การแตกดับของกาย


พึงเห็นกาย โดยความเป็นภพของจิตดวงนั้น   และพึงเห็นโลกเหมือนเป็นภพของหมู่จิตเหล่านั้น

การแตกดับของกาย จะดับไปก็ด้วยว่า กายนี้ ขาดอาหารประการหนึ่งอันนี้มองในมุมหยาบ หรือ จะกล่าวว่า เพราะกายนี้ ขาดสังขาร จึงดับไปประการหนึ่ง    สมดังที่พระสารีบุตรสังคีติไว้ตามคำพระศาสดาว่า

สุตตะธรรมหมวดหนึ่ง อันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ ความว่า   สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร๑ สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ได้ด้วยสังขาร๑

เรียกวิญญาณาหาร เรียกมโนสัญเจตนาหาร เรียกผัสสาหาร เรียกกวฬิงการาหารว่าเป็นสังขารไปโดยลำดับ........ เรียกกวฬิงการาหาร เรียกผัสสาหาร เรียกมโนสัญเจตนาหาร เรียกวิญญาณาหาร ว่าเป็นอาหารไปโดยลำดับ  ได้อีกประการหนึ่ง......

หรือหากจะกล่าวเป็นธรรมหมวดสองของความดำรงอยู่ พระศาสดาก็ตรัสไว้ว่า คือ รูปและนาม  ก็ได้อย่างนั้น

เมื่อจิตของมนุษย์ดำรงอยู่ในความเป็นมนุษย์อยู่ เพราะอาศัยความยึดมั่นในภวะของมนุษย์ อาศัยกำลังของจิตที่ต่างกัน  ทำให้สัตว์เหล่านั้นมีกำลังในการยึดเกาะภวะมนุษย์เป็นอารมณ์ได้ต่างกัน ทำให้ปรากฏความสืบเนื่องแห่งอาหารได้ต่างกัน ทำให้มีอายุขัยต่างกัน   ผู้มีกำลังจิตมากมาก่อนเกิดตามกรรม เพราะกรรมในอดีตได้ตั้งเจตจำนงไว้ในความเป็นผู้มีอายุยืน ในภพนั้นๆ สัตว์นั้นใคร่ครวญคิดถึงความเป็นผู้มีอายุยืน ใช้เวลาโดยมาในอารมณ์นี้  เข้าถึงความเป็นผู้มีกำลังมาก   ต่อมา กรรมอันทำไว้ในภพนั้นส่งผล คือ ขยายผลออกมา  เขาได้ความสำเร็จในภพมนุษย์ในจังหวะที่สัญญาฝ่ายนั้นปรากฏ อันเรียกได้ว่า กรรมเปิดช่อง เพราะอาศัยวิบากส่งมา    สัตว์นั้นก็เข้าอาศัยกายนั้น ยึดเกาะภวะว่ามนุษย์ได้นาน  อายุขัยก็ยืนยาว

แต่ ไม่ว่าจะมีกำลังในการยึดเกาะมากอย่างไร  ก็ไม่พ้นกฏแห่งความไม่เที่ยง  การยึดเกาะเป็นทุกข์ ในขณะมีกำลังมาก ความล้าไม่เกิด แต่ในตอนปลาย ความล้าในการยึดเกาะจะปรากฏเองโดยไม่ขึ้นอยู่กับความปรารถนาหรือตัณหาในบัดนั้น  เรียกว่าเข้ากฎอนัตตาเข้าไปด้วย เข้ากฎทุกข์เข้าไปด้วย   ในสภาวะที่แรงยึดเกาะล้านั้นเอง  แม้จิตในตอนนั้นยังจะยินดีในความเป็นมนุษย์อยู่ แต่ก็จะไม่อาจดำรงความเป็นมนุษย์ต่อไปได้นาน   ความล้านั้นปรากฏออกมาเป็นความโรยแรงเป็นนิมิตหยาบอันได้นามว่า ชราๆ ดังนี้   และความเป็นคนสิ้นกำลังในการยึดเกาะก็มีตามมาเป็นธรรมดา   การแตกดับเกิดขึ้นเพราะสิ่งนั้น

ความล้าที่ปรากฏ ทำให้ความต่อเนื่องในการสืบต่อแห่งอาหารนั้นขาดกระท่อนกระแท่น แล้วความขาดนั้นก็ทวีมากขึ้น จนหยุดไป  จะเหลือก็แต่เชื้อเดิมที่ค้างอยู่ ไม่มีเชื้อใหม่ไปเติม ไม่มีอาหารใหม่ไปเติม สุดท้าย เมื่อเชื้อคืออาหารที่สั่งสมไว้สิ้น  ความตายก็ปรากฏ

ผลที่เกิดทั้งหมด เป็นเหมือนแรงเฉื่อย คล้ายลมที่เกิดจากรถสิบล้อ   หากรถสิบล้อนั้นคือสิ่งที่เรียกว่ากรรม  ลมอันเกิดภายหลังจากที่สิบล้อผ่านไปแล้วนั้น ก็คือวิบาก   วิบากก็คือความเฉื่อยแห่งกรรมนั้นเอง   และเมื่อวิบากปรากฏ  อะไรๆก็มิอาจทัดทานมันอยู่  จนกว่าแรงแห่งวิบากนั้นจะสิ้นไปเอง  ความเกิดก็ดี ความตั้งอยู่ก็ดี ความตายก็ดี เป็นผลแห่งวิบากอย่างนี้  แต่อาศัยกรรมเป็นเหตุนำมาอย่างนี้

ในภพแห่งสัตว์ก็เช่นกัน

ในจักรวาล ในภพของมนุษย์ ในโลกชมพูกลมๆนี้ อันโคจรรอบดวงอาทิตย์  สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์แลเห็น  เห็นก็แต่ดินน้ำลมไฟ และความแปรปรวนแห่งดินน้ำลมไฟ   การสังเกตพฤติกรรมความแปรปรวน นำไปสู่การคำนวณล่วงหน้า  เพื่อจะได้คิดค้นสืบไปหาเหตุอีกทีว่า ความแปรปรวนเหล่านั้น เกิดมาจากอะไรแน่

ในเบื้องต้น นักวิทยาศาสตร์ไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยทางนาม คือ จิตของสัตว์  สังเกตวัตถุในอากาศในเชิงกายภาพ  พิจารณาเพียงเหตุทางกายภาพ  เห็นกระแสการแปรปรวนของธาตุต่างๆในจักรวาลแกแล็กซี่อยู่ในรูปแบบต่างๆ  แล้วเทียบเคียงกับกายภายที่อยู่ใกล้ตน แล้วก็ทำการคำนวณคาดเดากลับไปว่า สิ่งนั้น น่าจะเกิดมาอย่างนี้  ตั้งอยู่ด้วยอาศัยสิ่งนี้ และดับด้วยอาศัยสิ่งนี้

หากเมื่อใด นักวิทยาศาสตร์ป้อนปัจจัยเริ่มต้นถูกต้น  สิ่งที่เขาคำนวณออกมาก็จะถูกต้องแม่นยำ  แต่หาก อินพุทที่ป้อนเข้าไป ผิดพลาด ไม่สมบูรณ์  ผลที่ประมวลออกมา ก็ฟั่นเฝือไปได้

ความชรา เกิดขึ้นเพราะอาศัยความล้า  ความล้า เกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งความบีบคั้นคือทุกข์    ความตาย ความแตกดับ ปรากฏเพราะอาศัยความชราเป็นเหตุ