การที่ UNEP (รวมถึงองค์กรใหญ่ๆ) ออกอาการ “โอ๋” เด็กชนชั้นนำที่เข้าร่วมอย่างมากนั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้โอกาสในการเข้าถึงเด็กยากจนลดน้อยลง แต่ยังเพิ่มช่องว่างทางสังคมระหว่างเด็กรวย เด็กจน ให้กว้างขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

จะว่าไปการเข้าประชุมเวทีสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ ที่จัดขึ้น ณ กรุงโซล 25-26  ต.ค. ที่ผ่านมานี้  ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมมาก  เพราะ

1. ผมยังไม่รู้จักกับหน่วยงานระดับสากลด้านนี้ อย่าง UNEP ที่เป็นเจ้าภาพมีความเป็นมา ภารกิจ วิสัยทัศน์ โครงสร้างอะไร อย่างไร ผมไม่รู้

 2. ประเด็นๆหลักๆในการประชุม เป็นเรื่อง วิกฤตโลกร้อน และการใช้พลังงานทดแทนซึ่งจะมีการนำเสนอแนวทางและระดมความเห็นจากตัวแทนที่ UNEP  คัดเลือกมาจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค  ไอ้เรื่องโลกร้อน นี่ผมพอจะผ่านสายตามาบ้าง  แต่ก็ไม่ถึงกับรู้อะไรมากมาย ส่วนพลังงานทดแทนนี่ สมองยังกลวงอยู่             ส่วนเกาหลีใต้นี่ก็เป็นประเทศใหม่สำหรับผม ไม่เคยไปเยือนกับเขาเลย ไปต่างประเทศครั้งล่าสุด ก็เวียดนามเมื่อ 2 ปีก่อน  ตอนนี้ก็ลืมไปหมดแล้วว่าไปสนามบินแล้วต้องทำอะไรบ้าง แต่ข้อนี้ไม่ห่วงเท่าไร เพราะมีทีมจากเมืองไทยไปด้วยก็อุ่นใจ 

 

            การประชุมครั้งนี้ ทำให้ผมมีความรู้และตื่นตัวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเยอะ ในการประชุมทั้งสองวัน หนึ่งในประเด็น สำคัญที่เราร่วมแชร์กันในห้องย่อยก็คือ การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาวิกฤตโลกร้อน ความเป็นไปได้การใช้พลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ การใช้กลไกท้องถิ่น กลไกทางวัฒนธรรม กลไกทางการตลาด โดยการมีส่วนร่วม จากผู้มีส่วนร่วมได้ส่วนเสีย (Stake holder)  ในทุกภาคส่วน

