ชวนชมมีกี่สายพันธุ์ขออ้างและขออนุญาตนำ ข้อมูลของ รศ.ดร. สาวิตรี มาลัยพันธุ์ มานำเสนอนะครับ
http://www.ku.ac.th/e-magazine/march46/agri/flower.html
คนไทยรู้จักชวนชมมามากกว่า 70 ปี ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ใดนำเข้ามามีแต่ข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นไม้นำเข้าจากอินโดนีเซียหรือชวาเพราะแต่เดิมเคยเรียกว่า "ลั่นทมยะวา" ชื่อลั่นทมอาจจะเรียกตามความเข้าใจของคนในสมัยนั้นที่คิดว่าชวนชมอยู่สกุลของลั่นทมเพราะมีดอกคล้ายกันส่วนคำว่ายะวาเพี้ยนจากชื่อเมืองชวาตามความเป็นจริงแล้วชวนชมก็ไม่ใช่พื้นเมืองของชวา แต่อาจจะนำเข้ามาจากฮอลแลนด์เพราะครั้งนั้นชวาถูกปกครองโดยชาวดัชอยู่ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มของนักสะสมรวบรวมพันธุ์ไม้ทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งเพราะถิ่นเดิมชวนชมอยู่ในอาฟริกา และต่อมาพระนางเธอลักษมีลาวัณ ในรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนชื่อโดยตามความเหมาะสม มีความรู้สึกที่ดีเป็น "ชวนชม" ต้องตามลักษณะของต้นไม้ในสมัยเดียวกันนั้นเอง
ปัจจุบันนักพฤกษศาสตร์ได้จัดให้ชวนชมอยู่ในสกุล adenium Roem & Schult (Mock Azalea, Desert Rose, Impala Lily, Kudu Lily, Sabi Star) ในวงศ์ Apocynaceae โดยพืชในวงศ์นี้มีลักษณะเด่นที่มักจะมียางขุ่นขาวและมักจะมีพิษเกสรเพศผู้และเมียถูกปกปิดอยู่ลึกมองเห็นไม่ชัดเจนเช่นดอกไม้อื่น ๆไม้ในวงศ์นี้ที่เห็นรู้จักกันทั่วไปมีทั้งเป็นไม้พื้นเมืองและนำเข้าได้แก่ ยี่โถลั่นทม บานบุรี รำเพย พุด พังพวย โมก หิรัญญิการ์ หนามแดง ตีนเป็ดทะเล สัตบรรณยางน่อง ฯลฯ ชวนชมเป็นพืชอายุหลายปี ทนแล้ง มีลักษณะเด่นที่เป็นไม้เนื้ออ่อนอวบน้ำเก็บกักตุนอาหารไว้ที่ลำต้น โขด (cordex, ส่วนต่อของลำต้นกับรากที่ขยายใหญ่ขึ้น) และราก ดอกมีห้ากลีบ สีชมพูอมแดง ส่วนกลางดอกจะเห็นระยางค์ 5 เส้นยื่นยาวชัดเจนเป็นส่วนปลายของอับเรณูอยู่ภายในกรวยดอกไว้ล่อแมลงที่ส่วนฐานกลีบดอกเชื่อมติดรวมเป็นกรวย ฐานกรวยเป็นที่ตั้งของรังไข่ 1 คู่ถ้าได้รับการผสมเกสรสมบูรณ์จะเจริญเป็นฝักยาวคล้ายเขากวางอิมพาลาภายในฝักมีเมล็ดเรียงเป็นแถวจำนวนเป็นสิบจนถึงร่วมร้อยเมล็ดทรงกระบอกเรียวยาวขนาดรูปร่าง สีใกล้เคียงเมล็ดข้าวเปลือกที่มีตอนปลายตัดทั้งสองด้านพร้อมมีพู่กระจุกขนประดับช่วยพยุงเมล็ดให้ปลิวไปตามลมได้ไกลๆ
