เมื่อวานตอนเที่ยงผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ที่อเมริกา ท่านกลับมาเที่ยวเมืองไทย ผมกับภรรยานัดท่านไว้ว่าจะมาทานข้าวและพูดคุยกัน โดยขอให้ภรรยาหาร้านอาหารที่ใกล้ๆ กับที่ทำงานผม ถ้าเป็นแถวซอยอารีย์ก็ดีเพราะผมนั่งรถไฟฟ้าไปแค่สถานีเดียว ภรรยาผมบอกว่าจะไปรับพี่ท่านนี้ที่บ้านประมาณ 11.00 น. เพราะบ้านอยู่ไม่ไกลกันเท่าใดนัก ผมบอกว่าถ้ามาถึงสะพานควายเมื่อไรก็ให้โทรมาบอก เพราะผมเองใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาทีก็ไปถึงซอยอารีย์ได้
แต่เอาเข้าจริงๆ พอเวลา 10.50 น. ภรรยาก็โทรมาบอกว่ามีการเปลี่ยนแผนเล็กหน่อย พี่เขาจะมา (เอง) ที่ตึกชินวัตร 2 ตรงสะพานควาย นัดไว้ 11.00 น. ขอให้ผมออกมาทันที เพราะนี่จะถึง 11 โมงแล้ว แต่ภรรยาผมยังไม่ได้ออกจากบ้านเพราะจะพาลูกมาด้วยกำลังรอลูกอยู่ ผมวางหูโทรศัพท์แล้วก็รีบออกจากที่ทำงานทันที ขึ้นรถ Taxi ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที ก็มาถึงที่ที่นัดหมาย
ผมพยายามมองหาแต่ว่าไม่พบใครทั้งนั้น โทรกลับไปหาภรรยาก็ได้ทราบว่ากำลังคุยโทรศัพท์อีกสายหนึ่งอยู่กับพี่ซึ่งพี่เขาบอกว่าขับรถมาผิดทาง จึงยังมาไม่ถึง ผมฟังแล้วทั้งอึ้งทั้งเดือดดาล ทั้งๆ ที่เวลาเพิ่งผ่านไปแค่ 10 นาที แต่ในใจตอนนั้นมันร้อนรุ่มไปหมด มีแต่เสียงในหัวว่า . . . แล้วให้มายืนรออยู่ตรงนี้ทำไม (ว่ะ)? แทนที่จะนั่งอยู่ที่ทำงาน . . . ยิ่งคิดก็ยิ่งเดือดดาล หงุดหงิดเป็นที่สุด พอรู้ตัวขึ้นมา ก็พยายามตามรู้กาย ตามรู้ใจ เห็นได้ชัดเจนว่ากายรุ่มร้อน หัวใจเต้นแรง ดูไป ดูไป . . . ความคิดก็โผล่มาว่า . . . ดูไปทำไม? . . . โมโหต่อดีกว่า . . . เป็นบ้าอะไรให้เรามายืนคอยอยู่ตรงนี้ เมื่อตะกี้ขนาดบอกว่าจะมารถไฟฟ้า ยังบอกว่าให้นั่ง Taxi มาเลย เพราะจะ 11 โมงอยู่แล้ว . . . แล้วที่ให้รีบมาก็เพื่อว่าให้มายืนรออยู่ตรงนี้นะหรือ? . . . ไม่รอแล้ว! กลับที่ทำงานดีกว่า จะได้ไม่ต้องมายืนบ้าอยู่ตรงนี้ . . .
