อินเดียวันละเรื่อง=การขับรถในเดลี ตื่นเต้นทุกวัน

  ลื่นไหล ไปได้ด้วยดวง  

อยู่นิวเดลีมา 1 เดือนเต็ม สิ่งที่น่าเสียวใส้และยังตื่นเต้นทุกวันก็คือการขับรถของคนอินเดีย ยิ่งกว่าบ้านเราหลายเท่า โดยเฉพาะการเข้าวงเวียน เรียกว่าต้องวัดดวงกัน แม้จะมีป้ายบอกให้รถในวงเวียนไปก่อนแต่ ไม่เคยมีใครสนใจ จึงวัดกันด้วยความเร็วที่เข้ามา ใครหัวรถนำเข้ามาก่อนก็จะมีความรู้สึกว่ามีสิทธิ์ไปก่อน ผมนั่งดูการขับรถและเข้าวงเวียนทุกวันๆ จนชักเริ่มชินและคิดว่าหากเราขับเองก็คงต้องใช้หลักเดียวกันคือ เอาความเร็วในการเข้าวงเวียนเป็นหลัก คนไทยหลายคนหัวเสียมากเวลาขับรถเข้าวงเวียน แต่ผมเห็นว่าทำให้การจราจรลื่นไหลดีเหมือนกัน ทุกคนทำเหมือนกันหมด ไม่มีใครต่อว่าใคร และบางครั้งเกิดการปาดหน้ากัน ด้วยความเร็วรถต่างกัน อย่างมากก้แค่มองหน้า ยกไม้ยกมือแล้วก็ต่างคนต่างไป

การขับรถตามถนน ถือว่าไม่มีเส้นแบ่งเลนถนน เพราะไม่มีใครขับอยู่นเส้นเลย คร่อมกันหมด และวิ่งเบียดกันชิดมาก เรียกว่าเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันดีจัง ถนนมีสองเลนแต่พ่อเจ้าพระคุณวิ่งเบียดกันจนเป็นสี่เลนเรียกว่าวัดใจกันเช่นกัน รถส่วนมากจึงเอากระจกข้างพับไว้เลย ไม่ใช่กลัวกระจกไปโดนรถอื่นแต่เพื่อจะได้แทรกเข้าไปได้และชิงไหวชิพริบในท้องถนน

ทุกวันๆ จึงเป็นเรื่องที่ตื่นเต้น ชิงไหวชิพริบกันในเรื่องเล็กๆ น้อยและหากใครผ่านการจราจรบนท้องถนนไปได้ก็จะทำให้ภูมิใจ สมดังคำที่ว่า ต้อง ได้อย่างเดียว (take) ไม่ยอมเสีย(give) นี่ละคนอินเดีย

อ้อ นอกจากต้องสูกันระหว่างคนขับรถแล้ว บางถนนก็จะมีวัวของพระเจ้ามาร่วมวงด้วย

ก็ครับ ตื่นเต้นทุกวันเลยครับ อยู่อินเดีย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียน ดู รู้ เล่น ผจญภัยในโลกกว้างกับนักการทูต

คำสำคัญ (Tags)#จราจรในอินเดีย

หมายเลขบันทึก: 119838, เขียน: 15 Aug 2007 @ 20:11, แก้ไข, 03 Jun 2012 @ 16:01, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 240, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (100)

  รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น

พี่โยคีคะ

  ช่วงนี้ยังไม่ปิดรับกระทู้ใช่ไหมคะ ถ้าจะปิดเมื่อไหร่ก็แจ้งได้เลยค่ะ เผื่อพี่โยคีต้องเตรียมตัว เตรียมใจ ก่อนบวช

