สุดท้ายเราต้องกลับมาพัฒนาคน ก่อนสิ่งอื่นใด ครับ

  ผมได้คุยกับคุณเม้งถึงประเด็นปัญหาวิจัยบางประการที่ผมพบในเมืองไทย ที่ผมพยายามสรุปได้มาอย่างน้อย ๓๐ ข้อ ดังนี้ 

๑.             ทุนวิจัยเรามีน้อย และนักวิจัยเรายิ่งน้อยกว่าทุนหมายความว่า

๒.             แม้ทุนมีน้อย ก็ยังไม่ค่อยมีคนขอ หรือหาคนขอที่มีความสามารถไม่ได้ 

๓.             ที่คนขอน้อยเพราะคนไทยไม่ค่อยมีวิญญาณนักวิจัย คิดไม่ค่อยเป็น วิเคราะห์ไม่ค่อยเป็น แต่ถ้าท่องจำก็พอได้  

๔.             รายงานการวิจัยจึงมักเป็นการสรุปข้อมูล มากกว่าการวิจารณ์หาข้อเด่นข้อด้อย 

๕.             งานวิจัยที่มีน้อย ก็ยังได้ผลจริงๆน้อยมาก(%ต่ำ) เสียอีก 

๖.              เงินทุนส่วนหนึ่ง ใช้อย่างไร้สาระ ไม่ค่อยตรงกับวัตถุประสงค์ของงาน 

๗.           เมื่องานไม่บรรลุเป้าหมาย สังคมเลยไม่สนใจงานวิจัยที่ทำมาตามโครงสร้างของหน่วยงาน แต่มักใช้ผลการลองผิดลองถูกเป็นส่วนใหญ่ ที่เรียกว่า "วิจัยเชิงประจักษ์" 

๘.             การวิจัยเชิงประจักษ์ กลับกลายเป็นตัวนำในการพัฒนาประเทศ จึงเป็นที่มาของการวิจัยในชุมชน หรือ วิจัยเชิงปฏิบัติการ 

๙.            นักวิจัยระดับวิชาการปัจจุบันวิ่งตามงานของชุมชน ตรวจสอบผลทางวิชาการ หรือไม่ก็นอกเรื่องไปเลย 

๑๐.       การทำงานวิจัยในชุมชน (อย่างที่เอกทำ) จึงกลายเป็นเครื่องมือและตัวอย่างของการพัฒนาระดับชาติ (แบบไม่น่าเชื่อ) 

๑๑.      ชาวบ้านรอผลงานวิจัยจากนักวิชาการไปต่อยอดงานที่ชาวบ้านทำแบบเชิงประจักษ์ แต่นักวิชาการกลับไปยกย่องงานเชิงประจักษ์ของชาวบ้านเสียอีก (เศร้าจริงๆ) 

๑๒.     งานวิจัยพื้นฐานก็มักนอกเรื่องนอกประเด็น ไม่วิเคราะห์ความเป็นไปได้ และความน่าจะเป็นในสังคมไทย อันนี้ผมเขียนอธิบายไว้แล้วหลายครั้ง ทำให้สังคมทั่วไปยิ่งไม่ให้ความสำคัญกับการวิจัยพื้นฐาน 

๑๓.      งานวิจัยประยุกต์ก็หลุดโลก ไปประยุกต์ได้เฉพาะในแปลงทดลองที่ทำเท่านั้น 

๑๔.     เราใช้ Peer review แบบเตี้ยอุ้มค่อม ที่ลูบหน้าปะจมูก ไม่มีใครกล้าว่าใครในกลุ่ม แบบกลัวจะเสียใจ แต่จะไม่รีรอถ้าแปลกตาแปลกหน้า ทำให้โครงการห่วยๆผ่านสบาย แต่โครงการแนวคิดใหม่ๆ ดีๆอาจถูกบล็อก 

๑๕.     ระบบการศึกษาที่สอนคนให้ท่องจำไปสอบเป็นตัวทำลายวิญญาณนักวิจัยของคนไทย 

๑๖.      ปริญญาของเราส่วนใหญ่ได้มาจากการเรียนในห้องและท่องจำ แม้ในระดับปริญญาเอกก็ยังมี 

๑๗.   เราหานักวิจัยตัวจริงของไทยแทบไม่ได้ จึงต้องไปเริ่มที่การพัฒนาการศึกษา 

๑๘.     การให้ทุนวิจัยกับคนที่ทำวิจัยไม่เป็น ไม่มีวิญญาณนักวิจัย พิจารณาโดยคนที่ไม่เคยทำงานวิจัย เหมือนเอาขันรั่วไปตักน้ำรดก้อนหิน มีแต่เสียน้ำกับได้หินผุ กับตะไคร่น้ำนิดหน่อย 

๑๙.    เราต้องมาแก้ที่การศึกษา พัฒนาคนให้เป็นนักวิจัยแบบค่อยเป็นค่อยไป บ่มเพาะนักวิจัยใหม่อย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำเล่นๆอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

๒๐.      การวิจัยในชุมชนแบบที่ผมทำกับเครือข่ายปราชญ์ และเครือข่ายข้าวอินทรีย์ หรือเอกทำที่ปาย จะเป็นตัวนำทางและตัวอย่างที่ดี แต่ก็ยังไม่พอ 

๒๑.     เรายังขาดนักวิจัยวิชาการเชิงลึกอย่างรุนแรง แหล่งทุนก็ไม่หนุน สังคมก็มองข้าม 

๒๒.     การประเมินผลงานวิจัยดูแต่การตีพิมพ์เป็น Impact factor แทนการใช้ประโยชน์จริง 

๒๓.     มีความพยายามจะแก้ด้วยการจัดการความรู้ แต่ก็มาตีบตันด้วยการลอกเลียนต่างชาติ มากกว่าระบบที่เป็นแบบของไทย 

๒๔.     การแก้ปัญหาวนอยู่ในโอ่ง และเลียนแบบ Best practice ของต่างชาติ โดยเฉพาะการเน้นตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ที่คนไทยแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย 

๒๕.     การแก้ต้องเปิดใจคุยกัน แบบไม่มีอัตตา ทั้งการจัดสรรงบ การประเมินโครงการ การติดตามประเมินผล และการวัดผลกระทบโครงการ  

๒๖.      เรื่องเหล่านี้ไม่ใช้เรื่องเล่น แต่ สกว กับ หน่วยงานสนับสนุนการวิจัยต่างๆ ก็ยังทำงานวนแบบงูกินหาง  

๒๗.   ปัญหามันมาก และซ้อนกันอยู่หลายชั้น ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่คุณภาพคน ทั้งคนพิจารณาและนักวิจัยเอง 

๒๘.     การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชุมชน จะช่วยใช้ชุมชนเข้มแข็งด้านการจัดการความรู้ และเป็นฐานการวิจัยเพื่อชีวิตได้อย่างดี 

๒๙.    การจัดการความรู้แบบธรรมชาติ เป็นการพัฒนาทั้งนักวิจัยและผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมไปพร้อมๆกัน 

๓๐.       การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น น่าจะเป็นทางออกที่ดี และมีศักยภาพสูงในการพัฒนางานวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาของไทย  

สุดท้ายเราต้องกลับมาพัฒนาคน ก่อนสิ่งอื่นใด ครับ