แหล่งกำเนิดดั้งเดิมในธรรมชาติของพืชในสกุลชวนชมมีสองแหล่งใหญ่คือแหล่งที่หนึ่ง พบตามแนวฝั่งตะวันออกของทวีปอาฟริกาได้แก่ชนิด
1. Adenium obesum Balf. f. (Desert Rose, Mock Azalea, Impala Lily ได้แก่พันธุ์พื้นเมือง) พบตอนใต้ซาอีล แทนซาเนีย ซิมบักเวย์ และตามแนวฝั่งทะเลของเคนย่าเป็นชนิดดั้งเดิมที่นำเข้ามาครั้งแรกดังกล่าวข้างต้น จึงพบกันทั่วไปในประเทศไทยจนบางครั้งถูกเรียกเป็นพันธุ์ไทยหรือพันธุ์พื้นเมืองไป ลักษณะเด่นของชนิดนี้คือลำต้นส่วนใหญ่จะแตกกิ่งแขนงมาก รูปทรงคล้ายไม้ยืนต้นพวกจามจุรีโคนต้นติดกับโขดมักไม่ขยายพองกว้างใหญ่มากนักจะเก็บสะสมอาหารและน้ำไว้ที่ส่วนรากที่มีขนาดใหญ่มาก ใบเรียบมัน ไม่มีขนสีเขียวอ่อนสดใส เส้นใบหลักและแขนงมีสีอ่อน เห็นชัดเจน ดอกสีชมพู ขอบกลีบสีเข้มภายในกรวยมีเส้นนำทางเข้าสู่ต่อมน้ำหวาน (nectar guide) ใต้ฐานกลีบดอก กลีบละ 1 เส้น ภายในกรวยดอกสีเหลือจะเห็นระยางค์ของอับเรณู 5 เส้นอยู่ภายในกรวยที่ไม่มีขนมากนัก ออกดอกดกเกือบทั้งปีต่อมาไม้ชนิดนี้ได้มีการปรับปรุงและคัดสายพันธุ์ทั้งในและต่างประเทศไม้ที่เพาะจากเมล็ดเกิดความหลากหลาย เกิดส่วนโขดขยายพองโตมาก รากใหญ่ ดอกมักจะออกที่ปลายกิ่ง ดอกมีขนาดและสีแตกต่างกันมาก จากขาวจนถึงแดงเข้มเกิดดอกลายมีเหลื่อมสีมากขึ้น จำนวนดอกในช่อมีมากขึ้นบางสายพันธุ์ดอกจะบานนานขึ้นกลายเป็นไม้ติดตลาดยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งสำหรับในประเทศไทยแรกเริ่มมากกว่าสิบปีมีผู้นำชวนชมกลุ่มที่มีโขดใหญ่เข้ามาจากแหล่งเพาะขยายพันธุ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาแต่ยังไม่เป็นที่แพร่หลายแต่หลังจากนั้นมีการนำเข้ามาจากฮอลแลนด์ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นจนเป็นที่รู้จักและเรียกกันทั่วไปว่าเป็นกลุ่มลูกผสมสายพันธุ์ "ฮอลแลนด์" และก็ยังมีการนำเข้าของสายพันธุ์เด่น ๆ จากไต้หวัน และสหรัฐอเมริกาเข้ามาเพิ่มเติมเนื่องจากสายพันธุ์ลูกผสมชนิดนี้ในประเทศไทย สีสรรมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นจากขาวจนถึงแดงเข้มจัดในบางสายพันธุ์ เป็นที่นิยมมากมายหลายร้อยชื่อนับเป็นประเทศชั้นแนวหน้าที่ต่างชาติกลับเข้ามาซื้อหาสายพันธุ์และจำนวนต้นมากมายจนมีชื่อเสียงมากในโลกปัจจุบันสำหรับต้นพื้นเมืองเดิมหรือลูกของออลแลนด์ที่มีดอกไม่สวย เมื่อมีลำต้นโขดและรากขนาดใหญ่จะนำมาตัดแต่งรูปทรงให้สวยงามนำมาใช้เป็นต้นตอเพื่อต่อกิ่งสายพันธุ์ที่ดีลงก็จะให้ดอกสวยงามต่อไป