  วันนี้ได้ไปเยี่ยมคุณลุงที่ปฏิบัติธรรม และสนทนาธรรมกัน พี่โยคีจำได้ไหมคะทีให้พระธาตุโยคีน้อยมา พอเจอหน้าคุณลุงจะชอบบอกว่า กำลังนึกถึงพอดี เมื่อทักทายได้สักพัก คุณลุงก็กล่าวว่า ว่าจะเตือนเรื่องความใจร้อน การตัดสินใจทีรวดเร็ว ในการปฏิบัติธรรมนี้ อาจทำให้เรา หลงทาง และเสียเวลาได้ แม้ว่าการทำอะไรลงไป แล้วไม่ไปติดหลง ก็เสียเวลาอยู่ดี ตามอารมณ์ให้ทัน หยุดพิจารณาเสียหน่อยก่อน เมื่อโยคีน้อยได้ฟัง ก็นึกถึงเรื่องเดินทางไป ปราสาทพนมรุ้งทันที เลยเล่าให้ฟังว่า คุณลุงเตือนช้าไปหน่อย เพราะได้เดินทางไปดูพิธีกรรม ที่เขาพนมรุ้งมาเรียบร้อยแล้ว อยู่ๆมันก็เกิดอาการอยากไปมากๆ และฝันเห็นพิธีกรรม ซึ่งที่สุด ก็เกิดขึ้นได้ดูจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร แต่ความคุ้นเคยสถานที่นั้น ยังรู้สึกได้อยู่ และบอกว่า พี่โยคีก็แนะนำว่า อย่าคิดถึงอดีตที่ล่วงมาแล้ว อย่าคิดถึงอนาคตที่มาไม่ถึงเพราะไม่มีประโยชน์ ให้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด คุณลุงบอกว่า ผู้ที่นำคำเหล่านี้มาเตือนได้ เป็นผู้มีคุณธรรมสูงมาก และเป็นการให้สติแก่โยคีน้อยได้ดีมาก แล้วคุณลุงก็ยกมือขึ้นมา ใช้ปลายนิ้วโป้งกับปลายนิ้วชี้จรดกัน แล้วทำอาการกดปล่อย กดปล่อยถี่ๆ ซึ่งคุณลุงบอก แท้จริงแล้วจิตนั้น เกิดดับเร็วกว่านี้มากนี่คือปัจจุบันขณะ โยคีน้อยเลยกางนิ้วกว้าง และว่า ของโยคีน้อยคงขนาดเท่านี้ คือปัจจุบันขณะกว้างมากๆ แต่ เมื่อโยคีน้อยทำตาม ก็บังเกิดความรู้สึก ตามรู้ และเป็นสมาธิได้ทันที กับปัจจุบันขณะของคุณลุง

  คุณลุงบอกว่าโยคีน้อยค่อนข้างดื้อ ก็ดีที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ต้องทำด้วยตัวเองเสียก่อน และคงมีพื้นเก่ามาบ้าง เลยมีสติเตือนตัว และเดินทางที่ถูกอยู่ แต่ก็ยังย้ำเหมือนพี่โยคีเลย ค่อยเป็น ค่อยไป ไม่ต้องเป๊ะตลอดเวลา สายกลาง

  รวมเวลาคุยกัน เหมือนแป๊บเดียว แต่เกือบ 3 ชั่วโมง การสนทนาธรรมนี่ ไม่น่าเบื่อเลยนะคะพี่โยคี

 โยคีน้อย

 1 ตุลาคม 2550

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 01 Oct 2007 @ 20:41

สาธุกับคำแนะนำของคุณลุงครับ

ประสบการณ์นั้นมีความสำคัญมากครับ จึงควรเอามาประกอบกับความรู้ของตนเองครับ

ถ้า 3 ชม.แป๊บเดียว ชาติหนึ่งก็แค่อึดใจครับ เราต้องอยุ่ในความไม่ประมาทตลอดเวลาครับ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่ ไม่ใช่จะเกิด แต่ที่ต้องเกิด

จึงต้องเตรียมตัวตายก่อนตายไงครับ

ทางสายกลางก็คือสายพิณที่ตึงกำลังดี ก็สามารถบรรเลงเพลงใดๆ ได้ไพเราะเสมอ

ได้ประโยชน์ทั้งผู้เล่นและผู้ที่ได้ยิน

สาธุครับกับเส้นทางธรรมนี้

ด้วยความปรารถนาดี

 

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี......