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">พอคิดจบ ขาก็ก้าวเดิน . . . เดินมาได้สองสามก้าว . . . ความรู้สึกตัวก็เข้ามาสะกิด เกิดเป็นเสียงในความคิดว่า . . . คิดดีแล้วหรือที่ทำอย่างนี้? . . . ถามเองแล้วก็ตอบเองว่า . . . ทำอย่างนี้แหล่ะดีแล้ว เดี๋ยวตอนภรรยาโทรมาว่า อยู่ที่ไหน จะได้ตอบไปว่า . . . กำลังกลับไปที่ทำงาน ไม่กินข้าวกลางวันด้วยแล้ว!. . . แต่ก็เกิดความคิดซ้อนขึ้นอีกว่า . . . ทำอย่างนี้จะดีหรือ? . . . มองนาฬิกาข้อมือบอกว่าเป็นเวลา 11.20 น. แล้ว . . . นานพอที่จะทำอย่างที่คิดไว้ได้แล้ว . . . แต่ถ้าทำ เย็นนี้คงจะต้องทะเลาะกันต่อที่บ้าน . . . จะเอายังไงดีนะ? </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: 150%" class="MsoNormal">พอดีพี่ที่เป็นคู่กรณีโผล่มา พร้อมกับขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ และภรรยาก็โทรเข้ามาบอกว่ากำลังเลี้ยวรถเข้าที่จอดรถ . . . ทำให้อารมณ์โกรธผมลดลงไปได้บ้าง หันไปพูดกับพี่ได้อย่างเป็นปกติ แต่ครั้นพอมาเจอหน้าภรรยา อารมณ์ก็พลุ่งพล่านขึ้นมาใหม่ ไม่สามารถเก็บอารมณ์ไว้ได้อีกต่อไป พูดต่อว่าไปต่อหน้าต่อตาแขกเลยว่า “เธอสื่อสารภาษาอะไร จึงเข้าใจว่าพี่เขามาถึงแล้ว แล้วก็มาเร่งให้เรารีบมา ทำให้ต้องมายืนรออยู่ตั้งเกือบครึ่งชั่วโมง”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; line-height: 150%" class="MsoNormal"></p> . . . เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาลูกชาย (คนเล็ก) ของผม ผู้ซึ่งเก็บบันทึกสิ่งต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วนทุกขั้นทุกตอน แล้วนี่ผมจะสอนลูกเรื่องความโกรธได้อย่างไร? หรือว่าผมสอนไปแล้วโดยไม่รู้ตัว!!
สวัสดีค่ะอาจารย์
นี่คือมนุษย์ค่ะ ไม่แปลกที่อารมณ์รัก โกรธ หลง มักจะพลุ่งขึ้นมาอย่างยั้งไม่อยู่ได้เสมอ ถ้ามีเหตุการณ์มากระตุ้น ณ ขณะหนึ่ง
เมื่อเวลาผ่านไป เราจะได้คิดกันทุกคน และมักจะสัญญากับตั;เองว่า ต่อไปจะควบคุมอารมณ์ให้ได้ดีกว่านี้
เขาถึงเตือนกันว่า เวลาเราไปฝึกธรรมะ เหมือนหินทับหญ้า มีโอกาสหลุดได้เสมอ แต่ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ
ดิฉันก็เคยเป็นแบบนี้ พอหายโมFหก็นึกได้ แต่เราจะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะก็จะสอนตัวเองไปเรื่อยๆค่ะ
ลูกจะเป็นคนที่ทำให้เราดีขึ้นด้วย เพราะเราอยากทำตัวอย่างดีๆให้เขาเห็น
สวัสดีครับอาจารย์
ผมก็เป็นอยู่บ่อย
ทั้งที่รู้ว่า ไม่เหมาะสม
ความรู้สึกมันมีอิทธิพลกว่าความคิด ครับ
สติต้องทันจิต และดับการปรุงแต่งครับ
ข้อแนะนำดีๆ ทั้งนั้นเลย . . . ขอบคุณทุกท่านมากครับ
"มีอะไรน่าโกรธ อย่าโทษเขา
ต้องโทษเราที่ใจไม่เข้มแข็ง
