“อ้ายตั้งใจ๋จะแป๋งบ้านหลังเล็กๆเพื่อหื้อลูกของอ้ายได้เฮียนฮู้ชีวิต”
(พี่ตั้งใจจะสร้างบ้านหลังเล็กๆเพื่อให้ลูกของพี่ได้เรียนรู้ชีวิต)
อ้ายโดดเจ้าของไฮ่อุ้ยต๋าคำหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบเศษๆบอกผม ในวันที่ดวงตะวันขี้เกียจ ระหว่างที่ผมเดินดูบ้านแต่ละหลังที่อ้ายโดดสร้างสรรค์ขึ้นโดยไม่ซ้ำแบบกันใน “ไฮ่ อุ้ย ต๋า คำ” ที่เมืองปาย บ่ายแก่ๆวันนี้
ไฮ่ = ไร่
อุ้ย = ลุง- - - ส่วน "ต๋าคำ" นั้เป็นชื่อคุณพ่อของอ้ายโดดเอง

ไฮ่อุ้ยต๋าคำ เป็นพื้นที่เรียนรู้ชีวิต และกลับคืนธรรมชาติวิถีที่นี่
ปีที่แล้วผมทราบว่าอ้ายโดด สร้างบ้านหลังเล็กๆ มุมด้วยหลังคาตองตึง ชาวบ้านเล่ากันว่า "อ้ายโดดผีบ้า" ที่ชาวบ้านตั้งสมญาให้ อ้ายชอบทำอะไรแปลกๆ แต่งตัวแปลกๆคิดแปลกๆ และมีมุมที่แปลกอีกมากมาย โดยสรุปนิยามของอ้ายโดดเป็นที่น่าสนใจของคนท้องถิ่นที่นี่

ผมเห็นอ้ายโดดพาฝรั่งผมแดงเดินย่ำเท้ากลางทุ่งนาบ่อยๆ พานักท่องเที่ยวเหล่านั้นไปทุ่ง ไปนา เกี่ยวข้าว เก็บฟืน ภาพเหล่านี้ผมเห็นจนชินตา หมาแถวบ้านก็เห่าไป เพราะนักท่องเที่ยวเหล่านั้นแต่งตัวแปลกๆด้วย แต่ทว่าใบหน้าเปื้อนยิ้ม เปื้อนหัวเราะอย่างมีความสุข...
เอ...หากบ้าแบบนี้ ก็น่าสนใจนะครับ ปัจจุบันคนเราก็บ้ากันทุกคนนะครับ อยู่ที่ใครจะเลือกบ้าในมุมของตัวเอง บ้าแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น บ้าแล้วมีความสุขก็เป็นเรื่องที่ดี ผมให้นิยามคำว่า “บ้า” คือ การทำสิ่งใดที่ใจชอบอย่างมั่นใจอาจแปลกวิถีไปบ้างแต่เป็นการค้นหาตัวตนอย่างทระนง
ในพื้นที่ กว่า ๔๐ ไร่ ผมเดินเข้าไปในพื้นที่ไฮ่อุ้ยต๋าคำ แล้ว รู้สึกสดชื่นเพราะต้นไม้ที่ขึ้นอย่างเสรีที่นี่ อ้ายโดดบอกว่า ต้นไม้ทุกต้นที่นี่เติบโตอย่างเสรี เพราะต้นไม้เหล่านี้นี่เอง น้ำซับเริ่มเกิดขึ้นหลังจากที่แห้งเหือด บ่อน้ำปลายทุ่งมีน้ำมากขึ้นดูชุ่มชื้น สรรพสัตว์ใหญ่น้อยมีอิสระ สุขใจในไฮ่อุ้ยต๋าคำ

อ้ายโดดเรียกว่า โฮมสเตย์ แต่ผมแย้งในใจว่า ไม่ใช่โฮมสเตย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรอกเพราะอ้ายโดดสร้างที่พักออกนอกบ้านเจ้าของบ้าน เพียงแต่กิจกรรมต่างๆในบ้านแต่ละหลังมาทำร่วมกัน ไม่ว่าตำข้าว เผาข้าวหลาม จิบน้ำชา ทำกับข้าวร่วมกัน ตลอดจนนั่งร่ำกวี ร้องเพลงเบาๆทำนองไพรรอบกองไฟนั่น...