  คำพูดของพี่โยคีนี่ ชะงัดดีนัก ชาติหนึ่งก็แค่อึดใจ ทำให้รู้ตัวและต้องรีบทบทวนตัวเอง โยคีน้อยก็รู้สึกว่า ชีวิตที่เกิดมาในชาตินี้ ได้พบพระพุทธศาสนา ได้มีความศรัทธา และปฏิบัติ ซึ่งถือว่าโชคดี แต่จะขนาดไหน อีกไม่กีวันก็คงได้รู้ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเกิด ตามที่พี่โยคีว่า ก็ใกล้เข้ามาทุกที วันแรกที่เห็นบทความของพี่โยคี เขียนเรื่องอินเดียนะ ก็รู้สึกสนใจ ทั้งๆที่ต่างก็ท่องกันอยู่ในเวบ นี้ แต่ไม่เคยเจอกัน แล้วก็ได้มาสนทนาธรรม ได้ทำธรรมทานแจกหนังสือกัน ก็น่าแปลกมีใช่น้อย โยคีก็มีความเคารพพี่โยคีมากค่ะ บอกไม่ได้ว่าทำไมถึงคุ้นเคย อยากบอก อยากเล่า เหมือนมีเรื่องที่พูดคุยกันยังไม่จบ พี่โยคีอย่าถือสา เพราะบางครั้งก็ไร้สาระ ซ้ำซาก ถึงแม้ว่าความก้าวหน้าของการปฏิบัติของโยคีน้อยจะมีอยู่บ้าง แต่กับของพี่โยคีนั้น รู้สึกได้เลยว่ามีการเปลี่ยนแปลง มีโอกาสทำในสิ่งที่ทำได้ยาก อย่างเห็นได้ชัด เช่นการได้อยู่ใกล้แดนพุทธภูมิ  การจะได้บวชปฏิบัติธรรม ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่โยคีน้อยได้รับรู้แล้วปิติใจมากๆ เหมือนเป็นญาติกับพี่ไปด้วย ถ้าโยคีน้อยจะได้ทำอะไร เพื่อเอาบุญกับพี่โยคี หวังว่าคงไม่ว่าอะไรนะคะ

  วันนี้ก็แค่เล่าความรู้สึกให้ฟัง ขอบคุณที่รับฟังค่ะ

โยคีน้อย

3 ตุลาคม 2550

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 03 Oct 2007 @ 10:43
P

โยคีน้อย

เราทุกคนที่ได้รู้จักกันในชาตินี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือคนต่างชาติ เป็นกัลยาณมิตรหรือศัตรูกันต่างเป็นญาติธรรมกันทั้งหมดครับ คือต้องเกี่ยวข้องกันในอดีตกาลมาก่อน เหตุผลก็คือ ถ้าไม่เกี่ยวข้องกันก็จะไม่มาพบกัน การพบกันของทุกคนจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นี่เป็นเหตุเป็นผลที่เหมาะสมแล้ว

การพบกันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การเดินทางธรรมก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่สุดเพราะเราเดินกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว เรียกว่าเกิด-ตาย ๆๆๆๆ มานับไม่ถ้วน ใครมีจริตอย่างไร ใครมีทางเดิน ความสำเร็จ อุปสรรค อย่างใด ก้มักจะไปตามทางเดินนั้นๆ อีกโดยไม่รู้ตัว

ถ้ามิใช่ บารมีในทางธรรม คือสร้างสติและปัญญา ก็จะไม่สามารถฝืนรอยเดิมให้เปลี่ยนไปในทางที่สูงขึ้นได้  ตัวอย่างในโลกนี้มีให้เห็นมากมาย

ถ้ามิใช่พระพุทธเจ้าฯ ที่ทรงค้นพบวิธีหลุดพ้น คนก็ยังคงวนอยู่ในโลกปุถุชนนี้ต่อไป

การเกิดเป็นมนุษย์จึงยากมากครับ

เมื่อเกิดแล้ว การไม่ทำผิดซ้ำ การรู้แจ้งในธรรมชาติก็ยากมากเช่นกันครับ

แต่ถึงยากเพียงใด เราก็ต้องสู้ ตามผู้นำ สู้ได้แค่ไหน ก็ค่อยดูกันอีกที

ขออนุโมทนาในทุกกุศลจิตของโยคีน้อยครับ

และดังเช่นที่พระพุทธองค์ได้เตือนพวกเราไว้ในวาระสุดท้าย อย่าประมาทในชีวิตครับ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง(ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดามากของธรรมชาติ.....ผมเปรียบเหมือนใบไม้ที่ผลัดใบตามฤดูกาล...... แต่มนุษย์ให้ความสำคัญเกินไป....คือความตาย)

เราตายได้ทุกลมหายใจเข้าหรือลมหายใจออกเลยครับ

สาธุ สาธุ สาธุ

พี่โยคี สวัสดีค่ะ

   เคยมีความรู้สึกเหมือนกันนะ กับการนับถอยหลัง ไปสู่วันที่เรารอคอย เป็นความรู้สึกที่มีความสุข มองเห็นภาพสำเร็จได้ด้วยซ้ำ เวลาโยคีน้อยจะทำอะไร มักวาดภาพเคร่าๆตั้งแต่ต้นจนจบก่อน ในภาพนั้น ก็จะมีอารมณ์ ที่เป็นปลื้มไปด้วยทุกขั้นตอน ซึ่งที่ผ่านมา ก็ทำให้ทำงานน้อยใหญ่ได้สำเร็จ ให้กำลังใจตัวเองทุกวัน เพราะบางครั้งเมื่อ,uอาการท้อแท้เหมือนกัน ก็จะไม่ยอมให้มันอยู่กับเรานานๆ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ผ่านมา ตอนนั้นโยคีน้อยยัง มีความยึดติดกับอะไรมากอยู่ ยังเป็นผู้ให้ ที่หวังผลตอบแทนอยู่ แล้ววันหนึ่ง สิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดก็เกิดขึ้น เป็นความทุกข์จากความผิดหวังอย่างรุนแรง ขณะนั้นโยคีน้อย มีอาการนอนไม่ได้ คือล้มตัวนอน ก็จะมีแต่ความกระวนกระวาย ฟุ้งซ่าน ด้วยที่ยังไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อน ไม่ได้ศึกษาธรรมอย่างจริงจัง จึงรักษาตัวเองไม่ได้ แต่ก็ยังใช้วิธีช่วยเหลือตัวเองด้วยการนั่งสมาธิ แต่ไม่ได้มีความเข้าใจว่าทำเพื่ออะไร จำๆเขามา         ท่องพุทโธไปเรื่อยๆ พอแค่รู้สึกง่วง แล้วก็นั่งหลับทั้งสมาธินั่นแหละ คือการได้พักผ่อนบ้าง เป็นอยู่ไม่นานค่ะ 1 เดือนเศษๆ ก็รู้สึกว่าคงจะแย่แน่ๆ ไม่อยากพูดจากับใคร คนเขาจะแอบว่า กลัวเราเป็นบ้า แต่ที่จริงคือ พูดมาก คนก็วิจารณ์มาก รักเราก็เข้าข้างเรา แล้วช่วยกันตำหนิผู้ที่มาสร้างความทุกข์ให้เรา หรือคนไม่ชอบเราก็ตำหนิเรา ล้วนไม่ชอบฟังทั้งสิ้น

 จนวันหนึ่งได้ไปกราบพระอาจารย์ที่นับถือ ถามท่านว่า หลวงพ่อคะ "ทำอย่างไรจึงจะหายจากความทุกข์" หลวงพ่อท่านยิ้ม แล้วกล่าวอย่างใจดีว่า "ทุกอย่างในโลกนี้ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเดี๋ยวก็ต้องดับไปไม่มีสุขหรือทุกข์อยู่กับเราตลอดไป " วันนั้นโยคีน้อยก็ยังไม่เข้าใจ แต่กาลเวลาต่อมา ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามคำที่หลวงพ่อกล่าวทุกประการ มันเริ่มตั้งแต่ใจเราที่เปลี่ยนแปลง ทุกข์น้อยลงไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ที่คนกระทำเราไว้ ก็มีการเปลี่ยนแปลง สุดท้าย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อันไม่พีงประสงค์แก่พวกเขา เราก็ยังสงสารและช่วยเหลืออีก

 นับจากวันนั้น เวลาโยคีน้อยเกิดความไม่สบายใจอะไร ก็จะนึกถึงคำสอนของหลวงพ่อตลอดมา โชคดีนะ ที่โยคีน้อยไม่ได้ตายเสียตอนนั้น คงได้ไปเกิดในภพที่โง่ๆ อีกนาน ถึงทุกวันนี้ ก็ต้อขวนขวาย ให้ตัวเองกับการได้รับโชค ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เอามาเตือนตัวเอง เวลาท้อค่ะ

      เป็นเรื่องเล่าอีกวันที่อยากเล่า แต่ไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ หวังว่าคงไม่รบกวนเวลาพี่โยคีมากไปนะคะ