2) A. multiflorum Klotzsch ได้แก่ แดงเอหรือแดงอาฟฯพบที่โมแซมบิคบางครั้งจึงพบว่าจัดชนิดนี้เป็นชนิดย่อยของ obesum เพราะโครงสร้างลำต้นทั่วไปคล้ายชวนชมพื้นเมือง เจริญเติบโตเร็วแข็งแรงลักษณะเด่นที่แยกได้ชัดคือภายในกรวยดอกมีเส้นนำทางน้ำหวานอยู่ 15 เส้น (3เส้น/กลีบดอก) สีพื้นดอกเป็นขาวขอบแดงเข้ม ขอบกลีบบิดเล็กน้อยระยางค์ของอับเรณูยาวเลยส่วนกรวยดอก ใบแตกต่างมากเป็นสีเขียวอมเทาเป็นมันส่วนปลายใบมนขยายกว้างและมักเว้าลึกที่กึ่งกลางมักทิ้งใบหมดหลังหนาวจัดแล้วจึงให้ดอกบานเต็มต้นชวนชมชนิดนี้คาดว่านำมาในประเทศไทยใกล้เคียงกันกับชนิดแรกข้างบนหากแต่ไม่เกิดความนิยมเท่า อาจจะเป็นเพราะจัดเป็นพันธุ์หนักมีดอกยาวจะบานพร้อมกันมากเป็นบางฤดูเท่านั้น
3) A. swazicum Stapf (Impala Lily หรือกลุ่มช็อคกิ้งพิ้ง) พบที่สวาซิแลนด์ โมแซมบิค ทรานซ์วาล ของอาฟริกาใต้เป็นไม้ที่มีลักษณะเป็นพุ่มแตกกิ่งแขนงมาก โขดไม่ขยายอยู่ใต้ดินเก็บอาหารที่รากใบเรียวยาวไม่เป็นระเบียบ มีสีเขียวอ่อนมักพับเข้าหากันที่กึ่งกลางใบ มีขนละเอียดทั้งด้านบนและล่าง ดอกสีขาว ชมพูจนถึงม่วงเป็นสีทึบแน่นเสมอกันทั่วกลีบจนถึงกรวย ซึ่งไม่มีเส้นนำทางน้ำหวานกลีบดอกกว้างเกยกัน ระยางค์ของอับเรณูสั้นมากซ่อนหลยอยู่ส่วนลึกในกรวยโดยมากดอกบานมากช่วงฤดูร้อน แต่บางสายพันธุ์ให้ดอกได้ตลอดทั้งปีเป็นไม้นำเข้ามาในประเทศไทยทั้งเมล็ดและกิ่งตอนมากมายหลายสายพันธุ์ช่วงสิบปีนี้รู้จักกันในชื่อช็อคกิ้งพิ้ง รจนา ทับทิม เกล็ดไพริน เพ็ญนภา ขาวหิมะ และม่วงฮาวายเป็นต้น
4) A. bomianum Schinz ได้แก่กลุ่มดอกผักบุ้ง ใบกระท้อน ใบฝรั่งพบที่นามิเบียและแองโกล่า ลักษณะเด่นของชนิดนี้คือ ลำต้นตั้งตรง โขดมีขนาดเล็กใบมีขนละเอียดปกคลุม ขนาดกว้างใหญ่มาก ปลายใบกว้างมากดอกทั้งกลีบดอกและกรวยเป็นสีชมพูทึบแน่นเป็นเนื้อเสมอเดียวกันลักษณะกลีบค่อนข้างกลมกลีบเกยกันระยางค์ของอับเรณูสั้นมากซ่อนหลบอยู่ส่วนลึกของกรวยในต่างประเทศมีดอกบานช่วงสั้นเพียงช่วง 2-3 อาทิตย์ในฤดูร้อนได้นำเข้ามาในประเทศไทยช่วง 5-6 ปีที่แล้วเป็นไม้ที่นำเมล็ดและกิ่งตอนเข้ามาจากแหล่งสะสมพันธุ์ไม้ของสหรัฐอเมริกา และที่ฮาไวรู้จักกันในชื่อ เจ้าเงาะ พระสังข์ ดอกสีโอวัลติน เชอร์รี่พิ้งค์ ม่วงอุษาม่วงฮาวาย และหนึ่งฤทัย เป็นต้น