|
ไฟส่องทางในไฮ่ |
ทางเดินที่คลาสสิคจากบ้านสู่บ้านผ่านลำห้วย |
ที่นี่มีบ้านไม่เกินสิบหลัง แต่ละหลังแตกต่างกันตามรูปแบบที่อ้ายโดดออกแบบ แต่ที่ผมรู้อย่างหนึ่งว่าความพิเศษของแต่ละหลังนั้นมีดีต่างกัน ทั้งบ้านโญน (คนเมืองล้านนา) บ้านไตใหญ่ (ไทใหญ่) บ้านกระเหรี่ยง(บ้านปาเกอญอ) และกระต๊อบที่สร้างซุกตัวตามพื้นที่ของไฮ่แห่งนี้
ก๊อกน้ำที่นี่ฝังไว้ในท่อนไม่อย่างแนบเนียน ห้องน้ำก็สุดยอดธรรมชาติไม่มีที่ไหนเหมือน เมื่อดึงคันไม้ น้ำก็ค่อยๆไหลรินลงมาจากคบไม้ อาบไปดูดาวไป ธรรมชาติที่นี่มีสมบูรณ์ นักท่องเที่ยวที่มาพักส่วนใหญ่เป็นฝรั่งต่างชาติที่บอกกันปากต่อปาก ...มาได้เรื่อยๆ
อ้ายโดดบอกผมว่า “ที่บ้านอ้ายบ่มีช่วงโลว์ ช่วงไฮ คนมาเรื่อยๆ” (ที่บ้านของพี่ไม่มีช่วงโลว์ ช่วงไฮ คนมาเรื่อยๆ)
“เพราะแขกตี้มาพัก บอกกั๋นต่อๆปาก” (เพราะแขกที่มาพัก บอกกันบอกต่อปาก) อ้ายโดดบอกกล่าวให้ผมด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ความสุขจากดวงหน้าอ้ายโดดนั้น ผมสัมผัสได้ว่าสิ่งที่อ้ายทำที่คนอื่นเรียกว่า “ผีบ้า”นั้น กลับกลายเป็นภารกิจกอบกู้ที่สำคัญ กอบกู้วัฒนธรรมที่วิกฤติ อีกทั้งเป็นวาระเร่งด่วนของโลกที่กำลังร้อนใบนี้ การเรียนรู้กับธรรมชาติ ถอดรหัสธรรมชาติที่อยู่รอบข้างเพื่อเรียนรู้อยู่ด้วยกันอย่างสมดุล
ต้นไม้ ต้นหญ้าที่นี่สวยงาม มีชีวิตทุกต้น ผมรู้สึกอย่างนั้น และผู้ชายที่ก้าวเดินข้างหน้าผมตอนนี้เขาก็มีชีวิตของเขาและเป็นชีวิตที่มีความสุข อย่างที่เขาอยากเป็น ...ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก
“อ้ายเบื่ออาชีพที่ทำในเมืองใหญ่ อ้ายก่อเลยปิ๊กบ้าน” อ้ายโดดบอกผมอีกครั้งเมื่อผมถามถึงอาชีพเดิม อ้ายโดดบอกผมหลายเรื่องว่า เขามาค้นพบตัวตน และเดินตามวิถีที่อ้ายโดดเชื่อ ภูมิปัญญาล้านนาที่อัดแน่นในตัวของเขา แสดงออกมาผ่านสิ่งก่อสร้างในวิถีธรรมชาติที่นี่
“อ้ายหื้อนักท่องเที่ยวได้เฮียนฮู้วิถีคนบ้านเฮา ไปยะไฮ่ ยะนา ใส่ถั่ว ยะกิ๋นโตยกั๋น เจ๊ามาก่อต่ำเข้ากิ๋นกั๋น อยู่กั๋นแบบง่ายๆ เขาชอบขนาดเลย” (พี่ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตคนบ้านเรา ไปทำไร่ ทำนา ปลูกถั่ว ทำอาหารทานร่วมกัน ตอนเช้าก็มาตำข้าว อยู่ด้วยกันแบบง่ายๆ เขาชอบมากๆเลย)

