คำขวัญวันเด็ก เป็น คำขวัญที่นายกรัฐมนตรีมอบให้เด็กไทย เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติของทุกปี โดยคำขวัญวันเด็กมีขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2499 ในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้คุณค่าความสำคัญของเด็ก จึงมอบคำขวัญให้เป็นข้อคติเตือนใจสำหรับเด็กปีละ 1 คำขวัญ (ก่อนถึงวันเด็กแห่งชาติ) นายกรัฐมนตรีสมัยต่อมา จึงได้ถือเป็นธรรมเนียมสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
- พ.ศ. 2499 - จอมพล ป.พิบูลสงคราม
จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม - พ.ศ. 2502 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า - พ.ศ. 2503 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด - พ.ศ. 2504 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย - พ.ศ. 2505 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด - พ.ศ. 2506 - จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด - พ.ศ. 2507
ไม่มีคำขวัญ เนื่องจากงดการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ - พ.ศ. 2508 - จอมพล ถนอม กิตติขจร
เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี - พ.ศ. 2509 - จอมพล ถนอม กิตติขจร
เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี - พ.ศ. 2510 - จอมพล ถนอม กิตติขจร
อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรงดีมีความประพฤติเรียบร้อย - พ.ศ. 2511 - จอมพล ถนอม กิตติขจร
ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย เฉลียวฉลาดและรักชาติยิ่ง - พ.ศ. 2512 - จอมพล ถนอม กิตติขจร
รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ - พ.ศ. 2513 - จอมพล ถนอม กิตติขจร
เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส - พ.ศ. 2514 - จอมพล ถนอม กิตติขจร
ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ - พ.ศ. 2515 - จอมพล ถนอม กิตติขจร
เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ - พ.ศ. 2516 - จอมพล ถนอม กิตติขจร
เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ - พ.ศ. 2517 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์
สามัคคีคือพลัง - พ.ศ. 2518 - นายสัญญา ธรรมศักดิ์
เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี - พ.ศ. 2519 - หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช
เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดี มีวินัย เสียแต่บัดนี้ - พ.ศ. 2520 - นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย - พ.ศ. 2521 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ - พ.ศ. 2522 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
เด็กไทยคือหัวใจของชาติ - พ.ศ. 2523 - พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย - พ.ศ. 2524 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม - พ.ศ. 2525 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย - พ.ศ. 2526 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัยและคุณธรรม - พ.ศ. 2527 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดีมีความคิด สุจริตใจมั่น หมั่นศึกษา - พ.ศ. 2528 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม - พ.ศ. 2529 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม - พ.ศ. 2530 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม - พ.ศ. 2531 - พลเอก เปรม ติณสูลานนท์
นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม - พ.ศ. 2532 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม - พ.ศ. 2533 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม - พ.ศ. 2534 - พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา - พ.ศ. 2535 - นายอานันท์ ปันยารชุน
สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม - พ.ศ. 2536 - นายชวน หลีกภัย
ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม - พ.ศ. 2537 - นายชวน หลีกภัย
ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม - พ.ศ. 2538 -- นายชวน หลีกภัย
สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม - พ.ศ. 2539 - นายบรรหาร ศิลปอาชา
มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด - พ.ศ. 2540 - พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด - พ.ศ. 2541 - นายชวน หลีกภัย
ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย - พ.ศ. 2542 - นายชวน หลีกภัย
ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย - พ.ศ. 2543 - นายชวน หลีกภัย
มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย - พ.ศ. 2544 - นายชวน หลีกภัย
มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย - พ.ศ. 2545 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส - พ.ศ. 2546 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี - พ.ศ. 2547 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน - พ.ศ. 2548 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด - พ.ศ. 2549 - พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร
อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด - พ.ศ. 2550 - พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์
มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข - พ.ศ. 2551 - พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตรงกับวันที่ 12 ม.ค.51 ว่า "สามัคคี มีวินัย ใฝ่ความรู้ เชิดชูคุณธรรม"
ปีนี้โรงเรียนบ้านเม็กดำ ได้รับเชิญไปจัดกิจกรรมวันเด็ก ณ เทศบาลตำบลพยัคฆภูมิพิสัย ซึ่งทางโรงเรียนบ้านเม็กดำก็ไม่ทำให้เด็กๆ ผิดหวังครับ
มีกิจกรรมต่างๆ มากมายครับ
ขนมนั้นก็มากมายครับ
ปฏิทินนี้เป็นแหล่งทุนธรรมชาติของชุมชนบ้านเม็กดำครับ
เด็กๆสนุกกับกิจกรรมการรับประทานขนมครับ
วันนี้เด็กๆ สนุกสนานและมีความสุขมากครับ เลยทำให้เราหวนนึกถึงสมัยเด็ก และคิดถึงคำขวัญวันเด็กประจำปีเกิดของตนเองครับ รู้สึกนานมากแล้วครับ 33 ปี ผ่านมากับคำขวัญที่ว่า "สามัคคีคือพลัง" จากวันนั้นถึงวันนี้ ความสามัคคีก็ยังเป็นหย่อมๆ หมู่เล็กๆ อยู่เลยครับ ก็อดคิดไม่ได้ว่า คำขวัญวันเด็ก นั้น เป็นข้อคติเตือนใจสำหรับเด็กปีละ 1 คำขวัญ ก็เท่านั้นหรือ ผู้ใหญ่คิดคำขวัญเพื่อเตือนสติเด็กแต่ไม่คิดให้เด็กปฏิบัติตามคำขวัญ ต่อไปอีก 60-100 ปีข้างหน้า คำขวัญวันเด็กจะกลายเป็น "มรดกความคิด" ทำให้เด็กคิดได้แต่ทำไม่เป็น
จำได้แต่ว่าตอนเป็นเด็กนั้น คำขวัญวันเด็กก็งั้นๆ ไม่ได้มีความหมายอะไร นอกจากต้องท่องจำ
รู้สึกว่าระบบของรัฐในการดูแล สนับสนุนเด็กนั้นยังขาดอะไรอีกมากนะคะ ในการช่วยสร้างอนาคตของชาติ คุณพ่อคุณแม่และคุณครูจึงต้องหาทางกันเอง ใครมีครอบครัวดี ได้อยู่โรงเรียนที่มีคุณภาพในการอบรมบ่มนิสัย สร้างปัญญาให้ลูกศิษย์ ก็โชคดีไป
นักเรียนโรงเรียนเม็กดำโชคดีที่มีคุณครูที่ใส่ใจ และเด็กได้สัมผัสธรรมชาติ
ชอบปฏิทินป่าใหญ่โคกจิกจังเลยค่ะ
เยี่ยมจริงๆนะ คนเดินดินคงร่วมอยู่ในงานด้วย ยืนอยู่ตรงไหนหวา โอ๊ะเป็นตากล้อง ไม่ค่อยจะมีภาพตนเองเท่าไหร่ มีแต่ภาพคนอื่นใช่ไหม บ้านเม็กดำนี่ จัดกิจกรรมดีเนาะ โดยเฉพาะคนเดินดินนี่ ขาดไม่ได้ ถ้าขาดคงไม่เป็นงาน เดาผิดหรือเปล่า ทำไปเถอะนะ ความดีของเราชาวบ้านคงเห็น และจะเป็นแรงสนับสนุนได้ในอนาคต จะเป็นผู้แทนหรือเปล่า ถ้ามีโอกาส ยินดีสนับสนุนนะ
เห็นการจัดงานวันเด็ก ก็คิดถึงตอนเป็นเด็กเหมือนกัน แต่เด็กสมัยก่อน กับสมัยนี้ต่างกันมากเลย เด็กสมัยนี้กิจกรรมมากมายมาให้ชม มาเป็นประสบการณ์ สมัยก่อนครูแจกดินสอกับสมุดแล้วก็พาไปดูหนังในโรงหนังดูฟรี แจกทอฟฟี่ เด็กๆไม่ได้แสดงออกมากมายเช่นทุกวันนี้ เหมือนคนสมัยเก่าจริงๆ ที่เล่าให้ฟัง ดึกแล้วคิดถึงแวะมาอ่านมาเยี่ยม ที่กระนวนมีกิจกรรมอยู่ที่ว่าการอำเภอ เสาร์ที่ 12 จะไปบันทึกภาพไหมหนอ กลัวแดดร้อน ไม่ได้ร่วมกิจกรรมอะไรกับเด็กเลย แก่แล้วแก่เลย คงไปดูคนอื่น หรือจะห่วงทำการบ้าน ใกล้จะสอบแล้ว เป็นคนเคร่งเรียนหรือเปล่า คนอื่นเป็นเช่นเราไหมหนอ นี่แหละถึงบอกสูยเสียอิสระภาพไง
สวัสดีครับคุณนายดอกเตอร์
การได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ถ้าเห็นผลเป็นรูปธรรมนั้น ก็เหมือนพ่อแม่ที่พร้อมจะให้สิ่งดีๆ แก่ลูก เช่น ให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี ดังนี้แล้วจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม่คนอีสานถึงเทใจให้ พรรคการเมืองหนึ่ง อย่างบริสุทธิ์ใจ ถึงแม้จะถูกมองหรือตั้งคำถามว่า "ทำไม่ถึงเลือก" ฟังดูแล้วเหมือนคนอีสานโง่ ก็เพราะเขาเห็น "รัฐ" เสมือนพ่อแม่...
เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านเม็กดำ ประมาณ 40 คน เป็นเด็กกำพร้า และต้องการความช่วยเหลือจาก "รัฐ" ที่คิดว่านั้น คือ พ่อแม่ ที่พร้อมจะให้โอกาสแก่ลูกๆ
คุณครูที่มีคุณภาพในการอบรมบ่มนิสัย สร้างปัญญาให้แก่ลูกศิษย์ อยู่โรงเรียนไหนก็ถือว่าเด็กนักเรียนโรงเรียนนั้นโชคดีครับ ขอบคุณครับ
สวัสดีครับคนรุ่นเก่าพัฒนา ว่าที่บัณฑิต
ขอบคุณแทนเด็กๆ นักเรียนโรงเรียนบ้านเม็กดำครับ กระผมก็แค่พาหมอสูตรตัวเล็กไปเทียวในงาน ไม่ได้มีส่วนช่วยคิดในกิจกรรมครั้งนี้เลยครับ แต่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของเม็กดำ คุณครูท่านก็กล่าวเชิญไม่เห็นมีใครมา ผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละครับมันน่าอายเด็ก กระผมมันแค่ปลายหาง
ทำใจให้สบาย เรียนให้สนุก คิดให้เป็น หาทางออกให้ได้ วัยขนาดนี้ต้องเข้าใจครับ นายกฯ ยังมีเลขาเลย แล้วเราทำไมจะมีไม่ได้ "ผู้ช่วย" ใช่ไหมครับ
น่าจะเปลี่ยน"คำขวัญวันเด็ก" มาเป็นการให้ "ของขวัญแก่เด็ก"
ตามปรัชญาแนวคิดที่มีวันเด็กแห่งชาติขึ้น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น คำขวัญที่มอบให้แก่เด็กนั้น มักจะเป็นถ้อยคำที่เรียกร้องให้ "เด็กทำสิ่งนั้นสิ่งนี้" หรือ "ประพฤติตนเช่นนั้นเช่นนี้"
ผู้ใหญ่ยังไม่ได้ปฏิบัติหรือปฏิบัติตรงกันข้าม จนนำมาเป็นแบบอย่างไม่ได้ ดังนั้น คำขวัญจึงปราศจากความหมาย ผ่านวันเด็กไปทุกคนก็ลืมถ้อยคำหรูๆ เหล่านั้นไปหมดค่ะ
น่าจะมี ประกาศ "นโยบายเพื่อเด็ก" เป็นของขวัญวันเด็ก อาทิ เช่น
1.ยกเลิกการส่งเสริมอบายมุขทุกชนิด ตั้งแต่ สุรา บุหรี่ หวยใต้ดิน บ่อนการพนัน เพราะสิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานที่ทำให้สังคม ชุมชนและครอบครัวอ่อนแอ เกิดปัญหาอาชญากรรม การใช้ความรุนแรงทำร้ายกัน อุบัติเหตุและทำลายสุขภาพ
2. ส่งเสริมครอบครัวให้เข้มแข็งและพร้อมในการดูแลเด็ก ตั้งแต่การมีหลักสูตรครอบครัวศึกษาในทุกระดับ การเตรียมครอบครัวรุ่นใหม่ มีศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูครอบครัว เสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมและกิจกรรมที่ดีสำหรับครอบครัว
3. เน้นดูแลกลุ่มเด็กด้อยโอกาสเป็นพิเศษ
สวัสดีครับคุณศศินันท์
อบายมุก คือ หนทางที่นำไปสู่ความเสื่อมเสีย 4 ประการ
สุขของคฤหัสถ์ 4 คือ เป็นความสุขของผู้ครองเรือนพึงมี
