เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นวันที่มีการขับเคลื่อนงานวิจัยของผมอีกชิ้นหนึ่งครับ คือ งานวิจัยการอนุรักษ์อาหารละศิลอดในเดือนรอมฏอน ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นของการสืบสานองค์ความรู้ด้านอาหารโดยเยาวชนในหมู่บ้าน
เรา(ทีมวิจัย) ตีโจทย์กันหลายวันครับว่า จะสร้างให้เกิดกลุ่มเยาวชนอย่างไร สุดท้ายวิธีการของเราเป็นแบบการนำตุกตาหิมะ คือ ทีมวิจัยแค่หาคนเริ่มต้น แล้วให้คนดังกล่าวขยายกลุ่มของเขาเอง ซึ่งผลที่ได้ก็เป็นไปตามคาดครับ มีเยาวชนมาร่วมในการเรียนรู้การทำอาหารโบราณของหมู่บ้านจำนวน 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย แต่ทั้งหมดเป็นคนในพื้นที่ที่เรากำลังทำการวิจัยครับ
ผมเตรียมท้องไว้อย่างดีครับ เพราะเบื้องต้นคุยกันว่าจะให้ทำอาหารคาวและอาหารหวานเลย แล้วเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ของหมู่บ้านมาร่วมรับประทาน แต่แล้วทางกลุ่มแม่บ้านอาวุโส เจ้าของต้นตำรับขอให้เป็นแค่อาหารหวานก่อน (ฮาฮาฮา ผมเลยต้องทานของหวานแทนข้าว)
บรรยากาศแรกๆ ดูเหมือนจะเกร่งๆ กันทั้งสองฝ่ายครับ เยาวชนก็ไม่กล้าเข้าไปช่วยทำ แม่บ้านก็ไม่กล้าเรียกใช้ ผมเลยต้องบอกว่า งานนี้ให้แม่บ้านใช้งานเด็กๆ ได้เต็มทีนะครับ แล้วก็หันไปบอกน้องๆ เยาวชนว่า ไม่ดูเฉยๆ เดียวทำไม่เป็นต้องหัดให้เป็นนะ เพราะต้องไปทำอาหารโชว์อีกรอบ
หลังจากนั้นบรรยากาศจึงเริ่มกลายเป็นการสอนกันมากขึ้น กลุ่มแม่บ้านก็ทำหน้าที่กำกับ และช่วยเหลือบ้างในลักษณะของการสาธิต น้องๆ เยาวชนก็สนุกกับการทำขนมกันมากขึ้น
ขนมที่ได้ทำกันไปในวันนั้น ซึ่งใช้เวลาเพียงสองชั่วโมง ได้ขนมมาห้าอย่างครับ (ลำบากผมจริงๆ ชิมอย่างเดียว)
มีภาพมาให้ดูกันด้วยครับ

(เริ่มต้นใหม่ๆ แม่บ้านครองกะทะครับ เด็กๆ ยังได้แค่นั่งดูเฉยๆ)

(นักเรียนคนแรก ดูไปน้ำลายก็จะไหลด้วย)

(หัดทำไปก็ต้องถ่ายรูปกันไป)

(ควบคุมคุณภาพด้วยแม่บ้านมือโปร)

(ได้เวลาจับมันลงหม้อแล้วค่ะ)

(คนละไม้คนละมือ ทำทีเดียวของหวานห้าอย่าง)

(ไม่ได้แบ่งฝ่ายกัน เพราะความขัดแย้งนะครับ แต่เพื่อความร่วมมือ)
เรียน ท่านอาจารย์จารุวัจน์
ขอบคุณอาจารย์