ต้องแบกไปอีกกี่มากน้อย


บทรำพึงรำพัน ถึงภาระที่ประชาชนคนไทยต้องแบกรับ ท่ามกลางการต่อรองต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ หรือกระทั่งความด้อยประสิทธิภาพ ในการจัดกลไกผลประโยชน์ของระบบการเมืองการปกครองไทย เพื่อจัดสรรทรัพยากรอันเท่าเทียมเพื่อคนไทย ยิ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงหลัง 19 กันยายน 2549 ยิ่งอยากถามหาถึงอนาคตของประชาชนไทย ว่าต่อแต่นี้จะเป็นเช่นไร

ต้องแบกไปอีกกี่มากน้อย

อ้างอิง - ภาพ http://burabhawayu.multiply.com/photos

ไม่รู้จะตัดพ้อต่อว่าเช่นไรดี

ในท่ามกลางวังวนแห่งอำนาจ

ในเรื่องราวแห่งกิเลสตัณหาของผู้คน

เมื่อนักการเมืองไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักเข้าใจในความยากลำบากของประชาชน ไม่เพียงแต่ทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งและต่อรองกัน จนบางครั้งเราเห็นโอกาสมากมายหลุดลอยออกจากประเทศไทย โอกาสที่คนไทยจะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ

หลายครั้งก็ไม่เข้าใจ

ในแต่ละวิบากกรรมหรือบาปเคราะห์

ว่าทำไมเราจึงยังต้องทนแบกรับกับความเลวร้าย

ในท่ามกลางความฉ้อฉลของนักการเมือง เมื่อองค์กรตรวจสอบการทุจริตไม่สามารถทำอะไรกับนักการเมืองได้ ไม่ใช่ระดับกระจิบกระจ้อยตัวเล็กตัวน้อย แต่เป็นระดับบงการ ผู้ส่งสันดานทุจริตระดับชาติทั้งหลาย กลับไม่สามารถถูกตรวจสอบได้ เป็นเพราะเหตุใด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถ่วงดุลย์อำนาจ

เรามีกองกำลังทหารเพื่อรักษาแผ่นดิน

ไม่ใช่มีขุนทหารไว้เพื่อต่อปากต่อคำกับนักการเมือง

เห็นได้ชัดสำหรับบทบาทหน้าที่อันผิดเพี้ยน กลไกการตรวจสอบ การคานอำนาจ การถ่วงดุลย์ การเหนี่ยวรั้งให้อำนาจได้กระจายกันไป กลับไม่สามารถทำงานได้จริง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่ควรจะเป็น

ข้าราชการควรจะต้องกำกับดูแล

ก็ทำไม่ได้เต็มที่นัก หลังจากถูกแทรกแซง

จากทั้งฝ่ายการเมือง และกลุ่มทุนผลประโยชน์

แทนที่ข้าราชการจะเป็นตัวกลาง เพื่อถ่วงดุลย์ฝ่ายการเมือง กับกลุ่มทุน เพื่อรักษาสมดุลย์ในการจัดสรรทรัพยากรให้กับประชาชน ดันกลับกลายเป็นฝ่ายเดียวกับกลุ่มการเมือง และกลุ่มทุน เพื่อมาแย่งชิงทรัพยากร และจัดสรรผลประโยชน์เหล่านั้นไปจากประชาชน

ที่ควรจะทำก็ทำ

ที่ไม่ควรจะทำก็ดันมาทำ

ไม่รู้ว่าใช้ตรรกะใดคิดคำนึง

นอกจากสิ่งที่สูญหายไปท่ามกลางความจริงบนแผ่นดินไทย นอกเหนือจากจุดเริ่มต้นว่า คนไทยขออภัยกันน้อยลง กลไกการค้นหาความจริง หรือยุติธรรมความขัดแย้ง ด้วยกระบวนการไม่ใช้ความรุนแรง กลับกลายเป็นจุดบอดสำคัญของสังคมไทยในเวลานี้

ถามหน่อยเถอะว่า

ไม่ใช่เพราะพลพรรครักเอยคนไทยรักไทยทั้งหลาย

ที่เชื่อจนกระทั่งทุกวันนี้ ว่าตนถูกอำนาจของฝ่ายหนึ่งบีบ

จนไม่ได้รับความยุติธรรมจากคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ กระทั่งมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย รวมทั้งตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 ท่าน เป็นระยะเวลา 5 ปี ไม่ใช่เพราะความไม่เชื่อในคำตัดสินใช่หรือไม่ ที่ทำให้วันนี้ เรายังคงได้ยินเสียงตัดพ้อ และเรียกร้องความสงสารจากประชาชน

ว่าคนของพรรคไทยรักไทยถูกกลั่นแกล้ง

ถูกกีดกันและไม่ได้รับความเป็นธรรม

ไม่ใช่เพราะเหตุนี้หรือ

จึงทำให้ทุกวันนี้ เราเห็นพลพรรคไทยรักไทยต่างออกหน้าออกตา หรือแอบซ่อนทางการเมือง ที่ต่างออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งบนดินและใต้ดินกันอยู่ ไม่ขาดระยะไม่ขาดจังหวะหนีหาย ไม่ใช่เพราะความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมหรอกหรือ จึงทำให้วันนี้ความขัดแย้งดังกล่าวยังคงดำรงอยู่

 

กลไกการตรวจสอบอันไร้ประสิทธิภาพ

การก้าวก่ายแทรกแซงอำนาจฝ่ายอื่น

ซึ่งเป็นเหตุผลของ คมช.

