวๆ  ทำให้พา ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้น้อยลง โดยเฉพาะสมอง แถมจะมีอาการปวดหู ปวดหัวให้รับรู้กันได้ด้วย</p><p align="center">img84/1965/dsc11ij0.jpg</p><p align="center">มือถือเป็นอีกเรื่องที่มีผลกระทบกับร่างกายมากๆ อาจเป็นโชคดีที่ร่างกายฉันรับรู้เร็ว </p><p>
        d. สารเคมีในบ้านเรือน เช่น น้ำยาเคมีต่างๆ ที่ใช้ในการทำความสะอาดห้องน้ำ พื้นบ้าน พื้นครัว สารซักล้าง ยาฆ่าแมลง ฯลฯ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน  รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เราต้องสัมผัสกับผิวในบริเวณกว้างเพราะเป็นพื้นที่รับสารพิษได้มาก </p><p>        e. อื่นๆ เช่นโลหะหนักอาทิจากหม้อ กระทะ และบรรยากาศในสถานที่ทำงานหรือสิ่งแวดล้อมที่มีสารเหล่านี้อยู่   และยารักษาโรคที่คุณใช้</p><p>
การช่วยร่างกายเร่งล้างพิษ  </p><p>
         อันดับแรกเลยคงต้องถอยห่างจากสารพิษที่กล่าวมาในช่วงต้น โดยใช้ของจากธรรมชาติให้มากที่สุด ลดของที่ผ่านการสังเคราะห์ลงเท่าที่จะทำได้ (เรียกว่าล้างห้องครัว ล้างห้องนอน ล้างห้องน้ำ)  ใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็นและไม่ใช้นาน จากนั้นก็มาช่วยร่างกายล้างพิษ เพราะเป็นความรับผิดชอบที่ใส่เข้าไปมากก็ต้องช่วยขับออกด้วย มิใช่ปล่อยเขากำจัดตามยถากรรม แล้วก็หมดแรง กำจัดไม่ได้แถมเป็นตัวสะสมสารพิษอีกต่างหาก นี่ก็เสี่ยงกับมะเร็งในอนาคต
โดยสรุปแล้วมี ช่องทางใหญ่ๆ คือ ล้างทางกาย ล้างทางใจและ ล้างทางจิตวิญญาณ
ซึ่งทางกาย ก็จะแบ่งเป็น </p>