ไกลออกไปจากจุดที่เราคุยกัน ผมเห็นครกกระเดื่องตำข้าวแบบโบราณที่อ้ายโดดพาดพิงถึง มองไปอีกมุมเป็นกองดินรูปร่างแปลกๆในโรงนานั่น อ้ายโดดบอกว่าเป็นที่ตีมีด ตีมุย(ขวาน) เป็นวิถีคนดั้งเดิมของล้านนาจริงๆ
ผมมองว่าอ้ายโดดเป็นทั้งเจ้าของโฮมสเตย์(ที่อ้ายเรียก) พ่อบ้าน สถาปนิก และครูให้คนที่นี่ ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเพื่อเรียนรู้ชีวิตที่กินอยู่กับธรรมชาติ ลุกชายทั้งสองคนก็ได้เรียนรู้วิถีแบบนี้ซึมซับกับธรรมชาติรอบตัวของพวกเขา ภรรยาอ้ายโดดก็เคียงข้างให้กำลังใจเขาด้วยดีเสมอมา

วิถีชาวนา ศาลาพอเพียง ก่อนถูกลืมเลือนที่...ทุ่งยาว ช่วงนี้ไฮ่อุ้ยต๋าคำปาย จัดกิจกรรม “เกี่ยวข้าว เอาเฟือง ลวดแอ่วยี่เป็ง” (เกี่ยวข้าว เอาฟาง และเลยไปเที่ยวลอยกระทง) ในวันที่ ๑๗ – ๒๔ พ.ย.๕๐ ที่ผืนนาของอ้ายโดด
“ในวันที่ ๒๓ นี้ อ้ายจะตี๊เข้า (การนวดข้าวแบบโบราณของคนล้านนา) ที่ทุ่งนาแถบนี้” อ้ายโดดบอกผม ผมเห็นข้าวนาดำที่เกี่ยวแล้วกองบนตอซังรอกิจกรรมนี้อยู่
“หากเอกมีเวลาก่อมาร่วมโตยกั๋นเน้อ” อ้ายโดดกำชับก่อนที่ผมจะลากลับบ้าน
ในวันนั้นจะมีการตี๊เข้า เล่ากวี และร้องเพลง ค่าวฮั่ม กำซอ(กวีล้านนาดั้งเดิม แบบเกี้ยวพาราสี) และ อ้ายชิ สุวิชานศิลปินปกาเกอญอเลื่องชื่อแถบเทือกเขาถนนธงชัย จะมาร้องเพลง เล่นเตหน่า(เครื่องดนตรีปกาเกอญอ) ที่นี่ มาจิบชาด้วยกัน อ้ายโดดแจ้งกำหนดการให้ผมทราบ
ไฮ่อุ้ยต๋าคำไม่ไกลจากบ้านผม ผมอยู่ตรงนี้ยังเห็นหลังคาบ้านผมไม่ไกล แต่วิถีของอ้ายโดด แตกต่างกับชาวบ้านที่นี่ แบบสวนทาง กระแสทุนนิยม ที่เชี่ยวกราก ที่อ้ายโดดเข้าใจทำให้เขาคิดปรับเปลี่ยนวิถี เป็นคนกล้าให้คนที่นี่ได้เรียนรู้ตัวเอง ทุกวันนี้ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่ทุกข์ทั้งนั้น วิ่งตามโลกอย่างไม่ลดละ ทั้งที่รู้ว่าไม่เคยจะวิ่งทัน หากเราคิดในมุมนั้น
อ้ายโดด และวิถีที่ไฮ่อุ้ยต๋าคำ สอนผมให้รู้ว่า “วิ่งตามทำไม” โลกเสียอีกต้องหมุนตามเรา
ช่วยคนดูแลคนดี ๆ ที่ปักหลักอยู่อย่างสมถะในบ้านเกิด ...