ก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ซึ่งทุกวันนี้เป็นแต่เพียงเปลี่ยนฉากผู้เล่น หรือกระทั่งล่าสุดที่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธาน คมช.กล้าพูดว่า การทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยา 49 ไม่ล้มเหลว เพราะเป็นการหยุดการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม

เท่านี้จริงจริงหรือครับท่าน

สำหรับความพยายามตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

ที่กระทำได้เพียงเท่านี้

ตลอดระยะเวลา ที่ท่านเอาอำนาจและวุฒิภาวะของประชาชนไป ด้วยปากกระบอกปืน เพียงเพื่อสุดท้ายท่านได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี มานั่งเป็นผู้นำเสนอรณรงค์การไม่ซื้อเสียง ไปเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ ทำได้เพียงเท่านี้จริงหรือครับท่าน สำหรับโอกาสอันสูญเสียไปของสังคมไทย

แทนที่ประชาชนจะได้เรียนรู้

ด้วยการต่อรองกับอำนาจของรัฐบาลทักษิณ

ได้เข้าใจและตระหนักว่า สุดท้ายประชาชนจะต้องเลือก

ก็ดันมีคนดี คนหวังดี ที่ประชาชนให้ความคาดหวัง เพราะสามารถจัดการอะไรได้เด็ดขาด สมใจอยากคนไทย ผู้ชื่นชอบชื่นชมอัศวินขี่ม้าขาว หรือวีรบุรุษตามคำร้องขอ โบยบินจากฟ้ามาโปรดคนไทย เราจึงได้เพียงวีรบุรุษกำมะลอเหล่านั้น เพราะสุดท้ายวันนี้ การหยิบโยนอำนาจให้ฝ่ายตรวจสอบ

ซึ่งนั่งทำงานตรวจสอบหาหลักฐานข้อกฎหมาย

ประมวลความผิดรัฐบาลทักษิณ

เพื่อนำเรื่องฟ้องศาล

ก็ต้องแบกภาระ และรับลูกจากฝ่ายยึดอำนาจ ที่วันนี้ต่างสบายอกสบายใจกลับฐานที่ตั้งกันถ้วนหน้า ไปนอนกอดบำเหน็จบำนาญจากการรัฐประหาร แค่เพียงขับรถถัง เคลื่อนขบวนแถวทหาร ย้ายยานเกราะ จัดฐานที่ตั้งทหารหน่วยรบ เพียงเพื่อออกมานั่งแถลงข่าวกันหน้าสลอน

เพื่อวันนี้มาอ้างว่า

ต้องการปรับแต่งให้การเลือกตั้งเข้าที่เข้าทาง

กระทั่งสุดท้ายก็เข้าไปล้วงลูกการเมือง

ใส่เกมการเมืองเต็มที่ ใช้อำนาจทหาร อำนาจนอกสมัย เฉกเช่นที่เคยตำหนิรัฐบาลพลเรือนนักเลือกตั้ง ซึ่งทุกวันกลุ่มฝ่ายยึดอำนาจก็ยังคงกระทำเช่นกัน ได้เพียงแค่นี้หรือครับท่าน สำหรับโอกาสและความสูญเสีย

ยิ่งคิดยิ่งหนักใจ สำหรับการแบกรับของประชาชนไทย

ที่วันนี้ได้เห็นแค่อำนาจเปลี่ยนมือไปเปลี่ยนมือมา

เท่านี้จริงๆ หรือครับ สำหรับสังคมไทย

หมายเลขบันทึก: 153216เขียนเมื่อ 13 ธันวาคม 2007 01:39 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2012 21:57 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (2)

ผมเคยทำหน้าที่ประธานกกต.เขต จัดการเลือกตั้งสว. 1 ครั้ง และสส. 1 ครั้ง จากประสบการณ์ที่เห็นการเมืองไทย (นักการเมือง วิธีคิด วิธีการเอาชนะ การซื้อเสียง การโกหกตอแหล การโยนบาปให้ผู้อื่น พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง) ผมคิดว่าการเมืองไทยยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกมาก ถ้าสถานการณ์ทางการเมืองเป็นอย่างนี้ โอกาสที่คนดีๆจะได้เข้าไปบริหารจัดการบ้านเมืองนั้นคงยาก ผมจึงทำใจไม่ยุ่งกับการเมืองอีกต่อไป มีหลายคนถามว่า "ทำไมเหรออาจารย์ ไม่ช่วยเป็นกรรมการอีกหรือ" ผมตอบว่า มันไม่มีประโยขน์ มันขัดความรู้สึก เราตั้งใจทำจริง ทำดี ทำในสิ่งที่ถูกที่ควรตามกฏหมาย แต่ผลลัพธิ์ทำให้เรามีศัตรู สู้เป็นคนของประชาชน ยืนข้างประชาชน คือเป็นนักจัดรายการวิทยุขวัญใจประชาชนมีความสุขกว่า

เราจะทำอย่างไรให้การเมืองไทย พัฒนาเทียบเท่ากับอารยะประเทศเขาได้เสียที ช่วยตอบปัญหาคาใจให้ผมหน่อยครับอาจารย์

อาจารย์เก

 

แต่งกายผูกไทด์ใส่สูท...

คอยโอกาสแดกดูดเงินภาษี

ทีละน้อย... ทีละน้อย  ค่อย ๆ ย่ำยี

เมืองนี้ , นครนี้นองน้ำตา..

.......

ขอบคุณครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี