" นี่คงเป็นเพราะมีถนนมาขวางกั้นหมู่บ้านเราใช่ไหมทำให้เรากระจัด กระจายรวมกันไม่ได้ ถ้าใช่ หมอจะไปรื้อถนนเสียเดี่ยวนี้"
สำหรับวันนี้ กับเวทีชาวบ้านที่พันเสด็จนอก หมู่ที่ ๑๐ ต.เขาคันทรง ใช้เวลาถึง ๓ ชั่วโมง ด้วยเรื่องราวที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ผู้เขียนเอง ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ไม่ทราบว่าที่นี่ มีการขัดแย้งของคน และยังจะเหตผลทางภูมิศาสตร์ ที่มีถนนสายใหญ่ แบ่งแยกให้หมู่บ้านนี้ ถูกแบ่งออกเป็น ๒ ฟาก และถูกปกครองด้วย อบต.ส่วนหนึ่ง และเทศบาลอีกส่วนหนึ่ง จากชาวบ้านที่เคยเป็นอันหนึ่ง อันเดียว ก็มีเหตุให้ ต้องแยกกันไปด้วย แต่กลับมีผู้ใหญ่บ้านคนเดียวกัน สถานีอนามัยของผู้เขียนเองก็แปลก ตั้งอยู่ฝั่งเทศบาล แต่ดูแลพื้นที่ อบต.
เหตุเกิดเมื่อทั้งสองฝ่ายมารวมกัน อสม. ผู้นำ แล้วเรื่องราวคาใจก็ถูกนำมาวิจารณ์อย่างรุนแรง เนื่องจาก งบกองทุน ของ อสม.ที่รัฐโอนผ่าน อบต.เพื่อไว้ให้ อสม.ใช้ในงานสาธารณสุขนั้น ไม่ได้ใช้มา ๓ ปีแล้ว เพราะคนเปิดบัญชีไม่ใช่ อสม.และไม่เบิกเงินมาให้ใช้ เงินก็คงค้างอยู่อย่างนั้น มีการนัดหมายคู่กรณี มาพบกันด้วย ต่อว่ากัน เหมือนจะให้เราตัดสิน แต่ด้วยเป็นคนมาทีหลังไม่ทราบเรื่องราวนี้นัก จึงเฉยไว้ก่อน พึ่งจะเข้าใจคำว่า "ขิงก็รา ข่าก็แรง" ก็วันนี้เอง สรุปคือ คนถือบัญชียอมคืนบัญชี และให้เปลี่ยนชื่อคน เบิกถอนใหม่ และจากไปอย่างจะขุ่นๆ อยู่ เมื่อเขาไป ทางนี้ ก็ยังโมโหไม่เลิก พูดว่ากันเห็นท่าจะไม่หยุดหย่อน ผู้เขียนเริ่มอึดอัด ขึ้นเป็นลำดับ ถึงแม้ข้อตกลงเป็นที่พอใจกันแล้ว แต่มันก็ไม่ยอมแล้วเสียที ยิ่งปล่อยไว้ สถานการณ์ก็ยิ่งคุกรุ่น บรรยากาศเสีย ไปเรื่อย ที่สุด ผู้เขียนก็ต้ดสินใจ ยกมือขึ้นไหว้ และว่า "ขอบิณฑบาตรเถอะนะ อย่าว่ากันต่อไปเลย เขาก็ยอมแล้ว เราก็อโหสิเถอะ บ้านเดียวกันแท้ๆ" ทุกคนเงียบกริบ แล้วก็พากันหัวเราะ แล้วกล่าวอย่างอารมณ์ดีทันที "เอ้าหมอเขาบิณฑบาตรแล้ว พวกเราหยุดเถอะ"
จากนั้นการประชุมก็เริ่มต่อไป เมื่อเปิดประเด็นว่าหมู่บ้านเราจะทำโครงการอะไรเป็นการทำความดีถวายในหลวง ขอให้ยึดหลัก สามัคคี ต่อเนื่อง และอย่าให้เกินกำลังตัวเอง เท่านั้นแหละ เสียงขัดขึ้นก็ดังอื้ออึง โอ๊ย หมู่บ้านนี้ มันรวมกันไม่ได้หรอก มีแต่คนเก่ง ยาก อยู่กันคนละทิศละทาง ฯลฯ ก็ว่ากันไป ผู้เขียนเลยแกล้งแหย่ให้เกิดบรรยากาศที่ดีว่า" นี่คงเป็นเพราะมีถนนมาขวางกั้นหมู่บ้านเราใช่ไหมทำให้เรากระจัด กระจายรวมกันไม่ได้ ถ้าใช่ หมอจะไปรื้อถนนเสียเดี่ยวนี้" ทำให้ได้ยินเสียงหัวเราะกันอีกครั้ง และว่าก็มีนะ ที่เรารวมกันได้ไม่เคยขาดสักปี คือ วันพ่อแห่งชาติ วันแม่ วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา อ้อวันพระก็มีคนมาจำวัดถือศืลเป็นประจำ (หมู่บ้านนี้ มีวัดแห่งเดียว) แล้วเขาก็สรุปว่า สิ่งที่รวมเราได้ มีในหลวง พระราชินี แล้วก็วัด ส่วนคนที่จะมารวมพวกเรานั้น ไม่ต้องพูดถึง ไม่มี
บอกตามตรงวันนี้ เป็นวันที่เหนื่อยมาก ทั้งกายและใจ ต้องใช้สมาธิในการพูดทุกคำ ต้องไตร่ตรองก่อนเอ่ยทุกครั้ง นี่เองคือความหมายของคำว่า สมานฉันท์ ผู้เขียนอดทนในเวลาถึง๓ ชั่วโมงกว่าทุกคน จะอ่อนแรง และหันมารวมใจ ทำเพื่อพ่ออย่างแข็งขัน มาดูความคิดของเขากันว่า เป็นอย่างไร เขาจะทำถึง๒ โครงการคือ
๑.โครงการอาสาสมัครรักต้นไม้ คือเขาจะชักชวนชาวบ้านมาช่วยกันดูแลต้นไม้ในวัด นำป้ายมาติดบอกผู้ดูแล จะเขียนสุภาษิตหรืออะไรก็ตามแต่ เรียกว่ามีเจ้าภาพกันทุกต้น เขาว่าเหตุผลคือ คนจะได้มีความรับผิดชอบ และพากันเข้าวัด ให้ถือว่าพ่อหลวงรักต้นไม้ ก็ช่วยกันดูแลต้นไม้เป็นการทำความดีถวายพ่อหลวง ผู้เขียนมานึกๆ ก็ดีนะ ต้นไม้วัดก็มีไม่น้อย คงเป็นตัวช่วยประสานรอยร้าวของชาวบ้านหมู่นี้ได้ไม่น้อย นอกจากนี้ยังจะหาต้นไม้ให้ทุกบ้านนำไปปลูก ดูแลโดยจะทำพิธีรับมอบต้นไม้ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ คนจะได้มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ อย่างน้อย ก็จะได้ดูแลต้นไม้ของในหลวงเป็นอย่างดี เสมือนมีสิ่งมงคลในบ้าน ก็จะช่วยให้หมู่บ้านนี้ กลับมาร่มรื่น ปรับบรรยากาศสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นด้วย
๒. โครงการธนาคารเลือดนี้ต้องทำ เอาไว้ช่วยเหลือกันเอง แต่มีอุปสรรค คือ ผู้เข้าประชุมไม่ทราบจะชักชวนหาอาสาสมัครได้อย่างไร ดังนั้น หลังจากที่มีการทำอาหารเลี้ยงมื้อใหญ่ น้ำพริกปลาทู เป็นต้น ผู้เขียน เลยยังโอ้เอ้ อยู่ก่อน เมื่อมีคนเดินมาซื้อของที่ร้านค้า ผู้เขียนจึงชักชวน ให้เป็นอาสาสมัครบริจาคโลหิต และอธิบายคุณประโยชน์ของการมีคลังเลือดในหมู่บ้านไว้ใช้ยามฉุกเฉินและเป็นการทำความดีถวายในหลวง เชื่อหรือไม่ แค่เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็มีผู้แสดงความประสงค์บริจาคโลหิตถึง ๑๐ คน เมื่อผู้เขียนเห็นว่า เขาได้เรียนรู้วิธีพูดจากข้าพเจ้าแล้วจึงลากลับ มีชายคนหนึ่งบอกว่า ไม่ต้องห่วงหรอก ๑๐๐ ขวดคงได้ ไม่น้อยกว่าบ้านสุรศักดิ์หรอกหมอ
ผู้เขียนรับฟังและรู้สึกลืมเหนื่อย เมื่อได้ปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นลง ก่อนจะขับรถเข้าไปตามถนนในหมู่บ้าน ที่พาให้ผู้เขียนเข้าไป ในไร่ ในสวน เพื่อพักสมองและสายตา กับพื้นที่และความเงียบของธรรมชาติ เพื่อเพิ่มพลังสำหรับเย็นวันนี้ ที่ หมู่๓ ต่อไป
สำนวนทางพระสงฆ์ นี่ขลังจริงจริง ใช้ได้ทุกสถานการณ์ แวะมาอ่าน ชม พักผ่อนแล้วคงจะดีขึ้น
ไม่พบกันหลายวัน หวังว่าคงสบายดี
rainalone
มาให้กำลังใจคุณหมอครับ
ปัญหามีมากมาย ตราบใดที่ทำงานกับ"คน"
แต่ถือว่าโชคดีที่ได้เรียนรู้
สวัสดีครับ น้องหมอ
รูปแบบนี้ เรามีข้อมูลไม่เพียงพอตอนเข้าไป
ต้องใช้วิธีแบบสานเสวนาหรือสุนทรีย์สนทนา(citizen dialouge) ลดการพูดมาเสนอโดยการเสนอผ่านกระดาษแทน แล้วคุณหมอทำหน้าที่เป็นคุณอำนวย(Facilitator)แทน งดการพูดโต้แย้งหรือค้านกัน
การเป็นคนมีธรรมะประจำใจทำให้คุณตันติราพันธ์มีสติและคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างสวยงาม
เห็นด้วยกับคุณอาจารย์เอกเรื่องข้อมูลก่อนเข้าไปค่ะ แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้ดีนะคะว่าหากข้อมูลไม่มากพอ เราก็จะเหนื่อย แม้ว่าจะแก้ปัญหาได้
ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
สวัสดีค่ะ
หายไปนานเหมือนกัน กลับมาก็ดีใจค่ะ สบายดีค่ะ
การแก้ปัญหา ต้องใช้สมาธิอย่างมาก ใจเย็น และไม่ลำเอียงด้วยค่ะ แต่เสียพลังไปเยอะ ขณะนี้ดีแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
ยินดีมาก กับกำลังใจที่ได้รับ ได้ฝึกบทเรียนให้กับตนเองค่ะ จริงอย่างคุณจตุพรว่า ทำงานกับคน ก็ต้องคนกันไป ถ้าพบเช่นนี้อีก ก็คงไม่อึดอัดมากแล้วค่ะ
สวัสดีค่ะ
เป็นคนที่ชอบมองอะไร แล้วคิดให้มันขำๆ ไว้ก่อน ก็เป็นการผ่อนคลายตัวเองก่อน ค่อยคิดแก้ปัญหาค่ะ สู้กันต่อไป
สวัสดีค่ะ
ก็เป็นกำลังใจจากคุณครูรักษ์ และชาวG2K ที่เก็บติดตัวไว้ ตลอดเวลา เวลาเกิดปัญหา ก็จะระลึกว่า มีคนเชียร์เราอยู่นะ อย่ายอมแพ้ๆๆๆๆๆๆๆๆ
สวัสดีค่ะ
การก่อตั้งธนาคารเลือด คงเกิดกุศลมาก เลยทำให้มีอุปสรรคมากด้วย กำลังใจดี เลยรอดพ้นค่ะ แต่ยังมุ่งมั่น อีก 5 หมู่บ้านนะคะ จะเตรียมตัวให้ดีที่สุด
สวัสดีค่ะพี่
พรุ่งนี้ จะมีเรื่องโดนใจพี่เลย ของหมู่3 แต่วันนี้เขียนไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวอ่านกันไม่รู้เรื่อง รอหน่อยนะ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณคุณเอกมากค่ะ ที่ช่วยวิเคราะห์สถานการณ์ให้ ก็จริงค่ะ เป็นเรื่องเฉพาะหน้า เขานัดแนะกันมาเรียบร้อย โดยเราไม่รู้ ตอนนั้นก็นึกถึงคุณเอกอยู่เหมือนกัน ว่ามันถึงบทไหนแล้วนี่ สมองไม่จำ อัตตา อัตตา
สวัสดีค่ะ
เวลาผเชิญกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีอะไรจะดี เท่ากับ ยิ้ม แล้วเฉยไว้ก่อน รอเขาสงบค่อยพูด ไม่เช่นนั้น จะแก้สถานการณ์ไม่ได้ค่ะ
1. นิ่งฟังอย่างมีสติ (เก็บข้อมูล) ยิ่งเราไม่มีส่วนในเหตุการณ์ (มาทีหลังอย่างเช่นคุณหมอต่อกรณีนี้)ยิ่งได้เปรียบ
2. ดำริทางแก้ไว้ในใจ (สวนทันทีเมื่อเขาเปิดโอกาส)
3. แตะเบรกไปอย่าให้รุนแรง (บิณฑบาต, รื้อถนน... แม้ เยี่ยมจริง ๆ)
4. ถ้อยแถลงเมื่อโอกาสเหมาะ (สิ่งที่ยึดเหนี่ยวใจให้เป็นหนึ่งต้องเหลืออยู่ ค้นให้ได้ ใช้ให้เป็น)
5. เสียงหัวเราะบอกว่าได้ผล (มีเสียงหัวเราะเมื่อไหร่ เชื่อขนมกินได้เลย)
6. เชื่อมทุกคนด้วยงานชิ้นใหม่ (ให้เขาลืมสิ่งที่ขัดแย้งเก่า ๆ เสีย "อโหสิ" ชวนเขาสร้างสิ่งใหม่ ๆ แทน)
7. ความตั้งใจย่อมมีพลัง (เชื่อเหอะตั้งใจจริงไม่มีพลาด)
สวัสดีค่ะอาจารย์ขจิต
ฝึกยิ้มง่ายเหมือนอาจารย์ขจิตนั่นแหละ ที่สำคัญต้องยิ้มให้ออกนะ ยิ้มมีพลัง ทำให้เสียงที่ดังไม่ฟังใคร ค่อยๆ เบาลงๆๆ เหมีอนเสียงยิ้มเราจะดังกว่าค่ะ
กราบสวัสดีค่ะท่านอาจารย์ทนัน
เหมือนได้พบขุมทรัพย์ทางปัญญา จะจดจำเอาไว้เสมอค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ที่ร่วมกันวิจัยชุมชนค่ะ