ธรรมะนี้มีมานานและเป็นปรัชญาทางพระพุทธศาสนา ซึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า "คนเราไม่ได้ดีหรือเลวเพราะวรรณะ แต่ดีหรือเลวเพราะการกระทำ ใครจะเกิดในตระกูลใด ยากดีมีจนอย่างไรไม่สำคัญ ถ้าตั้งอยู่ในศีลธรรมแล้ว ก็เชื่อว่าเป็นคนดีควรที่จะได้รับการยกย่องสรรเสริญ" และเราก็ต้องการคนดี คือ เลือกคนดีมาบริหารบ้านเมือง แน้นอนคนที่มีอบายมุกข้างต้นย่อมนำพาประเทศไปในทางเสื่อมเสีย
เป็นดังนี้แล้วกระผมจึงอยากเห็นผู้นำ "รัฐ" มี "ของขวัญ" มากกว่า "คำขวัญ" ให้แก่เด็กๆ หรือประชาชนทั่วประเทศ เช่น
2. ส่งเสริมครอบครัวให้เข้มแข็งและพร้อมในการดูแลเด็ก ตั้งแต่การมีหลักสูตรครอบครัวศึกษาในทุกระดับ การเตรียมครอบครัวรุ่นใหม่ มีศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูครอบครัว เสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมและกิจกรรมที่ดีสำหรับครอบครัว
3. เน้นดูแลกลุ่มเด็กด้อยโอกาสเป็นพิเศษ
ขอบคุณครับ
เปลี่ยนแปลงบล็อคใหม่ แวะมาเยี่ยม ที่บอกว่าหาเรขา ในการเรียน หรือเปล่า แทนกันได้หรือ เวลาสอบเขาไปสอบแทนไม่ได้นะ ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน เขาเปลี่ยนบล็อคใหม่ ยังไม่เข้าล้อค บอกอีกหนึ่งอาทิตย์ ก็คงวันที่ 20 มกราคม ลองเขียนดู ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน
คิดถึงประจำวันแวะมาเยี่ยมอ่าน ลาก่อนนะวันนี้ บ้ายบ๋าย
คงไม่ถึงขั้นเรียนแทนหรือสอบแทนกันได้หลอกครับ เราเรียนกันเป็นทีมเป็นกลุ่มย่อยก็ต้องมีผู้นำและผู้ตาม และควรจะมีการแต่งตั้งกันเองภายในกลุ่ม ให้สมาชิกทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบ เช่น
เลขานั้นควรเลือกคนหนุ่มสาว ถ้าไม่มีก็เอาคนที่อายุน้อยที่สุด เพราะเลขาจะมีความสำคัญมากต่อกลุ่ม จึงต้องมีอายุน้อยความจำดี ขยัน คล่องแคล่ว ทำงานเสร็จตามกำหนด
ถ้าภายในกลุ่มไม่มีรูปแบบเช่นนี้ ก็ต้องพึ่ง "ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน" ครับ และคนที่คิดแบบตัวใครตัวมัน ไม่สนใจเพื่อน ไม่สนใจเรียน คิดแต่จะเอาตัวรอดจะเอา "ปริญญา" อย่างเดียว คนแบบนี้เขาเรียกว่า "มือไม่พาย เอาตีนราน้ำ" ไม่ช่วยทำแล้วยังขัดขวางการทำงานของผู้อื่น คนเช่นนี้ถ้าเรียนจบออกมาจะไม่รู้คุณค่า "ปริญญา" จะดูถูกความรู้ดูถูกการศึกษา และคิดว่าใช้เงินซื้อก็ได้ "ปริญญา" มีให้เห็นบ่อยๆ ครับ
ไม่ได้ไปเพราะต้องไปติดตั้งคอมพิวเตอร์ให้กับเด็กนักเรียนในวันเด็ก 20 เครื่อง
สวัสดีครับรักชาติ ท. บ. พล ทหาร
window ใหม่ใช่งานดีและเร็วกว่าวินโดว์อันก่อนครับแต่มีปัญหาอยู่สองโปรแกรมครับ
แล้ววันเสาร์เจอะกันจะขอเอา "Office 2007" และ "DVD" เวอร์ชั้นใหม่มาลงอีกครั้ง ขอบคุณมากครับ
window 2008 เป็นวินโดลว์สูงมาก คอมพิวเตอร์ สเป๊กต้องสูง
1 Celeron 420 { CPU 1. 6 GHz } ช๊อกเก็ด 775 ใหม่จนตามไม่ทัน
2 DDR II 1 GB Kingston PCS.
3 รุ่นใหม่ ๆ ราถูก ซื้อมาประกอบเอง ถึงจะได้ของดี และเร็วขึ้นใช้งานอะไรไม่มีปัญหา ติดต่อได้นะครับ
"ทนกินข้าวกับเกลือไปก่อน ปลาแดกมีกะให้จ้ำซามพ้ออ่อมปลา ฮั่นถ้อน" (อดทน อดออม อดเปรี้ยวไว้กินหวาน)
คิดไปคิดมาก็ดีนะครับ ถ้าได้คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ แต่ก็เอาเถอะนะได้แค่นี้ก็เป็นบุญแล้ว คอมฯ ราคา 4,500 บาท มาถึงระดับนี้ถือว่าสุดยอดแล้วครับ สำหรับคนบ้านนอกจนๆ อย่างเรา ขอบคุณครับ
คนเดินดินตำแหน่งที่ไม่ต้องการทั้งหมดนี่ อยู่ที่พี่หมดเลยนะ เพราะในกลุ่มของพี่ จะอยู่หมู่บ้านไกลกันมากคนละอำเภอก็มี คนละจังหวัดก็มี ถ้างานกลุ่มเหมาหมด เพราะมีคอมพิวเตอร์อยู่คนเดียว เชื่อไหม กลุ่มพี่ มีพี่ที่มีคอมพิวเตอร์อยู่คนเดียว คนอื่นลอกเป็นอาจิณ กอบปี้เป็นอาจิน และก็ทำเผื่อเขาด้วยถ้าเกี่ยวกับการใช้คอม แต่งานเดี่ยวไม่ให้ลอกหรอก ให้ไปลอกคนอื่น มีคนไม่ตั้งใจจริงๆ แต่อยากได้ปริญญา ตามว่าก็มีนะ
พี่ไม่ห่วงไม่ว่าหรอก ถ้าอยากลอก แต่ก็มีความรู้สึกว่า เอาเปรียบกันมาก พี่ไม่ให้ลอกหรอก เพราะมันจะเหมือนกัน แต่ก็ให้แนวทางได้
ขอบคุณนะที่แนะนำ ใช่จริงๆด้วย ถ้าทุกคนช่วยกันทำ งานกลุ่มไม่ว่าหรอก ที่พี่ว่าตนเองก็งานเดี่ยวนี่แหละ ต้องพึ่งตนเองอยู่แล้ว คือไม่มีเวลาอ่านหนังสือสอบ ไม่อ่านก็สอบได้อยู่หรอก แต่จะได้คะแนนน้อย เพราะหวังสูงมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว อยากได้คะแนนดีๆ ทั้งที่ไม่จำเป็น
จะลองตั้งใจเรียน แต่เวลาสอบไม่ต้องอ่านหนังสือเพราะจับจุดไม่ถุกแต่รู้ไหม เวลาสอบก็เป็นที่พึ่งของเพื่อน แล้วถ้าไม่อ่านหนังสือ พาเพื่อนกาผิด ก็เป็นบาปในใจตนเอง ที่ไม่อ่านหนังสือ ทั้งที่มันไม่จำเป็นต้องคิดมาก พอดีเรียนจบ ก็บ้าพอดี ไม่ซีเลียสแล้ว ผ่านอยู่หรอก
พี่นิยมชมชอบคุณทั้งสองคน พลทหารด้วย น่าชื่นชมจริงๆ ที่ตั้งใจเรียนเพื่ออนาคต ให้กำลังใจนะ สู้ สู้ มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้นได้ดีมาก และยังพากันแสวงหาคอมเพื่อการพัฒนา พูดภาษาคอมเป็นภาษาอังกฤษเข้าใจกันได้ด้วย พี่ไม่รู้เรื่องซักอย่าง ที่เรียนตามที่บอกพี่มา ทำได้ก็ดีมากแล้ว วันนี้ไม่ว่างหรอกนะคะ เข้ามาทักทายก่อนตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมสอบอีกครั้ง ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่บอกแนะนำมาเรื่องข้างบน พี่เข้าใจแล้ว คนเดินดินมีกลุ่มที่ได้ตามว่าเลยสบายมีคนช่วยคิดช่วยทำ เก่งด้วย รู้สึกจะเป็นผู้นำได้ จากลักษณะการพูด การเขียน