เรื่องน่าโกรธไม่ว่าจะมาแรง
ถ้าใจแข็ง เหนือกว่าชนะมัน"
สวัสดีค่ะอาจารย์
หายโกรธเมื่อไหร่ เข้าไปอ่าน เรื่องโกรธของดิฉันบ้างก็ได้คะ หนักกว่าอาจารย์หลายร้อยเท่าค่ะ อย่าลืมแวะนะคะ ขอบคุณค่ะ
แวะมาทักทาย และขอบคุณค่ะ ที่ไปทิ้งร่องรอยไว้ในบันทึกของดิฉัน ดีใจมากค่ะ
เรื่องความโกรธ มักเป็นประเด็นใหญ่ของคนศูนย์ท้องตามทฤษฎีนพลักษณ์
ปฏิกิริยาต่อเนื่องจากความโกรธคือ ท่าที หรือพฤติกรรมที่มีพลังเยอะ เป็นไฟเผาตัวเอง และเป็นแรงไปกระแทกคนอื่น
อ่านเจอในบันทึกของอาจารย์เรื่อง ผู้ที่"ไม่กระทำได้" จะต้องเป็นผู้ที่มีสติว่องไวอย่างที่สุด แล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะ
อาจารย์เล่าได้แจ่ม เห็นภาพชัดเจนเลยคะ
เป็นเสน่ห์ เฉพาะตัวของอาจารย์
ที่เมื่อเห็นเขียน
ต้องอ่าน ต้องติดตามก่อน สนุก ตื่นเต้น ได้ข้อคิดทุกบล็อก
อ่านแล้วนึกถึงเรื่องมะเขือเทศเน่า
ที่เล่าให้ลูกชายฟังเมื่อคืนค่ะ
เพราะเขาโทรมาบอก ว่าเมื่อกี้ เขาโกรธเพื่อนมาก จนยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้
ตอนนี้เพื่อนคงไม่รู้ว่าโกรธเพราะเขาเลี่ยงออกมา
แยกตัวออก Time out
"ตอนนี้ลดลง แต่ก็ยังโกรธอยู่ครับ"
เลยเล่าเรื่อง มะเขือเทศ ที่เคยอ่าน จาก G2K ว่า
ครูให้นักเรียนเอามะเขือเทศมาเท่ากับจำนวนคนที่เราโกรธ
เอามาให้ครูดูทุกวันนะ
นักเรียนทุกคนหิ้วมะเขือเทศมากบ้าง น้อยบ้างทุกวันมาโรงเรียนจนเน่า จนเน่ามาก
ครูก็ยังขอดู คนไหนมีหลายๆลูก ก็ทุกข์กว่าเพื่อน
ทิ้งไม่ได้นะ หิ้วหนักทุกวัน
จนวันหนึ่ง ครูให้ทิ้ง ดีใจกันใหญ่
แม่ก็เคยโกรธ พกมะเขือเทศเน่า บางทีลูกใหญ่ๆ หลายลูกด้วย
ต้องหัดทิ้งมัน เน่ามากๆ คนที่เราแทนด้วยมะเขือเทศสดใส สดชื่น
แต่เรากลับเน่า บางทีขึ้นหนอนเลย
บอกเขาว่าเขามี โอกาสได้ฝึกความอดทน อดกลั้น ฝึก Mental capacity อีกแล้ว
เพราะ Mental stage Mental Quality ของเขาดีมากแล้ว
ต่อไปจะได้ดีมากทั้ง 3 อย่าง
Mental ทั้ง 3 อย่าง อาจารย์ เชิญอ่าน ที่นี่ นะคะ
สุดยอดเลยครับ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการสังเกตุเห็น
เมื่อเห็นแล้วในที่สุดก็จะคลาย อ่านเเล้วเห็นภาพการต่อสู้ภายในใจ(แสดงว่าทำวิปัสสนาไปได้หลายรอบ)
เมื่อรู้ตัวว่าไม่ถูกในเรื่องใดก็ย้อนกลับไปแก้ไข
ผมว่านี่เป็นบทเรียนที่ดีให้ลูกครับ โกรธได้(ก็เห็นขี้โมโหกันทุกคน)ก็ขอโทษได้(ไม่ค่อยเห็นใครทำ)ครับ
ขอบพระคุณค่ะ
จะขอนำไปแบบอย่างในการเขียน (พูด) ถึงตัวเองในแง่มุมแบบนี้ เพื่อจุดประกายความคิดดีๆ ให้ผู้คนรอบๆ ข้างบ้างค่ะ
สวัสดีครับอาจารย์
สอนลูกเรื่องความโกรธด้วยเรื่องนี้ครับ จันดารา(จบ)
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีครับอาจารย์
การความโกรธ มันดับได้ ถ้าเหตุที่ทำให้โกรธหมดไป โดยธรรมชาติเหตุทั้งหลายมีการดับไปเปนธรรมดาอยู่แล้วโดยที่เราเพียงแค่เราเฝ้าดูรู้มันเฉย เหตุปัจจัยเมื่อไม่มีการปรุงแต่งเพิ่ม มันก็ดับลง แต่มันดับชั่วคราว เพียงเท่าที่เราไม่คิดมัน ไม่ปรุงแต่งมันเท่านั้นครับ
เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เรื่องราวนั้นอีก มันก็เกิดอีก นี่เพราะเราไม่ได้หยุดความคิดเรื่องเหล่านั้นได้จริงๆ วิธีการตามหลักพุทธศาสนา คือ การคิดแก้ หมายถึง ใช้คิดในทางกุศล แก้ความคิดในทางอกุศล อันนี้เป็นการใช้ปัญญาแก้ไขดับเหตุปัจจัย แบบนี้เอาชนะได้จริง เพราะรู้หนทางแก้ไข ส่วน การเฝ้าดูรู้เฉยๆ ถา รู้เฉยๆ แบบไม่คิดพิจารณา ไม่มีความรู้ที่ถูกต้อง ผุดขึ้นมาอธิบายธรรม ก็ไม่เกิดปัญญาเช่นกัน การใช้ความรู้ที่ถูกต้องแก้ไข เรียกว่า ใช้วิชชา กำจัด อวิชชา ครับ อันนี้ถือว่าเป็นภาวนามยปัญญาไปในตัว
ไม่มีโกรธ เราก็ไม่รู้จักโกรธ ไม่รู้จักการค้นหาสาเหตุที่ทำให้โกรธ ไม่รู้วิธีการดับความโกรธ เราก็ไม่มีปัญญา เราก็แก้ไขมันไม่ได้ ความโกรธก็มีคุณเหมือนกันนะครับอาจารย์ และการที่อาจารย์นำมาเล่าให้พวกเราฟัง ก็ถือว่า เป็นการสอนพวกเรา ให้รู้จักมัน และหาทางแก้ไขมัน เป็นความเมตตากรุณาแก่ผมอย่างยิ่ง เป็นการให้ธรรมทานที่วุดยอด เป็นบุญสูงสุดจริงๆครับ ขอกราบอาจารย์ด้วยความซาบซึ้งใจจริงๆครับ
ธงรบ ด่านอำไพ
สวัสดีค่ะ
อาจารย์จริงใจมากเลยค่ะ ในการเล่าเรื่องนี้ลงในบันทึก บางครั้งอารมณ์ก็อยู่เหนือเหตุผล...
่เรื่องของอาจารย์ทำให้นึกถึงตัวเอง
...คุณพ่อ เป็นคนที่ทำให้เรามีความอดทนในการรอคอยได้จริงๆ นะคะ
คือสมัยเด็กๆ คุณพ่อจะมารอที่ป้ายรถเมลล์ เพื่อรับกลับบ้าน ในสมัยที่ยังไม่มีมือถือ
เย็นวันนึง ฝนตก น้ำท่วม รถติด มืดแล้วด้วย ไปถึงป้ายรถเลยเวลาไปชั่วโมงกว่าๆ ในหัวก็นึกถึงว่าคุณพ่อต้องว่าแน่ๆ เลย ว่ามาสาย แต่พอมาถึง คุณพ่อไม่ได้ว่าอะไรเลย บอกแต่ว่า "ไป กลับบ้านกัน" หน้าตาไม่ได้มีความโกรธใดๆ
และบ่อยครั้งที่คุณพ่อมักจะรอ แบบไม่รู้ว่าลูกจะมาถึงกี่โมงกันแน่แบบนั้นบ่อยๆ แล้วคุณพ่อเป็นคนมาก่อนเวลาเสมอด้วย ทำให้ลูกเกรงใจ ต้องมาให้ตรงเวลา เป็นการสอนเรื่องการตรงต่อเวลาไปในตัว
ทุกๆ อย่าง คุณพ่อไม่ได้พูดสอน แต่เรารับรู้ได้จริงๆ นะคะ ว่าควรจะเป็นคนอย่างไร
...ใจเย็นๆ นะคะ คุณลูกจะได้เป็นคนใจเย็นด้วย
^___^
ในที่สุดก็รู้ตัวแล้ว ว่าโกรธไปแล้ว และทราบว่าแสดงอารมณ์ออกไป และยังตระหนักอีกว่าไม่ควรทำ ดังนั้น เชื่อว่าถ้ามีเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต อาจารย์คงสงบกว่าวันนี้แน่นอน ดิฉันว่าเป็นกำไรของคนที่คิดได้ค่ะ
บางครั้งอารมณ์โกรธเกิดขึ้นได้ทุกเวลาแต่ก็น่าจะอยู่ในเหตุผลบ้าง เพราะอาจจะเกิดจากการส่งสารกันผิด