ก่อนหน้านี้ผู้เขียนได้นำเสนอ ทางแก้ของคนเป็นภูมิแพ้ตอนที่ 2 ไปแล้ว 3 ชนิด คือ  แพ้เกสรดอกไม้   แพ้ฝุ่น และเชื้อราในอากาศ   และภูมิแพ้ของผิวหนัง  วันนี้ขอนำเสนอต่อตอนที่ 3 ตอนสุดท้ายค่ะ คือ...แพ้ผิวหนังชนิดตัวบวม    แพ้สิ่งแวดล้อม   แพ้ถั่ว   และแพ้สารเคมี  อาหารบางชนิด  และยาค่ะ   



 ที่มา :  คัดลอกบางส่วนจากนิตยสารชีวจิตฉบับที่ 221 ประจำเดือนธันวาคม 2550   "เรื่องพิเศษประจำฉบับ"


 

6.  แพ้ผิวหนังชนิดตัวบวม  หรือทางการแพทย์เรียกว่า  Angioedema  ลักษณะของภูมิแพ้ชนิดนี้ จะมีอาการแพ้ทางผิวหนังก่อน  แล้วจึงมีอาการตัวบวมตามมา

        คุณ F (นามสมมุติ)  ป่วยเป็นภูมิแพ้ทางผิวหนังชนิดตัวบวม  เมื่อ 3 ปีก่อน เนื่องจากเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวมาก จึงลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว คือ 40 กิโลกรัมภายในเวลาเพียง 9 เดือน ทำให้ไม่มีภูมิต้านทาน ประกอบกับความเครียดที่สะสมมาเป็นเวลานาน อาการแพ้จนตัวบวมจึงเกิดขึ้นอย่างไม่เลือกเวลา และสถานที่

อาการ
ก่อนตัวบวมจะมีอาการคันทั่วบริเวณส่วนบนของร่างกาย รวมถึงใบหน้า และศีรษะด้วย จากนั้นเปลือกตาก็จะเริ่มบวม ท้องขยายออกมาประมาณ 5-6 นิ้ว ประมาณ 3-5 วันจึงยุบแล้วก็กลับมาเป็นใหม่อีกครั้ง

การรักษา รับประทานยารักษามาเป็นเวลา 1 ปี ไม่ดีขึ้นจึงเลิกใช้ยามาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว

การดูแลตัวเองต้องทำใจยอมรับเพื่อไม่ให้เครียดไปมากกว่านี้ เมื่อว่างจากงานจึงเข้าวัดนั่งสมาธิบ่อยๆ  เป็นการพักผ่อนไปในตัว และเลิกทานเนื้อสัตว์ค่ะ ทำแบบนี้มาปีกว่าแล้วรู้สึกจิตใจสงบขึ้น ตัวบวมน้อยลง และนานครั้งจึงจะมีอาการแพ้

   Tip เมื่อเกิดอาการแพ้จนท้องบวม คุณ F จะพยายามไม่ใส่ใจ และเบี่ยงเบนความสนใจโดยการหากิจกรรมที่ชอบทำ เช่น อ่านหนังสือค่ะ


7 แพ้สิ่งแวดล้อม 
 เกิดจากการแพ้สภาพแวดล้อมรอบตัวที่อาจมีสารก่อภูมิแพ้แฝงอยู่ เมื่อเกิดการแพ้จะแสดงอาการทางผิวหนัง คือมีผื่นสีแดง หรือเกิดรอยนูนเป็นเส้นเมื่อโดนของแข็งขูดขีดเรียกว่า Dermatographism หรือ ผิวหนังเขียนหนังสือได้

       คุณ
G (นามสมมุติ)  พนักบริษัทเอกชนวัย 30 ปี ป่วยเป็นภูมิแพ้สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเกิดจากการมองเห็น และการสัมผัส แม้ขณะเดินอยู่เฉยๆ ก็สามารถเกิดอาการแพ้ได้ แพทย์วินิจฉัยว่าแพ้สิ่งแวดล้อม

อาการ ผื่นสีแดงขึ้นตามตัวบ่อยๆ เมื่อโดนของแข็ง เช่น ปากกาขีดข่วนก็จะเป็นเส้นสีแดงบวมนูนขึ้นตามรอยอยู่นาน  ถ้ามองเห็นจุดสีดำเล็กๆ  คล้ายเมล็ดงาอยู่ตามเสื้อผ้า หรือกระเป๋าลายหนังจระเข้  ก็จะเกิดอาการแพ้ทันที  แม้ขณะปรบมือก็เกิดอาการคันและแดงตามมาด้วย

การรักษา  รับประทานยาแก้แพ้เมื่อมีอาการ

การดูแลตัวเอง ลองเปลี่ยนมาทานข้าวกล้อง กับเมล็ดถั่ว เช่น ถั่วเขียว และเล่นกีฬาอย่างแบทมินตัน กับแอโรบิกสลับกันไป แล้วรู้สึกว่าความถี่ในการแพ้ลดลงค่ะ


8. แพ้ถั่ว
       

        คุณ H
(นามสมมุติ)  โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ วัย 33 ปี แพ้ถั่วตระกูลพีนัททุกชนิด ก่อนหน้าที่จะมีอาการแพ้ถั่ว เริ่มป่วยเป็นไซนัสมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ รักษาเรื่อยมากระทั่งหาย พออายุประมาณ 19 ปีก็มีอาการแพ้ถั่วอย่างรุนแรง

อาการ   เมื่อกินถั่วเข้าไปจะมีอาการหายใจไม่ออก ปากพอง ตาบวม รู้สึกถูกบีบที่หัวใจ และคันที่ตา ทำให้ขยี้ตาจนแสบที่เปลือกตา และเมื่อได้กลิ่นถั่ว เช่น ถั่วต้ม ก็จะมีอาการหายใจไม่ออกเช่นกัน แม้จะไม่ร้ายแรงเท่ากับการกิน

การรักษา
 ฉีดยาตามแพทย์นัด สัปดาห์ละ 1 เข็มเป็นเวลา 3 ปี แต่ไม่หาย

การดูแลตัวเอง พอหันมาออกกำลังกายอย่างจริงจังด้วยการเล่นบาสเก็ตบอล ตอนนั้นเป็นนักกีฬาด้วยก็ทำให้แข็งแรงขึ้น  และไม่แตะต้องอาหารที่ทำจากถั่วทุกชนิด


   Tip คุณ H  บอกเคล็ดลับเมื่อมีอาการแพ้ถั่วว่า เมื่อเกิดอาการแพ้ พยายามดื่มน้ำมากๆ

9. แพ้สารเคมี  อาหารบางชนิด  และยา

       คุณ I  (นามสมมุติ)  พนักงานประกันชีวิต อายุ 40 ปี  ป่วยเป็นภูมิแพ้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว  เนื่องจากโดนตัวต่อต่อยเกือบทั้งรัง (นับได้ 32 ตัว) ต้องนอนรักษาตัวที๋โรงพยาบาลนานถึง 1 เดือนเต็ม  หลังจากรักษาตัวหาย  ก็เริ่มมีอาการป่วยเป็นภูมิแพ้สารเคมีในเสื้อผ้าใหม่ ๆ และแพ้อาหารที่มีปูกับปลาร้าเป็นส่วนผสม  

อาการแพ้สารเคมี   ผื่นขึ้นตามตัว  โดยเฉพาะเนื้อเยื้ออ่อน ๆ เช่น รูหู  และมีอาการภูมิแพ้ขึ้นตา ลักษณะเป็นวุ้นสีขาว  และน้ำตาไหลไม่หยุด

แพ้อาหาร     ปากบวม  แตก  และยื่นออกมามากกว่าปกตินานหลายวัน

แพ้ยา
   หายใจไม่ออก  ผิวเนื้อมีลักษณะสุกไหม้ ตาบวม และผื่นขึ้น

การรักษา กินยารักษาภูมิแพ้ หายเป็นพักๆ และกลับเป็นใหม่จนเรื้อรัง ทั้งมีอาการเบลอๆ งงๆ จากการรับยามากเป็นเวลานาน

 การดูแลตัวเอง
เปลี่ยนมากินข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีต ดื่มน้ำแครอท สลับกับน้ำเซอลารี่ ออกกำลังกายด้วยการเดินวันละครึ่งชั่วโมง และทำดีท็อกซ์อาทิตย์ละครั้ง หรือเมื่อเริ่มรู้สึกไม่สบาย เช่น เจ็บคอก็จะทำดีท็อกซ์แล้วก็ดีขึ้นค่ะ ปฏิบัติตัวแบบนี้มาปีหนึ่ง เห็นผลเลยว่าร่างกายมีภูมิต้านทานขึ้น ไม่แพ้อะไรง่ายๆ เรียกว่าหายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

  
*** Tip คุณ I  บอกเคล็ดลับป้องกันการสารเคมี อาหาร และยาว่า หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้คือเสื้อผ้าใหม่ ไม่กินอาหารที่มีส่วนผสมของปูและปลาร้า ทดลองกินยา 1 ชั่วโมงก่อนรับยากลับบ้านทุกครั้ง  เมื่อจำเป็นต้องรักษาด้วยการกินยา




                        ที่กล่าวมาทั้ง 9 ชนิดนั้น...ตรงกับใครบ้างเอ่ยค่ะ ?