ร.พ.กระบี่ได้รับคำชมจาก พ.ร.พ. เกี่ยวกับการจัดบริการในช่วงเหตุการณ์สึนามิ เมื่อ ร.พ.กระบี่ ได้รับการรับรอง HA ในรอบของ re-accredit ครั้งที่ 2 ข้อสงสัยของฉัน คือ อะไรคือ evidenced-base ที่ทำให้เราได้รับคำชม ก็พ.ร.พ. ลงมาเยี่ยมเราไม่ถึง 2 ครั้ง
เหตุที่สงสัยเพราะ เราหลายคนในร.พ. กระบี่ ไม่ค่อยรู้สึกว่า เรามีความคล่องตัว หรือเป็นเพราะเวลาติดตามเรื่องอะไร คำตอบจะได้กลับมาว่า "ขอเวลาได้ไหม ทำไม่ทัน" จึงทำให้รู้สึกอย่างนั้น
เมื่อความคิดฉันแวบถึงคำพูดของครอบครัวฝรั่งสวีเดนซึ่งกลับมาขอบคุณ ร.พ. เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2550 เกี่ยวกับบริการที่เขาได้รับในเหตุการณ์สึนามิ ฉันจึงเข้าใจว่าทำไม พ.ร.พ. จึงชมเรา
ครอบครัวนี้เขาพูดว่า " ทีมของคุณมหัศจรรย์มาก วันนั้นเป็นวันที่คนทั้งโลกมาอยู่ต่อหน้าคุณ แล้วคุณก็ช่วยเราทั้งครอบครัวให้มีชิวิตรอดกลับบ้านได้ครบทั้ง 5 คน เหตุการณ์นี้ถ้าเกิดที่ประเทศสวีเดน เราไม่แน่ใจเลยว่า ร.พ. ของเราจะทำได้อย่างที่คุณทำ"
เมื่อลองทำ AAR ลองถอดบทเรียนเหตุการณ์ในช่วงนั้น ฉันก็พบว่า ความสามารถที่ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างความประทับใจอย่างที่เล่านี้เป็นเพราะ
1. เจ้าหน้าที่ของเราทุกคนมีภาวะผู้นำ เมื่อทุกคนเข้ามาสู่เหตุการณ์แล้ว เขาตัดสินใจทันทีว่า ใครควรทำอะไร ใครต้องเร็ว ใครช้าได้ ใครถนัดเรื่องอะไร ก็จะไปหยิบจับช่วยเรื่องนั้นๆ ทุกคนรู้บทบาทของตนเอง
2. ผู้บริหารทำงานเป็นทีม มีการกระจายอำนาจการนำให้ผู้บริหารระดับกลาง จุดสำคัญทุกจุด ระบบงานที่สำคัญ มีผู้บริหารระดับกลาง คอยรับผิดชอบดูแล การดูแลคน มีผู้บริหารระดับกลางช่วยผู้บริหารระดับสูงในการกระจายคนและกระจายบทบาทว่า ใครควรเปลี่ยนบทบาท ณ สถานการณ์ต่อหน้า จุดใดที่ควรได้รับการเสริมคน จุดใดที่ควรได้รับทรัพยากรเสริม
3. ให้ชุมชนมีส่วนร่วม เมื่อมีโอกาสใดที่ชุมชนสามารถให้ความช่วยเหลือได้ เราเอื้ออำนาจให้เข้ามาร่วมงานและ ให้ตัดสินใจภายใต้บริบทของสถานการณ์ ตั้งแต่การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การเคลื่อนย้ายผู้ที่ได้รับการบำบัดแล้วออกไปยังที่พักฟื้นชั่วคราว การให้ติดต่อร.พ.เอกชนมารับย้ายผู้ป่วยได้เองถึงหอผู้ป่วย การให้วิชาชีพสาธารณสุขต่างชาติร่วมดูแลให้กำลังใจผู้ป่วยที่พูดคุยภาษาเดียวกันเข้าใจ การเข้ามาช่วย 5ส. ยาต่างๆที่ได้รับบริจาคของกลุ่มโรงเรียน ฯลฯ
4. ตัดสินใจโดยมีความปลอดภัยของผู้ป่วยเป้นเป้าหมาย มี criteria คัดกรองผู้ป่วยที่จะย้ายออกเพื่อส่งต่อ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยระหว่างเคลื่อนย้าย ทั้งทางบกและทางอากาศ
5. ไม่ยึดติดกับความคิด ยอมให้ NGO เข้ามามีบทบาทบริหารงานร่วมในส่วนของการจัดสนับสนุนอาสาสมัครรวบรวมข่าวสาร, อำนวยความสะดวกให้ มี war room ข่าวสารสำหรับให้ NGO ต่างชาติ ดำเนินงานเสริมกับร.พ.ได้, กำหนดบทบาทให้อาสาสมัครร่วมดูแลผู้ป่วยและครอบครัวในด้านการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับร.พ. , ผู้บริหารออกพื้นที่สำรวจสถานการณ์ด้วยตัวเองแล้วนำข้อมูลมาตัดสินใจการจัดการเกี่ยวกับศพ เป็นผลให้มีการแบ่งทีมทำงาน ระหว่าง ร.พ. และ ทีมงานสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอ ร.พ.ในพื้นที่ประสบเหตุดูแลคนเป็น ร.พ.ในพื้นที่อื่นๆ,สสจ.และเทศบาลดูแลคนตาย ร.พ.ต่างจว.ช่วยย้ายคนไปส่งต่อ
สิ่งที่เป็นผลของการจัดการทั้งหมดนี้แหละที่ทำให้เราได้รับคำชม เพราะผลการจัดการของเรา ไม่มีคนป่วยตายแม้แต่คนเดียวทั้งที่ร.พ. และที่ส่งต่อ
" Agility ความคล่องตัว" จึงหมายถึง ความสามารถในการจัดบริการฉุกเฉินที่รวดเร็วเพียงพอที่จะทำให้ผู้รับบริการปลอดภัย
Core value ตัวนี้ ในสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเน้นที่ value คือ ความรวดเร็ว และ ถูกต้อง ส่วน value added ที่ได้คืนมา คือ ความเชื่อถือ
มองไปแล้วระบบที่เป็นหัวใจทำให้ Core value เกิดคุณค่าได้จริงในลำดับต้นๆคงไม่พ้น : HRD&HRM + Equipment ส่วนระบบอื่นมีความสำคัญเช่นกัน แต่สำคัญรองลงมา
24 มกราคม 2551
สวัสดีค่ะ อาจารย์หมอเจ๊
ป้าแดง กลับเข้าใจไปว่า agility หมายถึง ข้อ5 อ่ะค่ะ คือการไม่ยึดติด สามารถที่จะปรับตัวให้ทำงานได้กับทุกภาคส่วน
บทสรุป ของอาจารย์ ก็ทำให้ ป้าแดง เข้าใจ คำว่า agility มากขึ้นค่ะ ขอบคุณมากมายเลยค่ะ
ป้าแดงค่ะ
มองอย่างป้าแดง คือ มองที่ระดับปัจเจกบุคคลค่ะ มองที่ thinking ก็ใช่ค่ะ แต่ thinking เป็นผลมาจาก HRD ใช่ไหมค่ะ
แต่ถ้ามองระดับองค์กรต้องมองแบบ bird eye view ค่ะ ไม่เจาะที่คน แต่เจาะดูผลลัพธ์ของระบบค่ะ
สำหรับหมอ เวลามองคน หมอมองว่า ทักษะคน ความเข้าใจ การปรับตัวเป็นผลงานที่ถูกส่งมอบจากระบบ HRD ค่ะ ไม่เคยมองว่า เพราะคนๆนี้เป็นอย่างนี้ หรือเพราะเป็นอย่างนั้น
ส่วน HRM หมอมองที่ ความเพียงพอของทรัพยากรคนที่จำทำให้ทีมทำงานได้คล่องตัว HRM ที่ดีต้องให้ผลงานที่ทำให้ผู้รับบริการปลอดภัยค่ะ
ขอบคุณอาจารย์ หมอเจ๊ เห็นด้วยและเข้าใจแล้วค่ะ
ส่วนในเรื่องการมองระบบ อาจจะต้องมองทุกกระบวนการด่วยรึป่าวคะ
ขอบคุณค่ะ
เมื่อต้องดูแลระบบ หมอจะมีคำถามในใจหลายคำถาม เพื่อใช้คัดกรองจุดที่จำเป็นต้องติดตามดูระบบ
1. กระบวนการนั้นเมื่ออยู่ในระบบนั้นแล้ว คนไข้ได้รับบริการอะไรที่ดีขึ้น
2. กระบวนการนั้นเมื่ออยู่ในระบบนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่มี workload เพิ่มไหม
3. หากตัดกระบวนการนั้นออกไป คนไข้จะปลอดภัยไหม
4. กระบวนการนั้นเป็นผลงานที่ถูกส่งต่อมาจากระบบไหน หรือไม่
ถ้าพบกระบวนการประเภทที่หากขาดหายไปจากระบบนั้น ความไม่ปลอดภัยของคนไข้จะเกิดขึ้นทันที หมอจะตามแต่กระบวนการนั้น
การวางจุดยืนอย่างนี้ ทำให้หมอมองไปทั้งองค์กรได้ทันค่ะ และมองเห็นเข็มมุ่งของร.พ. ในแต่ละปีชัดค่ะ
วิธีมองอย่างที่เล่า นี่แหละค่ะที่ทำให้หมอเข้าใจ HRD&HRM อย่างที่เขียนไว้
sentinel events ใน RM เป็นผลพวงที่ระบบแต่ละระบบทำงานหมุนวงล้อคุณภาพไม่ทันกัน เมื่อถึงเวลาต้องมีปฏิสัมพันธ์กันจึงก่อจุดอ่อนให้องค์กร
สวัสดีค่ะอาจารย์
- แวะมาเรียนรู้ด้วยคนค่ะ