อย่าให้กระทุนนิยมอันเชี่ยวกรากพัดพาเขาออกไปจาก "ที่ที่เขายืนอยู่"
ย้ำ .."ที่ที่เขายืนอยู่" อันเป็นที่ที่เราสามารถเข้าเป็นอยู่ร่วมกันอย่างไม่แปลกแยก...
....
ผมกำลังออกไปที่ทำงาน...
แวะมาทักทายในเช้าชื่นแห่งชีวิตครับ
และวันนี้องค์การนิสิต จะจัดประเพณีลอยกระทง... ผมเองก็คงไม่ว่างทั้งวันอีกนั่นแหละ...
....
ยินดีโตยเน่อ อ้ายโดด ภูมิปัญญาล้านนา จงเจริญครับ
ยินดีโตยจ๊าด นัก
This Weeks Schedule @ TACOMEPAI
organic Farm Permaculture
Rice Harvest Party
17-24 Nov 07
Activities & food , music,games All day mid mid night
Free caming
-------------------------------------------
17 Nov - Learn to make local cookies at rice field.
10.00 am - all day.Many places to pitch tents or stay in our many bungalows.
18 Nov- Rice harvest party with local Yon community 8.00 am -all day Tribal music & food 7.00 pm
19 Nov-Platform making (with cow dung) for beating rice 8.00 am - all day.Tribal music,food,and folk song (all are welcome to play!) 7.00 pm
20 Nov - Learn to make flower decoration ,kite flying and games.10.00 am3all day.Tribal music,folk song,and food.7.00 pm
21 Nov - Learn traditional rice and bamboo preparation,kite flying and games. 8.00 am -all day.Tribal music,folk song,and food.7.00 pm
22 Nov-Rice beating with local Yon community.8.00 am-until finished.Tribal music,folk song and food.7.00 pm
23 Nov - Ancient Thai Harvest Holiday ! Horse ride and ox cart to transfer rice from field to storage.8.00 am - 10.00 pm
24 Nov- Full moon party! Yon music,dance,and games.And folk song announced!
Lay Kratong Festival special ceremony for healing Pai river.
กระท่อมป๋ายนา ที่ไฮ่อุ้ยต๋าคำ
เราจะขับลำนำกวีกันหน้ากระท่อมนี้ วันที่ ๒๓ จากค่ำ ถึง คืน "ฮ่วมกั๋นตีเข้า เล่าเรื่องบทกวี " กับอ้าย ชิ สุวิชาน
อ้ายโดดกับนักท่องเที่ยวที่มาพักที่กระท่อมน้อยป๋ายนา
ยิ้มแบบนี้ โลกก็ยิ้มไปด้วย
น้องเอก
แค่เห็นรอยยิ้มและภาพก็เกิดความสุขแล้วล่ะ
อยากให้ทุกตี่ของบ้านเฮาจาวเหนือจ่วยกั๋นฟื้นวิถีชีวิตแบบมะเก่ากั๋นนักๆ เนาะ