5) A. oleifolium Stapf ได้แก่กลุ่มใบเงินพบที่บอทสวาน่า นามิเบีย ทรานซ์วาล เบคชัวนาแลนด์ และอาฟริกาเหนือและใต้เป็นไม้พุ่มเตี้ยแตกกิ่งมากใบแคบเขียอ่อน บางครั้งเป็นสีเขียวอมเทาเป็นเงินวาวใบมักจะแบนแคบรูปใบพาย มีขนละเอียดปกคลุมมาก เส้นแขนงใบเห็นไม่ชัดเจนการจัดวางใบไม่เป็นระเบียบ มีโขดใหญ่ มักมีสีคล้ายดินลูกรัง ชอบฝังอยู่ใต้ดินบางต้นอาจหนักเกือบ 30 กิโลกรัม ดอกมีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางกลีบดอกค่อนข้างแข็งหนากว่าชนิดอื่น ๆ สีชมพูกลีบแคบไม่เกยกัน กรวยสีเหลืองทองเส้นนำทางน้ำหวานพาดยาวจากกรวยถึงบนกลีบดอกชัดเจนระยางค์อับเรณูยาวประมาณปากกรวยดอก อายุฝักกว่าจะแก่ใช้เวลานานเกือบหนึ่งปีเมล็ดมีขนาดใหญ่มาก ไม่พบว่ามีการติดักในบ้านเราสายพันธุ์จึงไม่มีการพัฒนาในประเทศไทยนำเมล็ดเข้ามาปลูกกันไม่มากนักรู้จักกันในชื่อไม้นำเข้า บลูฮาวาย ยักษ์ใบเงิน
6) A. somalense var. somalense Balf. f. ได้แก่กลุ่มยักษ์ใบยี่โถ ยักษ์ใบเรียว พบที่โซมาเลีย แทนซาเนียและตะวันตกเฉียงเหนือของเคนย่าเป็นไม้ยืนต้นจัดว่าเป็นชวนชมยักษ์อีกชนิดหนึ่งที่มีลำต้นตรงใหญ่ชะลูดทางสูงมากกว่าการแตกกิ่งทางด้านข้างดังพวกพันธุ์ obesum และโขดโตมากเป็นกรวยสูงรับกับลำต้นส่วนรากไม่ขยายรับกับความใหญ่สมกับลำต้นที่พบในท้องถิ่นเดิมของอาฟริการายงานว่าสูงถึงสามเท่าช่วงตัวคน มีโคนใหญ่กว่าถัง 200 ลิตร ในบ้านเราโตเร็วมากปลูกได้ไม่กี่ปีก็อาจสูงกว่า 2 เมตร ใบเรียวแคบไม่มีขนสีเขียวสดใส เห็นเส้นใบขาวเด่นชัด รูปร่างคล้ายใบยี่โถมาก จะทิ้งใบหมดหากกระทบแล้งเป็นไม้ที่ออกดอกดกมาก เป็นฤดูชอบออกดอกตามลำต้นและกิ่งหลักดอกมีขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง สีชมพูริมขอบกลีบแดง และซีดลง บริเวณส่วนกลางดอกกลีบดอกไม่เกยกัน กรวยดอกมีเส้นนำทางน้ำหวาน 15-25 เส้นยาวเลยเข้ามาที่กลีบดอกเล็กน้อย ระยางค์อับเรณูยาวเลยปากกรวยดอก ติดฝักได้ดีพอสมควรเมล็ดมีขนาดใหญ่ เป็นไม้ที่นำเข้าในประเทศไทยมากกว่า 20 ปีจากแหล่งเพาะเลี้ยงเคคทัสในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันจึงมีต้นชนิดนี้ที่นำเข้ารุ่นแรก ๆสูงกว่า 3 เมตร สวยงามมาก มีการพัฒนาทั้งต้นและดอกไปมากแต่ส่วนใหญ่มักจะเน้นให้คงสภาพลักษณะสายพันธุ์ยักษ์ดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด
7) A. somalense var. crispum ได้แก่กลุ่มยักษ์แคระ ดอกสีโกโก้พบที่โซมาเลีย เคนย่า และแทนซาเนีย เป็นชนิดย่อยของกลุ่มยักษ์ใบยี่โถ แตกต่างกันมากเพราะเป็นไม้พุ่มเตี้ยที่มีโขดกลมอยู่ใต้ดิน ใบเรียวแคบยาวแหลม ขอบใบหยิกเป็นคลื่นผิวใบเป็นมัน สีเขียวเข้มอมน้ำตาลหรือเทา มักเห็นเส้นใบชัดเจนชอบออกดอกดกมากเป็นครั้งคราว แต่ช่วงการบานนาน ดอกมีขนาดเล็กบานทน มีสีชมพูจนถึงแดงบางสายพันธุ์มีสีแดงอมน้ำตาล สีซีดเข้าสู่กึ่งกลางดอก กลีบดอกแคบเป็นแถบค่อนข้างยาวมักบิดเป็นเกลียว แต่บางชนิดปลายดอกแหลมคล้ายรูปดาว ส่วนมากจะมีเส้นนำทางน้ำหวาน 15 เส้นจากในกรวย ซึ่งอาจทอดยาวแตกแขนงยาวเลยออกมากระจายไปทั่วกลีบทำให้เห็นความแตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ อย่างชัดเจนระยางค์อับเรณูหดสั้นอยู่ภายในกรวยสายพันธุ์นี้นำเข้ามาในประเทศไทยจากแหล่งเพาะพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา ประมาณ 5 ปีหลังนี้ ปลูกเลี้ยงกันในชื่อยักษ์แคระอเมริกาเป็นที่นิยมมากในการเสียบเข้ากับตอที่แข็งแรงขนาดใหญ่ จะให้ดอกดกมากใช้เป็นไม้ตกแต่งยอดเยี่ยม
ชวนชมที่พบตามธรรมชาติแหล่งใหญ่แห่งที่สองนั้นอยู่แถบคาบสมุทรอาหรับมีสองชนิดคือ
1) Adenium arabicum Balf. f. ได้แก่ยักษ์อาหรับ ยักษ์ซาอุฯ ยักษ์อริโซน่าพบที่แถบตอนใต้และตะวันตกของริมคาบสมุทรอาหรับ ลำต้นสูงใหญ่ใต้ใบมีขนละเอียดนุ่มออกดอกดกตามลำต้นกิ่งหลักและกิ่งแขนง ดอกสีชมพูสดใสส่วนใหญ่จะซีดลงจนถึงขาวในส่วนลึกของกรวย ซึ่งมีขนละเอียดยาวมากกว่าชนิดอื่น ๆฝักมักมีสีแดงเข้ม ขนาดฝักและเมล็ดอ้วนใหญ่กว่าพันธุ์ obesum มากชวนชมยักษ์ในชนิดนี้แบ่งลักษณะลำต้นออกเป็นสองฟอร์มคือ ฟอร์มซาอุมีลำต้นเป็นแบบไม้ยืนต้น ลำชี้ ขึ้นตรง สูงได้ถึง 4 เมตรถ้าพบในแถบภูเขาสูงจะเตี้ยลงแต่ขนาดโขดจะใหญ่ขึ้น ใบไม่กว้าง ดอกสีชมพูมีขนาดเล็ก (4 เซนติเมตร) ส่วนอีกฟอร์มมีลักษณะลำต้นเตี้ย แต่มีฐานโขดใหญ่กว้างถึงหนึ่งเมตรชอบแตกกิ่งแขนง มีใบกว้างใหญ่มาก ดอกมีขนาดกลางประมาณ 8.5 เซนติเมตรในกรวยดอกมีเส้นนำทางน้ำหวาน 5 เส้น เรียกฟอร์มเยเมนสายพันธุ์ที่รู้จักนิยมปลูกกันมีดอกขนาดใหญ่พิเศษคือ "สิงคโปร์" บางสายพันธุ์มีผิวของลำต้นออกทางขาวนวล