1. ทางปอด

2. ทางไต

3. ทางลำไส้

4. ทางผิวหนัง

5. ทางระบบไหลเวียนน้ำเหลือง

6. ทางตับ

</font><p>
ซึ่งการจะบันทึกทั้ง 6 ทางในบันทึกเดียวคงยาวจนเกินไป จึงขอแบ่งออกเป็นตอนๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งบันทึกนี้คงจะนำเสนอเพียง 3 ทางก่อนคือ</p><p>
        1. การเร่งล้างพิษทางระบบทางเดินหายใจ (ปอด) เนื่องจากปอดเป็นตัวขับพิษทางหนึ่งสังเกตจากเมื่อคนได้รับสารพิษบางอย่างมากเกินไป จะมีกลิ่นลมหายใจเป็นกลิ่นนั้นๆ เพราะร่างกายมีกลไกที่ต้องขับของเสียออกทุกทางที่ทำได้ และนำออกซิเจนเข้าไปแทนที่ วิธีเร่งการล้างพิษก็ฝึกการหายใจเพื่อชีวิต (คล้ายๆ ฝึกลมปราณ) วันละ 2 ครั้งๆละ 5 นาที ช่วงก่อนนอนและตื่นนอน ให้ปอดได้ฝึกการขับให้มากขึ้นโดยการหายใจเข้าท้องป่องหายใจออกท้องแฟบลึกๆ ยาวโดยมีระยะเวลายาวขึ้น ดังนี้</p><p>        • หายใจเข้านับ 5 กลั้นไว้นับ 10 หายใจออกนับ 5 แล้วพัก 5</p><p>        • เริ่มเพิ่มเวลา เป็น หายใจเข้านับ 6 กลั้นไว้นับ 12 หายใจออกนับ 6 แล้วพัก 6 แล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 12-20-12-12</p><p>        • ตามด้วยล้างพิษจิตใจ (นั่งสมาธิตามปกติ) ประมาณ 15 นาทีหรือครึ่งชั่วโมงตามสะดวก แล้วต่อด้วยล้างพิษจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเรื่องของจินตนาการหรือจะใช้เรื่องการสั่งจิตใต้สำนึกก็ได้ (มีในหนังสือที่แนะนำ ในบันทึกที่แล้ว “Detox Handbook” หรือถ้าเป็นหนังสือภูมิแพ้ของคุณหมอบรรจบ จะมี CD โปรแกรมจิตรักษาภูมิแพ้แถมมาด้วยค่ะ) ซึ่งข้อนี้คงต้องมีบันทึกละเอียดอีกครั้ง</p><p>        ประสบการณ์ทางอ้อมในด้านนี้ของฉันพบว่า ตามปกติถ้านั่งสมาธิช่วงเช้ามืด อาทิ 04.00น.-06.00 น. (แล้วแต่ว่าจะตื่นตอนไหน) ซึ่งจะล้างหน้าแปรงฟัน ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนอยู่แล้วเนื่องจากตื่นมาจะคอแห้ง ทุกครั้งที่นั่งสมาธิก็จะต้องเข้าห้องน้ำขับถ่ายประจำวัน ยิ่งปฏิบัติการหายใจเพื่อชีวิตด้วยแล้ว จะขับถ่ายได้เร็วขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์อีกทางหนึ่งเสริมกับการล้างพิษทางลำไส้ในช่องทางที่ 3 เป็นอย่างดีทีเดียว เนื่องจากการหายใจแบบดังกล่าวมีการใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องมาก (ท้องป่องและท้องแฟบแบบสุดๆ)  และเป็นจังหวะสม่ำเสมอด้วย</p><p>
        2. การเร่งล้างพิษทางไต ไตก็เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายเพื่อการขับพิษหรือของเสีย เช่นเดียวกัน ข้อสังเกต ถ้าเราได้สารอะไรที่มากเกินไปหรือสารแปลกปลอม ร่างกายก็จะขับออกทางไตด้วย เราจะได้กลิ่นหรือเห็นสีปัสสาวะเปลี่ยนไป เช่น กลิ่นกาแฟ สีตามอาหารหรือยาที่รับประทานโดยเฉพาะสีสังเคราะห์ การเร่งขับพิษก็เพิ่มเรื่องการดื่มน้ำมากๆ คือต้องได้วันละ 2,000 ซีซี  เพื่อพิษออกมาทางปัสสาวะ โดยมีเทคนิคคือ ต้องมีเหยือกหรือขวดน้ำตั้งให้มองเห็น ช่วงกลางวันเตือนตัวเองทุก 1 ชั่วโมงว่า ดื่มน้ำ  1 แก้วใหญ่ (ประมาณเกือบๆ 300 ซีซี) หรือยึดตามช่วงเวลาดังนี้</p><p>1. ตื่นนอน
2. หลังอาหารเช้า
3. หลังอาหารเบรก
4. หลังอาหารกลางวัน
5. หลังเบรกบ่าย
6. หลังอาหารเย็น
7. ตอนค่ำ หรือก่อนนอนครู่ใหญ่หรือไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง
</p><p>