วันจันทร์ที่ 19 พ. ย ไปประชุมที่สสจแพร่ เจอสุวิทย์
ก็เล่าเรื่องที่น้องเอกเขียนเล่าเรื่องงานสร้างสุข
อีปี๊ก็กั๋นเขียนตวยเล่าเรื่องในมุมมองของนักสื่อสารสุขภาพ (นสส.)ที่ไปออกบุ๊ทงานสร้างสุข
ชมเวปของ "ไฮ่อุ้ยต๋าคำ" ที่
www.tacomepai.com พร้อมฟังเสียงสะล้อ ซอซึง ม่วนๆครับ
สุดยอดครับ
อย่าลืมใส่คำว่า ปาย เมืองปาย ด้วยซิครับ
เดี๋ยวผมจะใช้สอนวิชาการจัดการทรัพยากรที่ดิน
"ระดับครัวเรือน"
จึงขอให้ช่วยเน้นให้เห็นเชิง "ทรัพยากร" ระดับครัวเรือน ด้วย
เพราะชัดจริง
ใช้เป็นบทเรียนได้อย่างดีเลยครับ
สวัสดีค่ะ
sasinanda
อ่านเรื่องนี้แล้ว คิดถึงพี่สะใภ้ที่อยู่บนเหมืองปิล็อก กาญจนบุรีค่ะ
ครอบครัวเรา ทำเหมืองมาก่อนนานแล้ว เดี๋ยวนี้ทำน้อยลง แต่ยังได้สัมปทานอยู่ พี่ชายเสีย พี่สะใภ้เป็นชาวออสเตรเลียน จึงนำเอาบ้าน3-4หลัง ทำเป็นHome Stay แบบนี้ มีฝรั่งและไทย ไปอุดหนุนกันไม่ได้ขาด
อากาศดีมากๆ อยู่บนเขาสูง วันหลังจะเขียนเรื่องนี้ เขามีweb siteด้วย คนชอบเที่ยวแบบธรรมชาติจะชอบค่ะ
พูดอะไรไม่ออกเลยครับ เยี่ยมยอดจริงๆ
และถ้าเป็นไปได้ยากให้ไปใส่คำค้น ในเรื่องเก่าๆ ที่โยงกับชุมชน และพื้นที่
ผมจะสอนเชื่อมโยงสามระดับครับ
ให้เห็นความเชื่อมโยงครับ
ปายเป็น best practice ในทุกด้านอยู่แล้ว
และโดยเฉพาะผมมีคุณเอกเป็นตัวประสานให้
จึงเรียกว่า Best of the Best practices ครับ
สังเกตุว่าเดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็ Home stay แฮะ แต่ที่กรุงเทพฯ คงจะไม่มี ดูๆ เหมือนคนเราอยากจะกลับไปอยู่แบบสบายๆ อยู่แบบไทยๆ อยู่แบบธรรมชาติ หนีชีวิตที่วุ่นวายซะรึเปล่า เห็นบรรยากาศแบบนี้ทำให้นึกถึงบ้านคุณยายจัง
ชอบภาชนะใส่ข้าวนี่จัง เก๋เชียว...
จะว่าไป แนนเพิ่งรู้จักธุรกิจแบบ Home stay ก็ตอนมาอยู่ที่นี่แหละ ฝรั่งเค้าทำกันเป็นล่ำเป็นสันเลย
^__^
สวัสดีครับ คุณพนัส ครับ
พื้นที่ที่นี่ ถือเป็นที่เรียนรู้อีกแห่งหนึ่ง ให้เยาวชนได้เรียนรู้วิถีรากเหง้าของตัวเอง
ไร่ที่ทำเป็นสวนป่า กำลังฟื้นตัวเอง บนความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต บ้านแต่ละหลังที่แทรกอยู่ท่ามกลางดงไม้เหล่านั้น เหมือนชุมชนที่เอื้ออาทร
อ้ายโดดบอกผมว่า มีแขกใหม่เข้ามาในขณะที่บ้านทุกหลังเต็ม แขกที่ไม่รู้จักกัน ยอมที่จะรวมบ้านกันอยู่เพื่อรับแขกชุดใหม่...
นี่เป็นอีกสังคมหนึ่งที่เกิดขึ้นเลยนะครับ เป็นเหมือนสังคมอุดมคติ
-------
ขอให้วันนี้ทำงานด้วยความสุขนะครับ ขอให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ศรัทธาในวิถีของคุณพนัสครับ
มิตรภาพที่ดีให้กันเสมอครับ
สวัสดีครับ
คนเมืองปทุม ว่างๆมาแอ่วเน้อครับ ลองมานอนอู้จ๋ากับอ้ายโดดลองผ่องก่อดีครับ
เป๋นดีไค้หัวครับอีปี้ กั้นเขียนระวังมันบ่ ออกเน้อ เขียนสบายๆดีกว่าครับผม
สวัสดีครับพี่ท้องฟ้า
ท้องฟ้า
ขอบคุณครับที่ช่วย AI ให้พี่สุวิทย์ คนทำงานคุณภาพแบบนี้ต้องชื่นชม และขอชมทีมงานทุกท่านรวมถึงพี่ท้องฟ้าด้วยครับผม
อ่านบันทึกผมเเล้วมีความสุข...นี่เป็นกำลังใจให้คนเขียนเลยนะครับผม
สวัสดีครับ
และ นักศึกษา มข.ทุกท่าน
ผมใส่คำหลัก "ปาย" และ "เมืองปาย" แล้ว
พอดีเป็นเรื่องเล่าและเป็นแนวทางการพึ่งตนเองของชุมชนซึ่งก็ถือว่าเป็นการจัดการทรัพยากรของตนเองตามศักยภาพที่มีอยู่
ผมขออนญาตเขียนรายละเอียดดังนี้
อำเภอปายเป็นเมืองเล็กๆ อำเภอหนึ่งของแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ราบกลางหุบเขา มีกลุ่มชาติพันธุ์รวมกันอยู่ ๗ เผ่าด้วยกัน (คนเมือง ลีซู ลาหู่ ปเกอญอ จีนยูนนาน ไทใหญ่ ม้ง) ความหลากหลายทั้งชาติพันธุ์และพื้นที่ทำกิน(ดอย-ราบ) มีแม่น้ำปายไหลผ่านกลางตัวเมือง ซึ่งถือว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่
กลุ่มหลักๆของปายมีสองกลุ่มก็คือ คนเมือง(ล้านนา) กับ คนไทใหญ่(ไต) ดังนั้นการปะทะระหว่างสองวัฒนธรรม เป็นจุดร่วมทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ เพราะมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก มีพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องร้อยรัด ตามหลักธรรมที่ร่วมกัน ประเพณีบางอย่างก็คล้ายกันอธิบายกันและกันได้ เพิ่มเติมวัฒนธรรมจากกลุ่มชาติพันธุ์อีกก็ดูหลากหลายมากขึ้น
ช่วงหลังปายเป็นเมืองท่องเที่ยว และกระแสการท่องเที่ยวเเรงขึ้นเรื่อยๆ การท่องเที่ยวนี่เองนำมาทั้งความเจริญ และ ความเสื่อมในเวลาเดียวกัน การรุกของนายทุนเพื่อผลประโยชน์เชิงธุรกิจมีมากขึ้น การแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมีมากขึ้นด้วย...ชาวบ้านแพ้เพราะรู้ไม่ทัน ปัญหาที่เกิดขึ้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วไปหมด เกิดภาวะ "ช๊อค" ทางวัฒนธรรม มีการเปลี่ยนแปลงทั้งระดับปัจเจคจนถึงระดับชุมชนอย่างชัดเจน การขยายเมืองเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง...ซึ่งเป็นปัญหาที่เรากังวลอยู่
ที่เกริ่นมาบางส่วนนี้ เป็นข้อมูลปฐมบทในการร้อยเรียงเรื่องเมืองปายผ่านบันทึกผม ซึ่งก็หาอ่านแง่มุมแบบนี้โดยใช้คำหลัก "ปาย" หรือ "เมืองปาย"
และนำมาประมวลสังเคราะห์ร่วมกัน มีคำถามฝากถามผมโดยตรงได้ โทรศัพท์คุยก็ได้ อีเมลก็สะดวก แลกเปลี่ยนแบบเรียนรู้สร้างสรรค์ผมจะชอบมาก
ยินดีครับ สำหรับทุกท่านครับ
------
สำหรับกรณี "อ้ายโดด" ในบันทึกนี้ผมจะขอนำเสนออีก ข้อเสนอแนะหลังจากนี้ครับ...