   <p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            น่าดีใจที่ในการประชุมดังกล่าว มีเยาวชนจากหลายประเทศใต้เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็น สาธารณรัฐเชค , ฟิลลิปปินส์ , เกาหลีใต้  รวมถึงเด็กไทยเองมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสชิกการประชุม 40 กว่าคนในครั้งนี้ ให้เยาวชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี </p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"></p><p>              ก็ถือได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าร่วมประชุมกับระดับสากลซึ่งผมเอง ก็ไม่ค่อยพบเห็นการประชุมในลักษณะนี้เท่าใดนัก  </p><p> </p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            อย่างไรก็ตาม  การที่เยาวชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมขององค์กรสากล เช่นนี้ แม้ว่าผมจะชื่นชมในความกล้าหาญและจริงใจของเด็ก แต่ตามกมลสันดานนักวิจัย ผมก็มีข้อสังเกตอยู่บางประการ</p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"></p><p> 1.      การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงเด็กและเยาวชน ควรให้มีตัวแทนจากคนยากจนให้มาก เพราะ เด็กเยาวชนและประชาชนที่ยากจนกลายเป็นผู้ที่รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมมากกว่ากลุ่มคนที่มีอันจะกิน </p><p>2.      การจะเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน ที่ยากจนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น ต้องใช้กระบวนการ ที่เหมาะสมกับบริบทเชิงพื้นที่ และบริบททางเครือญาติ/ครอบครัวของ ตลอดจนพื้นฐานทางไอคิวอีคิวของตัวเด็กเอง ทั้งนี้ควรต้องมีเงื่อนไข ที่ เอื้ออำนวย  ขจัดขั้นตอนที่ยุ่งยาก และจัดหาพี่เลี้ยง หรือที่ปรึกษาให้กับพวกเขาด้วย</p><p></p><p>     ผมพยายามบรรจุข้อสังเกตเหล่านี้ ไว้ในระดมความเห็นในห้องย่อย ซึ่งก็ได้รับการบันทึกไว้ ส่วนจะนำไปขับเคลื่อนงานของ  UNEP  เพียงไร ผมก็ไม่รู้  เพราะตัวเองมาเที่ยงนี้ ก็จับพลัดจับผลูมา หากได้แสดงความคิดที่เป็นประโยชน์ออกไป ไหนๆมาแล้ว ก็ไว้ลายออกไปบ้าง ให้ไม่เสียชื่อประเทศของเรา ซึ่งก็น่าดีใจ ที่เขาก็นำไปบันทึกสรุปไว้เป็นประเด็นอยู่ เราก็ดีใจที่มาไม่เสียเปล่า </p><p></p><p>พอกลับถึงบ้านเกิด ความคิดแว่บนึงมันก็โผล่มา เอ้อก็คิดมาได้อีกประเด็นว่า เอ้อ เฮ้อ UNEP  ก็เหมือนหน่วยงานขนาดใหญ่ทั่วไปที่มักจะ ติดใจ กับกลุ่มเด็กที่พูดเก่ง นำเสนอเก่ง สื่อสารภาษาเดียวกันรู้เรื่อง โดยลืมนึกไปว่ายังมีเด็กและเยาวชนอีกส่วนใหญ่ที่ถูกเบียดบังไว้ข้างหลังด้วยข้อจำกัดสารพัดจะซับซ้อน  </p><p>การที่ UNEP (รวมถึงองค์กรใหญ่ๆ) ออกอาการ โอ๋เด็กชนชั้นนำที่เข้าร่วมอย่างมากนั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้โอกาสในการเข้าถึงเด็กยากจนลดน้อยลง แต่ยังเพิ่มช่องว่างทางสังคมระหว่างเด็กรวย เด็กจน ให้กว้างขึ้นอย่างไม่รู้ตัว </p><p>มิพักต้องพูดถึงการยกให้เด็กเกิดอาการกร่าง และเคยชินกับการถูกเอาใจ และผนวกเข้าไปติดกับการบริโภค ความสะดวกสบายที่มาพร้อมกับสถานภาพความเป็นผู้นำ </p><p>พูดง่ายๆ ก็เป็นการสปอยล์เด็ก ซึ่งเด็กเองอาจจะไม่ทันรู้ตัว แต่เซ็นส์ผมมันบอกว่า วิธีคิดเรื่องการพัฒนาเด็กแบบนี้มันมีปัญหา และมีผลต่อสังคมในวงกว้าง </p><p>แว่บนึง ในขณะที่ผมกำลังเข้าร่วมประชุมกับ UNEP ที่เกาหลีใต้ โดยพยายามสะท้อนเสียงที่ไม่ได้ยิน  ของเด็กชายขอบบ้านเรา เช่น เด็กไร้สัญชาติ  แรงงานอพยพ  เด็กชาวเขา เด็ก “ไม่เอาไหน” ใจผมก็นึกตั้งคำถามอยู่ว่า  </p><p>แล้วพรรคการเมืองก็ดี หน่วยงานรัฐในระดับจังหวัดก็ดี ท้องถิ่นบ้านเราก็ดี กลุ่มคนที่ประกาศตัวเองว่าจะทำเพื่อเด็กก็ดี ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่  </p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal">            แต่นั่นอาจจะไม่ใช่คำถามที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งสำคัญและเป็นไปได้มากกว่า ก็คือ วันนี้และพรุ่งนี้ตัวเราจะทำอะไร </p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0pt" class="MsoNormal"></p>            ซึ่งมันสำคัญไม่น้อยไปกว่าการประชุมระดับนานาชาติเลยนะครับ