อดทนนะคะ วันนี้จน วันหน้าเราไม่จนอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิตหรอกคะ ถึงเราจนเงินแต่เราไม่จนใจ พูดไป ว่าไป แค่ไม่มีเงินว่าจนแล้ว เราจนเงินแต่เราไม่จนปัญญาใช่ไหมคะ พี่ก็เคยดิ้นรนมาแล้ว ก็เพราะความอยากได้อยากมี เมื่ออายุ 30กว่า ๆ จนเดี๋ยวนี้วัยกลางคนแล้ว ก็มีครบทุกอย่าง
นอกจากดาวและเดือนเท่านั้น ก็สู้มาตลอด ฝืนอดทนมาตลอด อดมื้อกินมื้อ ในกระเป๋าไม่มีเงินซักบาทก็มี แต่วัยน้อยๆนะ จนเดี๋ยวนี้ค่อยสบายขึ้นหน่อย พอได้ดีแล้ว ก้ไม่อยากลืมความยากลำบากแต่หนหลัง อะไรดีๆมีโอกาส รับเอาหมด แม้แต่เรียนครั้งนี้เช่นกัน เพราะคิดว่าได้โอกาส
ลองวิเคราะห์ซิพี่เป็นคนเช่นไร
สวัสดีครับพี่เล็ก
เมื่อพี่เล็กพูดถึงอุปสรรคหรือปัญหาในการศึกษาฯ ที่เรากำลังเรียนรู้อยู่นี้ ผมก็นึกถึง "วัย" ต่างๆ ที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้ในชั้นที่สูงขึ้น และมักได้ยินคำพูดล้อเล่นในวัยเรียนต่างๆ ดังนี้ครับ
ท่านดอกเตอร์อย่ามาโกรธผมนา กระผมว่าตามคำพูดของคนอื่นก็เท่านั้น และยังคิดอีกว่า "วัย" นี้มีความสำคัญมากในการศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆ เช่น ในประเทศอินเดียนั้น เขาแบ่งช่วงชีวิตของคนออกเป็น 4 ช่วงด้วยกัน คือ
ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีนักพรตนักบวชลัทธิต่างๆ มากมาย อันมีวัตรปฏิบัติแปลกๆ แตกต่างกันไป เช่น เปลือยกาย นอนบนหนาม ไม่ถูกต้องน้ำ คลุกฝุ่น อดอาหาร กินอุจจาระปัสสาวะของตนเอง บูชายัญ บูชาไฟ อาศัยอยู่ในป่าช้าที่น่ากลัวเป็นต้น
เมื่อหันกลับมาดูประเทศไทยของเรา เอาเฉพาะท้องถิ่นอีสาน ในชนบทจะเห็นว่าคนเฒ่าคนแก้มักจะเข้าวัดปฏิบัติธรรมกันมาก ต่างจากวัยหนุ่มวัยสาวที่เป็นวัยกำลังศึกษาเล่าเรียน ซึ่งมีประเด็นที่เหมือนและแตกต่างกัน เพียงแต่ผมยกขึ้นมาเพื่อให้มองเห็นถึง "วัย" ความแตกต่างของวัย สมรรถนะ หรือ ความสามารถที่แตกต่างของวัยนั้นๆ ครับ
ที่นี้เมื่อเรามีความคิดที่ตรงกันในเรื่องของ "วัย" แล้ว เราก็ต้องยอมรับและย้อนกลับมาดูที่ตัวเราว่ามี สมรรถนะ แค่ไหน ถ้าเรารู้จักตนเองและรู้พอเพียงใน สมรรถนะ ของตนเอง ย่อมมีความสุขกับความพอเพียงในตนเองครับ
ผมภูมิใจในตัวพี่เล็กครับ และทุกๆ ท่านที่ได้มีโอกาสศึกษาในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยฯ แห่งแรกที่นำวัยต่างๆ มารวมกันไว้ในห้องเรียนของคนหลายๆ วัย สิ่งนี้จะเป็นความกลมกลืน (เข้ากันได้ดี ไม่ขัดแย้ง) เป็นประวัติศาสตร์ ทำให้เกิดการยอมรับและความแตกต่างระหว่างวัยครับ
ผมขอยังไม่วิเคราะห์พี่เล็กครับ ท่านอาจารย์บีแมน เคยบอกว่า "ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน" ผมขอนำคำของท่านมาใช้นะครับ แต่ยังไงพี่เล็กก็เป็นคนบากบั่นมีความเพียรและความจริงใจดีครับ
สวัสดีครับคนเดินดิน
สวัสดีครับพี่เล็กและท่านรักชาติ
สวัสดีค่ะไม่มีเวลาเข้ามาอ่าน เข้ามาเห็นอะไรน่ารักอดยิ้มไม่ได้เลย
สวัสดีครับครูกิ่ง