แดงอมน้ำตาล เขียวอ่อนหรือเขียวอมเหลืองหลากหลายสี ในสายพันธุ์นี้ส่วนใหญ่ได้ทยอยนำเข้ามาทั้งต้นและเมล็ดจากผู้ที่เคยทำงานเขตตะวันออกกลางเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันจึงได้มาจากหลายแหล่ง หลายรูปแบบโครงสร้าง เจริญเติบโตได้ดีอัตราการเติบโตเร็วกว่าพวกชวนชมพื้นเมืองทั่วไป เพราะมีโขดใหญ่กว่ามากเป็นไม้ที่นิยมกันอีกชนิดหนึ่งในบ้านเรานั้นมักเรียกชื่อสายพันธุ์ตามแหล่งใหญ่ที่ผู้นำเข้าได้แก่ยักษ์อาหรับสายคุณหญิงพหลฯ สายสิงห์บุรี สายลพบุรี สายอยุธยา สายองครักษ์และสายเมืองคง (โคราช) ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างกันไปจนเป็นที่น่าสังเกตได้จากสีรูปร่างใบ และลักษณะโขด แต่โดยมากที่พบมักจะเป็นประเภทมีฐานโขดกว้างชอบแตกหน่อหลายลำออกจากฐานโขด เป็นทรงกรวยใหญ่ชี้ตรงขึ้นฟ้า ออกดอกตกตามลำต้นและยอดจำนวนต้นยักษ์อาหรับยังมีไม่แพร่หลายมากนัก สามารถติดเมล็ดได้บ้างในบ้านเราเองจึงเกิดพัฒนาสายพันธุ์ไปได้สีดอกเกิดการกลายพันธุ์จากชมพูไปถึงสีขาวและแดงเป็นเอกลักษณ์ต่างจากสายพันธุ์ดั้งเดิมมาก
2) A. socotranum Vierh. ได้แก่ ยักษ์ซาอุฯ เพชรบ้านนา ยักษ์บางคล้าพบที่เกาะโซโคทร้าของเยเมน ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรอินเดียและพบที่ตอนใต้อาหรับถือว่าเป็นชวนชมพันธุ์ยักษ์ที่แท้จริงลำต้นเมื่อมีอายุมากจะมีผิวเปลือกย่นคล้ายหนังช้างโครงสร้างเป็นกรวยตรงใหญ่สูงหลายเมตร มีรายงานว่าพบสูงถึง 6 เมตร โขดกว้างถึงเกือบ 2 เมตรครึ่ง ส่วนยอดจะแตกกิ่งมีข้อสั้นเป็นแขนงมากมายคล้ายต้นไม้ใหญ่ที่มีรากชี้ฟ้า รูปทรงใกล้เคียงกับต้นไม้ยักษ์ที่ชื่อบาวบับในระยะเป็นต้นขนาดเล็กที่เกิดจากการเพาะเมล็ดจะเห็นความแตกต่างจากชนิดอื่นที่ไม่แตกกิ่งแขนง หน่อหรือลำต้นออกจากโคนหรือโขดที่มักจะยกตัวลอยอยู่เหนือพื้นดินเก็บอาหารไว้ที่โขดและลำต้นที่เป็นลำแท่งตรงใหญ่และที่โคนซึ่งมีรากใหญ่ลอยตัวพ้นผิวดินบิดงอซับซ้อนมีความสวยงามลำต้นแม้จะมีขนาดเล็กก็ดูคล้ายบอนไซ จัดเป็นต้นชวนชมที่เด่นที่สุดออกดอกดกตั้งแต่อายุ 2 ปี เมื่อทิ้งใบหมดต้นก็จะออกดอกเป็นสีชมพู มีขนาดเล็กและมักบานพรูพร้อมกันทั้งต้น มีตาดอกที่กิ่งแขนงและปลายยอดให้ช่วงฤดูการบานของดอกทนนาน บางสายพันธุ์ให้ดอก 2 ครั้งต่อปีลักษณะใบค่อนข้างเรียวยาวกว้างที่ใกล้ส่วนปลาย ใบค่อนข้างหนาเป็นมันสีเขียวเข้มและเห็นเส้นกลางใบสีขาวชัดเจน
