ไม่มีความบังเอิญเกิดขึ้นในโลกนี้ มีแต่เป้าประสงค์ เจตจำนงค์ และวิถึแห่งกรรมที่เคยทำมาแน่นอน

  เรามักจะมีคำถามให้ตัวเองเสมอ เวลามีเหตุการณ์แปลกๆ เกินคาดเดาเกิดขึ้น และก็จะพยายามหาเหตุผลกลไก มาหักล้างความแปลกประหลาดกับสิ่งนั้นๆ เพื่อให้สบายใจว่า มันไม่ใช่สิ่งวิเศษวิโสอะไร เรื่องธรรมดา ใครๆเขาก็มีเหตุการณ์แบบนี้แหละ

  แต่ถ้าเราจะสังเกตให้ดี เราเองก็แอบยอมรับ กับเหตุผลที่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติอยู่เหมือนกัน ไม่มีความบังเอิญเกิดขึ้นในโลกนี้ มีแต่เป้าประสงค์ เจตจำนงค์ และวิถึแห่งกรรมที่เคยทำมาแน่นอน

  ผู้เขียนจะขอบันทึก เรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อ สอง สาม วันที่ผ่านมานี้ ที่ดงหลวง กับเหตุการณ์เหล่านี้ มันมีผลกระทบอะไรกับผู้เขียนบ้าง

    เช้าวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เป็นวันกำหนดเดินทางโดยสายการบินนกแอร์ รอบ ๐๖.๑๐ น. แต่แล้วสายการบินเที่ยวนี้ ก็ทำให้ผู้เขียนมีอาการเกือบจะไม่กล้าโทรศัพท์หาคนที่เป็นพี่ที่แสนดี คือ พี่ MOO ผู้คอยรับอยู่ที่อุบลฯ  ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนมาได้เห็นแค่หางเครื่องบินนกแอร์ ที่โบยบินจากไป ทิ้งให้ต้องเคว้งคว้าง ทำอะไรต่อไม่ถูก สิ่งที่กังวลคือ แล้วคนที่คอยรับเราล่ะ จะรู้สึกอย่างไร ต้องตีรถแต่เช้ามืด ขับมาจากมุกดาหาร ๑๘๐ กม. ครั้นจะไปรถทัวร์ กว่าจะถึงดงหลวงก็คงไม่น้อยกว่าเที่ยงคืน จะทรมานคนรอรับอีกสักเท่าไหร่ หรือกลับบ้าน ให้ทุกอย่างมันจบเท่านี้แหละ ยุติปัญหา ก็แค่แจ้งความจริงว่า เรามาไม่ทัน พบกันโอกาสหน้านะคะ แต่ทำไมคำตอบที่เลือกกลับเป็น ว่าไปจองตั๋วเครื่องบินต่อไปเถอะ เราต้องไปและ ได้เที่ยวบินของการบินไทย ถึงมุกดาหาร ๑๔.๐๐ น. กว่าจะจัดการเสร็จ ก็ได้เวลาเครื่องออกพอดี พอนั่งแปะตรงที่นั่ง ผู้เขียนก็มีอาการวิงเวียนศรีษะมาก ไม่ใช่กลัวเครื่องบินตกเหมือนแต่ก่อน แต่ผู้เขียนนึกได้ว่ายังไม่ได้กินแม้แต่น้ำสักหยด โขคดีที่ขึ้นเครื่องของสายการบินไทย มีอาหารว่างเสิร์ฟ กินยังไม่ทันเสร็จดี เครื่องก็ได้เวลาร่อนลงแล้ว พอเปิดโทรศัพท์ปุ๊บ สายแรกก็คือพี่MOO บอกว่าให้รอที่สนามบินนะ รอพี่ ไม่ต้องไปไหน ผู้เขียนก็สงสัย เพราะการติดต่อสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องที่กรุงเทพฯ พี่เขาบอกว่าจองรถโรงแรมจากมุกดาหารมารับ แล้วทำไมพี่เขามาเองอีก นี่เท่ากับพี่เขาตีรถไปกลับ ๔ เที่ยว ๕๐๐ กว่า กม.ทีเดียว ทั้งวันมีแต่เรื่องรอรับน้องคนเดียว ภายหลังจึงทราบว่า รถโรงแรมออกไปก่อนที่พี่จะได้จองที่นั่งให้เรา