        ประสบการณ์ด้านนี้ ซึ่งรวมทั้งของสหายกัลยาณมิตรด้วย พบว่า ในพวกเราที่มีปัญหาเรื่องแพ้สารอาหารแบบสะสม ซึ่งก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ทั่วไปโดยไม่ทราบสาเหตุนั้น จะเป็นคนที่ดื่มน้ำน้อยมากๆ มาแต่ไหนแต่ไร เนื่องจากการที่ร่างกายเรามีปฏิกิริยากับสารอาหารที่แพ้ซึ่งจะมีผลกับระบบทางเดินอาหาร ที่เรียกว่า “ลำไส้รั่ว” จากการที่ผนังลำไส้อักเสบบวมมีช่องว่างของเซลล์มากขึ้นจึงยอมให้สารอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์เข้ากระแสเลือด ซึ่งรวมทั้งน้ำซึ่งจะรั่วออกจากลำไส้เล็กเข้ากระแสเลือดและไปที่ไตเร็วและมาก ทำให้ปัสสาวะบ่อยมากๆ เมื่อเทียบกับคนทั่วไปเมื่อดื่มน้ำในปริมาณเท่ากัน พวกเราจึงลดการดื่มน้ำไปโดยอัติโนมัติ เพราะเมื่อใดที่ดื่มน้ำมากตามมาตรฐานที่ควรดื่มเช่น 2,000 ซีซี แล้วละก็เราจะเข้าห้องน้ำชนิดที่บางครั้ง ระยะห่างเพียง 15 นาที ดังนี้แล้วเมื่อรู้สาเหตุว่าแพ้อาหารแบบไหน จึงต้องรักษาด้วยการหลีกเลี่ยงเป็นระยะเวลา 3-6 เดือนและรักษาลำไส้ก่อนด้วยการกินขมิ้นชัน เพื่อให้ระบบลำไส้ปกติจึงจะเริ่มดื่มน้ำได้มากขึ้นตามที่ควรจะได้ </p><p>
        3. การเร่งล้างพิษทางลำไส้ เนื่องจากลำไส้เป็นที่ขจัดของเสียโดยเฉพาะจากอาหาร และทางเดินอาหารโดยตรง เนื่องจากเราต้องกิน และรับสารต่างๆทางช่องทางนี้ทุกวัน  ซึ่งอาหารขยะ หรืออาหารที่มีสารปรุงแต่ง สารกันเสีย กันรา สีสังเคราะห์ หรือแป้งขัดขาวต่างๆ การทานเนื้อสัตว์ ไขมันมาก นม และการทานอาหารที่เราแพ้ มักจะก่อให้เกิดปัญหาคือ อุจจาระจะเหนียวหนึบ แข็ง ยากต่อการขับออก และท้องผูก เหล่านี้ทำให้เกิดการหมักหมมของของเสียที่ซอกหลืบของลำไส้ บางครั้งไปแพคเป็นตะกรัน เป็นอาหารของแบคทีเรียตัวร้าย ซึ่งการย่อยของแบคทีเรียก่อให้เกิดสารเสียอีกต่อหนึ่งซึ่งบางตัวเป็นสารก่อมะเร็ง (เดี๋ยวนี้จึงเห็นว่าเป็นมะเร็งกันง่ายเหลือเกิน)  และสารพิษทั้งหลายเหล่านี้ก็จะถูกดูดซึมกลับเข้ากระแสเลือดไปถ้าเราไม่ขับถ่ายประจำวัน หรือขับถ่ายล่าช้า เช่น หลัง 07.00 am ดังนั้นเราจึงต้องเร่งล้างพิษประจำวันด้วยการ </p><p>
        • กินอาหารกากใยสูง ซึ่งมีมากในข้าวกล้อง (มีมากกว่าในผักเสียอีกโปรดรู้) ประสบการณ์ในการกินข้าวกล้องทั้งครอบครัวมานานการันตีได้ว่าดีจริงๆ ค่ะ</p><p>        • เพิ่มด้วยการกินเม็ดแมงลัก 2 ช้อนชาชงในน้ำ 300 ซีซี ช่วงเย็น เพื่อทำความสะอาดกวาดล้างขยะลำไส้ทุกวัน  ส่วนตอนเช้าตื่นมา ก็ดื่มนำอุ่น 1 แก้วผสมน้ำมะนาวครึ่งลูก และเกลือ 1/4 ช้อนชาหรือเล็กน้อย ทำทุกวันค่ะ (ฉันทำมาเป็นระยะเวลา 3 เดือนข้อนี้ก็ดีมากๆ เช่นกัน) </p><p>         • สวนล้างลำไส้ด้วยกาแฟ สัปดาห์ละครั้งในวันหยุด (ซึ่งต้องมีการเตรียมตัวด้วยอาหารเสริม และอื่นๆที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ถ้าคนไหนแพ้กาแฟก็ใช้ไม่ได้) นอกจากนี้แล้วก็ต้องมีอาหารเสริมเพื่อปรับสภาพลำไส้ที่มีปัญหาจากการรับอาหารที่แพ้สะสมมานานจนมีภาวะลำไส้รั่ว เช่น ขมิ้นชันแคปซูล, โอเมก้า 3 ,แบคทีเรียดี (ช่วยย่อยและทดแทนที่ตายไปในช่วงที่แบคทีเรียตัวร้ายยึดครอง) เรื่องของการสวนล้างด้วยกาแฟ จำเป็นที่จะต้องศึกษาก่อนให้ดี มิใช่อยากทำก็ทำ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดผลเสีย โดยจากการศึกษาและทดลองทำของตัวเองนั้นทำเท่าที่ทำได้คือสัปดาห์ละครั้ง และพบว่าขนาดปฏิบัติตามข้อด้านบนแล้วก็ยังมีขยะสะสมในลำไส้ที่ต้องล้างด้วยข้อนี้จริงๆ ยิ่งถ้าคนไหน มีผื่นขึ้นหรือแสดงอาการที่พิษยังมีอยู่อย่างชัดเจนยิ่งสมควรทำเป็นอย่างมาก</p><p align="center">    img90/5867/dsc04189oh7.jpg </p><p>   อีกครั้งกับข้อมูลความรู้จากหนังสือที่อ่านก็กลับไปดูบันทึกที่ 33 ก่อนหน้านี้นะคะ ส่วนประสบการณ์นั้นเป็นประสบการณ์ส่วนตัวซึ่งต้องบอกว่า เป็นการปฏิบัติแบบองค์รวมจริงๆ ถ้าทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่สัมฤทธิ์ผล และต้องมีความรักตัวเอง ร่วมด้วยการมีวินัยในตัวเองมากๆ ค่ะ</p><p>
         บันทึกหน้าค่อยมาคุยกันใหม่ในการเร่งล้างพิษอีก 3 ทาง แล้วค่อยต่อด้วย การล้างใจ ล้างจิตวิญญาณ กันนะคะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านที่สนใจจะได้นำบางสิ่งที่พอจะทำได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันกันได้บ้าง ทำบ้างดีกว่าไม่ทำ และ  ทำ "เดี๋ยวนี้"  ดีกว่า “เดี๋ยว..จะทำ” ค่ะ</p><p> </p>