ชวนชมชนิดนี้เป็นพันธุ์หายากพบว่ามีที่ปลูกไว้น้อยมากในสถาบันแหล่งสะสมสายพันธุ์ของต่างประเทศนับว่าเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยเราที่มีผู้ซึ่งไปทำงานซาอุดิอารเบียมีความรู้เรื่องต้นไม้แปลกได้นำเข้ามาเป็นกิ่งชำปลูกไว้ที่นครนายกเมื่อประมาณเกือบสิบปีที่แล้วโดยในตอนแรกไม่ทราบว่าเป็นชนิดใด จึงเกิดเป็นชื่อสายพันธุ์ยักษ์ซาอุฯ เพชรบ้านนาและโดยบังเอิญที่เป็นสายพันธุ์ชนิดนี้ ซึ่งค่อนข้างจะหาได้ยากในเขตอาหรับตอนใต้แต่จะพบมากที่สุดโดยเฉพาะที่บนเกาะโซโคทร้าของเยเมนเท่านั้นทั้งลักษณะต้นนำเข้ามานี้โตมาจากกิ่งปักชำ จึงดูแตกต่างมากจากต้นที่เพาะจากเมล็ดจนกระทั่งเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วได้ติดตามลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของสายพันธุ์นี้ที่ยิ่งแสดงความชัดเจนมากขึ้นในรุ่นลูกที่ได้จากฝักของต้นนี้ซึ่งให้จำนวนเมล็ดน้อยมาก แต่มีความนิ่งของสายพันธุ์และแสดงโครงสร้างลำต้นดอกแตกต่างจากชวนชมชนิดอื่น ๆประกอบกับมีการนำเข้าพันธุ์แท้บางต้นจากเยเมน จึงได้แน่ใจกันว่าเป็นชนิด socotranum และหลังจากนั้นก็พบว่ามีการนำเมล็ดเข้ามาจากซาอุฯ อีกชุดหนึ่งเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วซึ่งแต่เดิมคาดว่าเป็นเมล็ดยักษ์อาหรับธรรมดาเท่านั้น แต่มีขนาดใหญ่กว่าปกติจึงได้เพาะเจริญเติบโตอยู่ที่บางคล้า ฉะเชิงเทรา ต่อเมื่อต้นชุดนี้มีอายุหลายปีมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงแสดงลักษณะชนิดพันธุ์ชัดเจนและในขณะนี้สายพันธุ์กลุ่มนี้ก็ได้กระจายอยู่ทั่วไปในกลุ่มนักเลี้ยงชวนชมแล้ว
เนื่องจากชวนชมชนิดนี้ติดฝักค่อนข้างยากแต่ถ้าได้ติดเป็นฝักสมบูรณ์แล้วมักจะไม่กลายพันธุ์จึงเป็นส่วนดีจำนวนต้นกล้าจึงไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดและอาจจะกล่าวว่าชวนชมที่หายากชนิดนี้ในประเทศไทยเรามีการเพาะปลูกมากที่สุดในโลกก็อาจเป็นได้
เมืองปัก
ไม้ประดับนามว่า ชวนชม
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ตันติราพันธ์ · 30 ต.ค. 2550
Muengpak paktongchai · 30 ต.ค. 2550
จันทรรัตน์ เจริญสันติ · 30 ต.ค. 2550
ดอกแก้ว · 30 ต.ค. 2550
NIKHOM · 30 ต.ค. 2550
coffee mania · 30 ต.ค. 2550
seangja · 30 ต.ค. 2550