  แต่ก็ดีระหว่างทางเราพูดคุยจนลืมเหนื่อย ขับรถเข้ามุกดาหาร ในขณะที่ตะวันคล้อยต่ำจวนจะลับฟ้า แวะอาบน้ำบ้านพี่ คุณพ่อคุณแม่ ห้ามไม่ให้ขึ้นดงหลวงเพราะทางขึ้นเขาเปลี่ยวมาก ที่สำคัญมืดแล้ว เป็นห่วง แต่สองเราก็ทำร่าเริงว่าเดี๋ยวทางโน้นจะมารับ ต้องรีบไปไม่ฟังเสียง พอขับรถมาเรื่อยๆ การติดต่อกับกลุ่มดงหลวงก็ไม่มีสัญญาณ เราจะเดาดุ่ม ตามแผนที่ลุงเอกชัยเขียนไว้ เป็นทหารกันสักวัน เดินตามแผนที่ ที่สุดก็มีโทรศัพท์จากพี่บางทราย ว่าให้รออยู่ที่ทางขึ้นเขา กำลังจะลงไปรับ รู้สึกดีใจสุดๆ แวะข้างทางกินก๋วยเตี๋ยว เพราะต้องกินยาพารา เนื่องจากครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นกำลัง ยังไม่ทันหมดชามพี่เขาก็มาถึง ดีใจรีบเดินทาง แล้วก็ให้เห็นน้ำใจคนบนดงหลวงที่ล่วงหน้าไปก่อน ว่าห่วงเราขนาดไหน ห่วงแขกชุดสุดท้ายของคืนนี้ ที่ไม่เพียงแต่แสดงความห่วงใย แต่ได้เดินทางลงมารับนำขึ้นไปดงหลวง ทำให้หายกลัว เส้นทางที่ไม่มีรถสวน แซงกันเลย

    ระหว่างทาง แม้จะมืดมาก ทางลูกรัง แต่สายลมที่โชยมา ดอกหญ้าที่มองในความมืดเป็นสีดำอย่างเดียว โยกพริ้วไปมาตัดกับขอบฟ้า ที่มีแสงจันทร์ข้างขึ้น อ่อนๆ กับแสงดาว ปิดแอร์ เปิดหน้าต่างรถ ดูดาว สูดลมหายใจกัน ขับรถช้าจนพี่บางทรายต้องรอ

  พอไปถึงที่พัก เกือบสามทุ่ม ทุกคนกำลังรอเราอยู่ ต่างก็เข้ามากอด มาสอบถาม ด้วยความห่วงใย และคำพูดที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกละอายใจอย่างยิ่งที่แอบกินก๋วยเตี๋ยวมาก่อน ก็คือ ไปกินข้าวกันเถอะ เรารอกินข้าวพร้อมกันอยู่ แล้วเราก็ลงเรือนพัก ไปย่างปลาหมึกที่หอบหิ้วมาจากชลบุรี และถือโอกาสผิงไฟไปในตัว กับข้าวต้มที่อร่อยที่สุด หิวที่สุด อบอุ่นที่สุด  

   เมื่อเข้าเตนท์นอน ก่อนจะหลับผู้เขียนได้โผล่หน้าออกมาดูดาวตามลำพัง รู้สึกสดชื่น ในหัวใจ อิ่มเอิบกับบรรยากาศ เปล่าหรอก ไม่ใช่สายลม ไม่ใช่แสงดาว แต่เป็นมิตรภาพไมตรี ทีทุกคนตั้งใจมอบให้ ด้วยความเต็มใจ คืนนั้นผู้เขียนนอนหลับอย่างเป็นสุข และนึกขอบคุณกับการตัดสินใจ ไม่กลับไปบ้านหลังจากพลาดเที่ยวบิน แล้วนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ โพสด้วยถ้อยคำ เสมือนว่าเสียดายเสียเต็มประดาที่ไม่ได้ไป แต่เพราะมันมีอุปสรรคจริงๆ

  เพราะนั่นคือ การตัดสิน ที่ผู้เขียนจะได้รับจากโลกGotoknow แห่งนี้ว่า หมดสิทธิ์ ที่จะได้สัมผัสมิตรภาพที่สูงสุดเท่าที่เคยได้รับมา

            ณ  วันนี้ ผู้เขียนไม่เคยมีความรู้สึกสักครั้งหนึ่งเลย ว่าคิดผิดที่เข้ามาอยู่ในสังคมG2K  และสัญญากับตัวเองว่า จะดูแล สร้างสรรค์ สังคมนี้ ให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป