การครองชีวิตคู่ต้องมีปรัชญาชีวิต

           สมัยก่อนตั้งแต่เป็นอัยการจังหวัดผู้ช่วย เวลามีงานแต่งงาน เขามักเชิญผมไปเป็นพิธีกร เขาบอกว่าผมพูดเป็นเรื่องเป็นราวดี พอผมแก่ตัวขึ้น ตำแหน่งโตขึ้นผมก็ปฏิเสธที่จะเป็นพิธีกรในงานแต่งงาน เขาก็เลยเชิญผมไปอวยพรคู่บ่าวสาว เพราะเขาเห็นครอบครัวผม นับตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกมาจนประสบความสำเร็จทุกคน และเขาเห็นผมเป็น family man ก็คงจะมีข้อแนะนำดีๆให้กับคู่บ่าวสาวให้ครองรักกันอย่างยั่งยืน

           ผมก็ต้องหาเรื่องมาพูดเพื่อเป็นข้อคิดให้กับคู่บ่าวสาว ถ้าพูดซ้ำซากคนที่ไปร่วมงานแต่งงานซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนหน้าเดิม แต่บางทีในงานแต่งงานเขาเชิญเราไปอวยพรคู่บ่าวสาวขณะที่ขาหมูกำลังเสิร์ฟ ไม่ค่อยมีคนฟัง ไอ้จะพูดว่า ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ การที่เจ้าภาพเชิญท่านมาร่วมงานในวันนี้ ไม่ได้เชิญให้ท่านมากินอย่างเดียวก็เกินไป ผมก็ต้องใช้กลยุทธ์เอาสิ่งของบนโต๊ะมาเปรียบเทียบเพื่อให้หยุดการกินก่อน ถ้าเป็นโต๊ะจีนอันดับแรกที่มองคือตะเกียบ ครับ ก็ให้เขามองไปที่ตะเกียบ แล้วก็พูดเรื่องปรัชญาของตะเกียบให้ฟังอย่างที่เล่าเมื่อคราวที่แล้ว

          แต่..ถ้าไม่มีตะเกียบผมก็จะขอให้แขกผู้เกียรติกรุณามองที่ช้อนกับส้อม แล้วก็บอกคู่บ่าวสาวว่า ช้อนกับส้อมต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเอง ช้อนที่หน้าที่ตัก ส้อมมีหน้าที่จิ้มหรือประคับประคองอาหารใส่ช้อน หมายถึงการช่วยกันดูแลประคับประคอง ทนุถนอมซึ่งกันและกัน  แต่ช้อนกับส้อมความสูงก็จะเท่ากัน นั่นหมายถึงการที่คู่สมรสมีความทัดเทียมกันจึงต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน

           บางครั้งเป็นอาหารไทย ผมก็ลื่นต่อไปว่า ชีวิตสมรสก็คือการผสมรส หลายรสเข้าด้วยกัน หน้าที่ของคู่บ่าวสาวคือต้องช่วยกันปรุงรสให้พอดี ถ้าเป็นกับข้าวบนโต๊ะมีแกงส้ม คนที่เป็นแม่ครัวไทยเขาจะดูว่าแกงส้มอร่อยไหม ถ้าแกงส้มอร่อย แสดงว่าแม่ครัวคนนี้จะทำกับข้าวอร่อยทุกอย่าง เพราะแกงส้มเป็นแกงที่แกงยาก เราจะทำอย่างไรให้แกงมีความเผ็ดพอดีกับความหวาน ความเค็ม ความเปรี้ยว ชีวิตสมรสก็เช่นกัน เราต้องรู้จักปรุงอารมณ์มนุษย์ให้พอดี ถ้าโกรธมาก หึงหวงมาก บางทีชีวิตสมรสก็อาจอยู่ไมได้ ถ้ารักมากก็อาจจะเจ็บมาก คู่บ่าวสาวต้องรู้จักความพอดี ซึ่งการให้เกียรติกันและกันก็เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตสมรสเช่นกัน ชีวิตสมรสไม่มีสูตรตายตัวแล้วแต่ว่าเราชอบอย่างไหนก็ปรุงให้กับชีวิตของเรา และไม่จำเป็นต้องเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ให้เปรียบเทียบกับตัวเราว่าเราชอบอย่างไรเป็นพอ

          ไม่นานมานี้ ลูกน้องแต่งงานก็เชิญผมไปอวยพรคู่บ่าวสาว ผมก็ขึ้นไปอรัมภบทตามปกติ ถึงบทที่สอนเจ้าสาว ก็บอกว่า ขอให้เจ้าสาวดูแลเจ้าบ่าวเหมือนดูแลหมา ฮิฮิ เสียงหัวเราะคิกคัก..ผมก็บอกว่าขออภัยทุกท่านผมมิได้เปรียบเทียบเจ้าบ่าวเป็นสุนัข แต่ผมกำลังเปรียบเทียบการเอาใจใส่ดูแลให้เกิดความสุขต่างหาก คราวนี้ในงานเงียบกริบคอยฟังผมพูด ผมก็พูดต่อว่า..ที่ขอให้เจ้าสาวดูแลเจ้าบ่าวเหมือนดูแลหมานั้น เพราะว่าเวลาเราเลี้ยงหมา หากเราล่ามโซ่มันให้สั้นติดกับเสา หมามันจะเห่าจะหอนตลอดเพราะมันไม่เป็นอิสระ ถ้าล่ามให้โซ่ยาวหน่อยให้มันไปดมโน่นดมนี่บ้าง มันก็จะไม่ค่อยเห่า แต่ถ้าปล่อยไปไม่ล่ามเลย บางทีมันเตลิดไปติดตัวเมียที่อื่นไม่ค่อยยอมกลับบ้าน  สามีก็เช่นกัน ถ้าตามติดไม่ยอมให้ออกจากบ้านเขาก็จะสร้างเรื่องรำคาญใจ หาเรื่องทะเลาะ  ถ้าปล่อยให้ออกไปเจอโลกภายนอกบ้าง สามีก็จะเกรงใจ แต่ถ้าปล่อยให้ออกนอกบ้านโดยไม่สนใจเลย อาจจะทำให้เขาเตลิดได้เช่นกัน แล้วก็ตบท้ายด้วยการอวยพรให้คู่บ่าวสาวถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร เพราะถ้าอยู่กันจนมีไม้เท้ายอดทอง มีกระบองยอดเพชรถือแล้วก็แสดงว่ามีฐานะร่ำรวย ลูกหลานไม่ทิ้งแน่นอน

           ในวันแต่งงานของผม มีสมุดให้แขกเขียนอวยพรคู่บ่าวสาว มีพี่คนหนึ่งเขียนสั้นๆและเรายึดถือมาเป็นวิถีครองเรือนคือเขาเขียนสั้นๆว่า “ขอให้รักกันเหมือนวันแรกรัก” สั้นๆแค่นี้ ผมรู้สึกเท่ห์มาก เพราะถ้าเรารักกันเหมือนวันที่เรารักกันใหม่ๆจะไม่มีปัญหาครอบครัวเลย เพราะทุกอย่างจะดีไปหมด ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะไม่เห็นความไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่งเลย อยากมีความสุขแบบผมก็ลองรักกันเหมือนวันแรกรักดูซิครับ...