เราหวังว่าเงาไม้ต้นนี้จะให้ความร่มเย็นแก่เพื่อนมนุษย์บ้าง เพียงท่านได้พักผ่อนหายเหนื่อย และเราได้เห็นรอยยิ้มแห่งความสุขของเพื่อนมนุษย์ พวกเราก็ดีใจแล้ว

ประวัติกลุ่มร่มไม้ใหญ่ใกล้ทางจากการรวมกลุ่มเพื่อนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ณ ตำบลบ้านเป้า อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ โดยใช้ชื่อว่า กลุ่มเพื่อนปีมะเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในกลุ่มคนไม่มากนัก ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 เพื่อเป็นการตอกย้ำอุดมการณ์ของกลุ่มเพื่อนปีมะให้หนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น ครั้นพอถึงครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2550 ได้เพาะบ่มอุดมการณ์ความมุ่งมั่นและความตั้งใจจนเปี่ยมล้น จึงกลายมาเป็นกลุ่มร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กลุ่มเด็ก คนชรา ผู้พิการ ผู้ทุกข์ยาก และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มประชากรที่สังคมมนุษย์ควรให้ความสนใจ โดยมิอาจที่จะปล่อยไว้ตามยถากรรม ด้วยสภาพที่เขาเหล่านั้นเป็นอยู่ ไม่มีใครที่ใคร่ปรารถนานัก แต่ด้วยเลือกสถานภาพและเลือกการเกิดมิได้ ใครไหนเล่าจักอยากมีชีวิตเยี่ยงนั้น ยามใดที่พบปัญหา อุปสรรค ผิดพลาด รู้สึกท้อแท้ เหนื่อยล้า และสิ้นหวัง สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือ ผู้ให้ที่พักพิง ให้ความอบอุ่นและให้ขวัญกำลังใจ  กลุ่มร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง ยินดีที่จะให้ร่มเงาแด่นักเดินทางชีวิตที่เหนื่อยล้าได้แวะมาพักผ่อน หลังจากหายเหน็ดเหนื่อยแล้ว จะได้ออกเผชิญโลกมายาแห่งชีวิตต่อไป อันว่าร่มไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ทางย่อมมีนักเดินทางแวะมาพักอาศัยร่มเงาอยู่บ้าง จะต่างกับร่มไม้ใหญ่ในป่าลึก ย่อมมีน้อยคนนักที่จะเดินทางเข้าไปถึงและได้อาศัยร่มเงา แรกเริ่ม ต้นไม้ย่อมมีใบและกิ่งก้านที่น้อยร่มเงาย่อมน้อยเป็นธรรมดา พอนานวันหลายเดือน หลายปี ใบไม้และกิ่งก้านสาขามีมากหลาย ย่อมให้ร่มเงามากขึ้น เฉกเช่นหนึ่งคนหนึ่งใบ ร้อยคนร้อยใบเช่นกัน กลุ่มร่มไม้ใหญ่ใกล้ทางยินดีให้ความช่วยเหลือช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยังลำบาก ไปเติมเต็มส่วนขาดของเขาเหล่านั้นทั้งทางด้านกาย จิต สังคม เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์

    

[เด็กเหมือนกัน ยิ้มเหมือนกัน แต่แตกต่างกัน]

เหตุการณ์หนึ่งในความทรงจำจากการที่ได้เข้าเยี่ยมผู้พิการในเขตตำบลบ้านเป้า อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ และพบปะผู้ดูแลจำนวนประมาณ 50 คนเมื่อปี พ.ศ.2547ได้พบเห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้พิการตามบ้านนอก ซึ่งดูแลกันอย่างแร้นแค้นอย่างคนยากจน และได้พูดคุยกับผู้ดูแลผู้พิการคนหนึ่งมีความรู้สึกสงสารเขามาก สงสารทั้งผู้พิการ ทั้งผู้ดูแล เพราะครอบครัวนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะร่ำรวยอะไรนัก มีผู้พิการทางด้านสติปัญญามาแต่กำเนิด 2 คน เป็นเพศชาย 1 คน เพศหญิง 1 คน อายุของผู้พิการอยู่ในวัย 30 ปีต้นๆ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แม้กระทั่งการอาบน้ำ รับประทานอาหาร หรือการขับถ่าย ผู้ดูแลเป็นมารดาของผู้พิการเอง จากการพูดคุยและการสังเกต ผู้เป็นมารดาจะดูแลบุตรที่เป็นผู้พิการอย่างดี ไม่ปล่อยทิ้งไปที่อื่น หรือถ้ามีความจำเป็นจริงๆก็จะฝากคนข้างบ้าน รีบไปทำธุระและก็รีบกลับ ซึ่งก็ไม่บ่อยนัก ส่วนหัวหน้าครอบครัวก็ต้องไปทำงานเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่าย ปัจจุบันนี้สองสามีภรรยาอายุก็มากเข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว แต่ความรักระหว่าง บิดา มารดา กับบุตร ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้วกาลเวลา 30 กว่าปีไม่เคยทำให้ผู้เป็นมารดาเปลี่ยนไปจากเดิมเลย ยังคงเฝ้าทะนุถนอมบุตรเป็นอย่างดีอย่างที่เคยปฏิบัติมา พอออกจากบ้านหลังนี้ก็เลยไปดูอีกหลังหนึ่ง ไปเจอผู้พิการ ทางสมอง ถูกไฟไหม้ไปทั้งตัวเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่เป็นด้วยเพราะเหตุใดที่ทำให้เขายังมีชีวิตอยู่และต้องใช้ชีวิตแบบผู้พิการอย่างทรมาน ซึ่งทั้งๆที่แรกเกิดจนโตเป็นหนุ่มเขามีสุขภาพจิตและร่างกายเหมือนคนปกติทั่วไป พอมาถึงบัดนี้เขาต้องเป็นผู้พิการ ไม่ยอมพูดกับใครมาหลายปีแล้ว เดินก็ไม่ได้ ญาติ พี่ น้อง รังเกียจ เขาไม่ให้อยู่ร่วมบ้านชายคาด้วย เขาไปมุงกระต๊อบให้อยู่คนเดียว ผู้พิการขาดการเหลียวแลเอาใจใส่ แม้กระทั่งการขับถ่าย ก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของถ่ายหนัก หรือถ่ายเบา เอากันตรงนั้นเลย มีแต่แม่ผู้เดียวเท่านั้นที่ต้องคอยดูแลในเรื่องดังกล่าว ส่วนเรื่องอาหารบางวันได้กิน บางวันก็ไม่ได้กิน ก็เพราะด้วยความยากจนตามแบบของชาวชนบททั่วไป จากการพูดคุยและสังเกตผู้พิการและผู้ดูแล จะไม่ค่อยได้เห็นรอยยิ้มของกลุ่มคนเหล่านี้เลย จะมีบางครั้งที่เขาเผลอยิ้มแล้วเราแอบเห็น แต่จะเป็นรอยยิ้มที่หดหู่ ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน ผู้ดูแลเล่าว่า บางวันเขาต้องไปรับจ้างเพื่อจะให้ได้มาซึ่งเงินเพื่อนำมาเป็นค่าอาหารจนถึงกับว่าต้องปล่อยให้ลูกที่พิการต้องอยู่คนเดียว วันนั้นเชื่อได้เลยว่าผู้พิการไม่ได้รับประทานอาหารเพราะช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องรอจนกว่าแม่จะกลับมาจากรับจ้างถึงจะได้รับประทาน  จากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าคิดต่อไปว่า ถ้าหากมารดาของเขาซึ่งอยู่ในวัยชราต้องจากไปแล้ว ผู้พิการเหล่านี้จะอยู่กับใคร? และจะอยู่อย่างไร? คนเหล่านี้จะไม่จบชีวิตไปพร้อมกันละหรือ? มันเป็นคำถามที่ข้าพเจ้าไม่อยากได้ยินคำตอบเลย ข้าพเจ้ามีความสงสาร กลุ่มคนเหล่านี้เป็นอย่างมาก และในส่วนนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจและตั้งปณิธานไว้ว่าจะเป็นผู้ชักชวนสมัครพรรคพวกและเพื่อนๆที่พอมีอยู่มีกินบ้างไม่ถึงกับร่ำรวยมากนักมาร่วมทุนร่วมแรงจัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้พิการ เด็ก คนชรา ผู้ทุกข์ยาก และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ขึ้น  เพื่อจะได้มีส่วนร่วมกิจกรรมบางอย่างที่พอจะบรรเทาความเดือดร้อนให้กลุ่มดังกล่าวได้

 

[หนึ่งรอยยิ้มของผู้สูงอายุ หนึ่งรอยยิ้มของคนทุกข์ยาก และอีกหนึ่งอารมณ์ของชายพิการตาบอด สภาพจิตใจภายใน สุข หรือ ทุกข์ ยากยิ่งที่จะคาดเดา]

และเป็นก้าวแรกของพวกเราโดยให้ชื่อว่ากลุ่มเพื่อนปีมะซึ่งมีการร่วมกิจกรรมกัน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2548 และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2549 จากการรวมกลุ่มเล็กๆภายในผองเพื่อนในนามกลุ่มเพื่อนปีมะยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากนักในการที่จะช่วยเหลือสังคมอันเป็นการทดแทนคุณแผ่นดินเกิดจนกระทั่งบัดนี้ วันที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2550 ผู้มีอุดมการณ์เดียวกันได้รวบรวมทุนจำนวนหนึ่งเพื่อดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิ โดยให้ชื่อว่า มูลนิธิร่มไม้ใหญ่ใกล้ทางและมีการดำเนินงานในรูปแบบของคณะกรรมการ และพร้อมที่จะก้าวย่างไปสู่เวทีแห่งสายธารน้ำใจ แบ่งปันความสุขของเราที่มีแล้วหยิบยื่นให้ เด็ก คนชรา ผู้พิการ ผู้ทุกข์ยาก และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เราหวังว่าเงาไม้ต้นนี้จะให้ความร่มเย็นแก่เพื่อนมนุษย์บ้าง เพียงท่านได้พักผ่อนหายเหนื่อย และเราได้เห็นรอยยิ้มแห่งความสุขของเพื่อนมนุษย์ พวกเราก็ดีใจแล้ว

โดย

สักทอง  ร่มไม้ใหญ่ใกล้ทาง