กรณี"อ้ายโดด"
คุณสันโดษ สุขแก้ว เป็นคนเมืองล้านนา หรือเราเรียก "คนโญน" หรือ "โยนก" อู้กำเมือง กิ๋นข้าวนึ่ง เล่นสะล้อ ซอซึง ค่าวฮั่ม กำซอ เป็นอัตลักษร์ของคนเมืองโดยแท้
เป็นผลผลิตของสังคม อ้ายโดดผ่านการทำงานในเมืองหลวง ทุกรูปแบบ และวันหนึ่งก็กลับมาที่บ้าน พบว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ที่บ้านเป็นของดี เป็นความรู้ท้องถิ่น อันเป็นภูมิปัญญา รากเหง้า ของตนเอง วิถีแบบนี้เป็นวิถีที่อ้ายโดดเลือกต่อมา
เดิมอยากให้ลูกได้เรียนรู้ "ของจริง" และ "ของดี" แบบนี้ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้ลูก ต่อมาก็สร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้กับ "สังคม" ลักษณะที่พักแบบโฮมสเตย์ เอาวิถีชีวิตดั้งเดิมเป็นกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ ให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเรียนรู้ ปรากฏว่าเป็น"คนฝรั่ง" เป็นส่วนใหญ่
ของดีที่เราละเลย
คือ "ทุน"
หากเราพูดเรื่อง"ทุน"เรามามองกันใหม่ ทุนที่ว่า คือ
เรากำลังหากระบวนการเรียนรู้เพื่อแก้ไขปัญหา เพื่อเน้นให้ "ชุมชน" เรียนรู้รากเหง้าของตัวเอง เหมือนที่ "อ้ายโดด" ทำ
ในอนาคตที่ไฮ่อุ้ยต๋าคำจะเป็นแหล่งเรียนรู้ ดูงาน และแน่นอนว่าอ้ายโดดยินดีให้เยาวชนลูกหลานใช้พื้นที่ร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เช่นเดียวกับ คุณนายแหลง (ป้าอาภรณ์) ที่ปลูกพืชปลอดสารพิษ แทรกตามเกสเฮาส์ของเธอ และการเป็นแกนนำชุมชนภาคประชาสังคม ที่เดินชนปัญหา วันหนึ่งเราได้บทเรียนว่า ประโยชน์ที่ได้น้อยมาก แปลงประเด็นร้อน ให้เป็นประเด็นเย็น
ปรับใหม่ คิดใหม่
ที่ปายเรากำลังเดินเรื่อง "กอบกู้วัฒนธรรม" เพื่อสร้าง"จิตสำนึก" ให้กับคนพื้นถิ่น อันจะนำไปสู่การหวงแหน และสร้างพลังร่วมในการดูแลบ้านเกิดของเรา
นี่เป็นสิ่งที่ผมลองร่างไว้ในใจ และเคยนำเสนอในหลายๆเวทีว่า การเคลื่อนงานของเราจะเป็นอย่างไร ในการจัดการทรัพยากร จัดการวิถีชีวิตเพื่อสมดุลย์ท่ามกลางวิกฤติที่เราทราบกันดี
และหลายคนกล่าวหาว่า "บ้านผมตายแล้ว"
ผมขอบอกดังๆอีกครั้งว่า ยังไม่ตาย แต่กำลังเยียวยา และสร้างเสริมสุขภาพปัญญาอย่างเต็มกำลัง
ช่างเป็นรอยยิ้มที่สุดยอกมากครับ นับถือครับ เรียนรู้ธรรมชาติและอยู่ร่วมกับเค้าได้ดีจริงๆ ขอคารวะ
เป็นการเลือกใช้ชีวิตที่คุ้มค่าและน่าสนใจมากครับ...
การได้เลือกทำในสิ่งที่เราคิดว่าใช่ และมีความสุขกับสิ่งที่เรา มันสามารถสร้างความหมายดี ๆ ให้กับชีวิตเราได้มากมายจริง ๆ ครับ...
เป็นชีวิตที่อิสระที่เราเลือกได้เองครับ...
ขอบคุณเรื่องราวดี ๆ ที่ช่วยให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ของการใช้ชีวิตครับ...
ขอบคุณมากครับ...