โยคีน้อย

4 ตุลาคม 2550 

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 04 Oct 2007 @ 10:18

โยคีน้อยครับ

ความทุกข์ในอดีตนั้น ถ้าเป็นบทเรียนเพื่อให้มีสติในปัจจุบัน ก็เป็นประโยชน์ครับ แต่ดังเช่นที่พระท่านบอก อะไรๆ มันก็ เกิดขึ้น(ด้วยเหตุ) ตั้งอยู่(ด้วยเหตุ)และดับไป(ตามกฏธรรมชาติ)

แม้การตั้งอยู่นั้นก็เร็วมากจน ไม่มีตัวตนใดเกิดขึ้นได้เลยครับ แต่มนุษย์ก็ยังหลงเป็นเขาเป็นเราอยู่นั่นแหละ

ก็รู้ในสิ่งที่ทั้งที่จริงและไม่จริงครับ แต่รู้แล้วก็พยายามปล่อยวาง จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็รับได้หมด

สาธุกับการเตือนตัวเองอยุ่เนืองๆ ครับ

ด้วยความปรารถนาดี

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

    บางทีวันหยุดนี้ โยคีน้อยว่าจะกลับไปกราบแม่ชี ที่โยคีน้อยเคยไปปลีกวิเวกที่สำนักของท่าน และท่านก็เมตตามากๆ คือ ปล่อยให้ปฏิบัติตามอัธยาศัย และทำให้โยคีน้อยได้ประสบการณ์กลับมามิใช่น้อย ตามที่เขียนบทความไว้ ตั้งเดือนสิงหาคม มีทั้งความกลัว ความสงบ และกัลยาณมิตร การอยู่คนเดียว เกิดประโยชน์มาก ได้ศึกษาตนเอง ประเมินตนเองได้ว่าจะจัดการอย่างไรเมื่อเราอยู่ในแต่ละสภาวะ ดีค่ะ จะพยายามหาโอกาสให้ตนเองอีก แต่ที่บอกพี่โยคีว่าจะไปกราบท่านนี้ โยคีน้อยยังไม่ได้บอกพี่โยคีเนาะ ว่าเมื่อคราวที่ไปปฏิบัติธรรมนั้น ได้พบกับแม่ชีท่านหนึ่ง ชื่อแม่ชีติ๊ด พบกันเป็นครั้งแรก ท่านเป็นลูกศิษย์อาจารย์แม่ชีรื่น ดังนั้น ทุกปีจะมาเข้าพรรษาที่นี่ ท่านมาให้ธรรมะ มาพาสวดมนต์เช้า-เย็นทุกวัน มีเมตตามาก

ตอนนั้นจำได้ว่าท่านเล่าว่ามีหน้าที่พิเศษ คือช่วยคุณแม่สิริ กรินชัย ในการดูแลผู้อบรมปฏิบัติธรรม แต่โยคีน้อยก็ไม่ได้สอบถามอะไร ต่อมาโยคีน้อยได้พบกับพี่โยคี และพี่พูดถึงคุณแม่สิริ โยคีน้อยเลยระลึกถึงแม่ชีติ๊ด และได้หวลกลับไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ ปรากฎว่า ท่านเข้ากัมมัฏฐาน อยู่ในกุฏิทั้งวัน ไม่พูดกับใคร คุณแม่ชีอาจารย์รับบุญ ทำอาหารส่งทุกวัน โยคีน้อยก็เลยไม่ได้สอบถามเรื่องคุณแม่สิริจากท่าน เวลาก็ล่วงเลยมานับเดือนแล้ว โยคีน้อยว่าจะไปอีกครั้ง บางทีอาจได้พบท่าน และจะทำให้โยคีน้อยได้กราบคุณแม่สิริบ้างก็ได้ ชีวิตคนเรานี้ ซับซ้อนจริงๆ ไม่มีความบังเอิญเหมือนที่พี่โยคีบอก แต่เราไม่รู้ ว่า เกิดสิ่งหนึ่งในกาลนี้ แล้วกาลต่อไป จะมีผลต่อสิ่งหนึ่ง นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่ากรรม หรือโชคชะตา

    การวางเป้าหมายในการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำทุกคน โยคีน้อยก็ตั้งใจ จะไม่อ่อนแอต่อการปฏิบัติธรรม สู้ไปเรื่อย จะล้มลุก คลุกคลานบ้าง ก็ช่างมัน ทุกอย่างก็ต้องฝืนๆกันหน่อยอยู่แล้ว และก็จะระวัง สิ่งที่จะทำให้ชีวิตติดลบมากๆด้วย ตั้งใจเอาไว้นะ

    ฝนตกแต่เช้าเลยค่ะ ที่ประเทศไทย หวังว่าช่วงที่พี่โยคีบวช คงไม่ใช่หน้าฝนนะคะ มิฉะนั้นเวลาอยู่กรด ก็ผจญภัยนิดหน่อย โยคีน้อยเคยอยู่กรดด้วยนะ เวลานอนลืมตาดูนี่มันได้ข้อคิดมากมาย วันหลังโยคีน้อยจะเล่าให้พี่โยคีฟัง

 วันสบายๆ ใจดี ที่ได้คุยกับพี่โยคีค่ะ

โยคีน้อย

 ขอเข้ามาโพสในกระทู้นี้สักหน่อย ได้ข่าวว่าน้องเต้กำลัง จะถีอกำเนิดมาสู่โลกภายนอก ทำไมรู้สึกดีใจจัง นึกเห็นภาพเด็กชายตัวแดงๆ น่าตาน่ารัก โครงร่างใหญ่กว่าเด็กทั่วไปนิดหน่อย ปากแดง ร้องเสียงดัง

 มีอาชีพที่ต้องทำคลอดคนมานับร้อย นับพัน ดีใจทุกครั้งที่เห็นเด็กเกิด เหมือนว่าเขาได้โอกาสอีกครั้ง ที่จะกลับมาสร้างสิ่งที่เป็นความดีให้แก่ตน

  พี่โยคี ช่วยจับมือน้องเต้ แล้วฝากบอกเขาหน่อยนะ ว่า อาโยคีน้อย ที่อยู่แสนไกล ยินดีต้อนรับหนู ขอให้เป็นที่รัก ของมนุษย์และเทวดา ได้มาสั่งสมบารมีต่อไป ตามปรารถนานะจ๊ะ    อาโยคีน้อยเอง จำได้หรือเปล่า?

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 06 Oct 2007 @ 21:50

น้องเต้เกิดแล้วครับ วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 2550 เวลา 21.15 น

เอาไว้ค่อยโชว์ภาพต่อไปครับ

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

 ช่วงนี้ เกรงใจพี่โยคีด้วยที่ต้องทำภารกิจส่วนตัว ส่วนโยคีน้อยเองก็ กำลังเข้าชุมชน ทำโครงการชวนชาวบ้านทำความดีถวายในหลวง การทำงานก็เป็นการปฏิบัติธรรม เพราะบางครั้งทำให้รู้เลยว่า ถ้าขาดสติ เราจะเสียการ มีตัวกระตุ้นมากมาย ให้เราเกิดความไม่พึงพอใจ และเรียนรู้ที่จะระงับมัน ในภาคสนามนี่ เป็นการวัดผลอย่างหนึ่ง แต่โยคีน้อยคงยังทำไม่ดีเท่าไหร่ เพราะหลังเหตุการณ์ ที่ผ่านไปด้วยดี แต่รู้สึก เหนื่อย เหมือนกัน มาเล่าให้ฟังค่ะ

โยคีน้อย

  

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 09 Oct 2007 @ 01:42

กลอนบทนี้ เคยใช้เตือนสติตัวเองอยู่เสมอๆ เขียนเอาไว้นานมากแล้ว ลองดูนะครับ

 

  กรรมมีจริง

 ทำทำไม ความชั่ว ไม่กลัวหรือ

 สุดทางคือ ทุกข์ระทม ขมขื่นขวัญ

 ทำคนอื่น(แล้ว) รื่นหัวเราะ เพาะบาปกัน

 ผลคือ ฉัน    นั่นรับรอง ต้องผลกรรม

 ฆ่าคนอื่น คือฆ่าตน คนเขลาไหม

 ผิดศีลใด ได้คืนตน ไม่พ้นหนาม

 ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น คือนิยาม

 ไม่อยากทราม ก็ห้ามทำ ความชั่วเอย                  (13 มิย.40)

                                                                                                                               ผลบุญ   

สติ สำคัญที่สุดในชีวิตประจำวันครับ

ด้วยความปรารถนาดี

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  อาจไม่ค่อยได้เข้ามา เนื่องจากเกรงใจพี่โยคี ที่ต้องมาตอบกระทู้ ไหนจะต้องเตรียมการอื่นๆอีก ถึงอย่างไรก็อดคิดถึงบล็อกนี้ไม่ได้ ที่โยคีน้อยถือว่า ได้รับบทเรียนมากมาย ทางด้านปฏิบัติธรรม และเรื่องราวอื่นๆ ที่นำมาสนทนาธรรม กันจนคุ้นเคย บางครั้งเข้ามาแล้วจะเขียน เล่าอะไร ก็ต้องอดใจไว้ เกรงจะรบกวนเวลามากไป

  ขอส่งการบ้านพี่โยคีอีกครั้ง และสรุป ผลการปฏิบัติของโยคีน้อยเอง นับได้เวลาเกือบจะสองเดือนที่ผ่านมานี้ คิดว่าเป็นช่วงเริ่มต้นที่ดี ในการศึกษา ปฏิบัติธรรม ของตัวเอง ตั้งแต่การนั่งสมาธิ ที่ได้เรียนรู้ว่า การมีสมาธินี้ เป็นเช่นไร การเกิดปรากฏการแปลกในชีวิตที่ผ่านมา ที่พี่โยคีก็ได้เสนอแนะ ให้ถูกที่ ถูกทาง โยคีน้อยต้องขอบคุณมากๆ และการรู้อาการของกาย ใจนี้ ได้ฝึกมากขึ้นทุกวัน และแม้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่คับขัน โยคีน้อย ก็รู้จักที่จะตั้งสติก่อนเสมอ สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตคือการรู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ด้วยความพิจารณา มองให้เห็นเหตุและผลชัดเจน ไม่ หลงไปตามสภาวะที่ชักนำ เกิดความเมตตา และทำการต่างๆ ด้วยการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทน ที่สำคัญ เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาให้ถูกทางได้

   ก็เป็นพื้นฐานที่เรียกว่า ได้รับการอบรม ทางจิต ที่พี่โยคี กรุณาชี้แนะมา วันนี้ได้แค่นี้ ก็ยังมีกำลังใจต่อๆไป ช่วงที่พี่โยคีบวช โยคีน้อย ก็จะทบทวน และฝึกฝนตนเองให้มากเช่นกัน เราเป็นนักเดินทาง ก็ต้องเดินให้ถึงจุดหมายใช่ไหมคะ

โยคีน้อย

13 ตุลาคม 2550

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 13 Oct 2007 @ 21:37

โยคีน้อย

ถูกต้องเลยครับ อย่างไรเสียก็ต้องเดินไปข้างหน้า จนกว่าจะถึงจุดหมาย

 พื้นฐานดีแล้วแต่ก็ต้องรับมือกับสิ่งที่มากระทบใจ(ไม่ใช่เฉพาะกิเลส)ทุกวินาที ทุกนาที ทุกวันๆ

พูดถึงการรับมือ รู้สึกว่าคนอินเดียเขามีวิธีคิดที่จะต้องเอาตัวรอดและ เอาชนะคนอื่นในชีวิตประจำวันอยุ่เสมอจนทำให้มีสติมากเหมือนกัน

ด้วยความปรารถนาดี

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  เหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ ก็จะถึงวันบวชแล้วนะคะ สำหรับพี่โยคี คงเป็นเรื่งดี ทีรอคอย นึกถึงคุณลุงที่เคยสนทนาธรรมกัน เล่าให้ฟังว่า เมื่ออายุได้สองขวบ คุณลุงเห็นพระมาบิณฑบาตรที่หน้าบ้าน รู้สึกชอบพระมาก คุณลุงเล่าว่า เห็นสีจีวรแล้ว ถึงกับเข้าไปกอดขาพระ ร้องไห้จะตามพระไปวัด จนพ่อแม่อ่อนใจ ยอมให้ไปอยู่กับพระเป็นนาน จนต้องไปรับกลับ เพราะคุณลุงมีความสุขกับการอยู่วัดมาก โยคีน้อยเอง เวลาเห็นพระที่ไหน อยากจะหมอบกราบท่านเดี๋ยวนั้น รู้สึกเคารพ บูชา ปลื้มใจในบุญกุศลเสมอ แต่จะไม่ค่อยเข้าไปใกล้ชิดพระ เพราะมีความรู้สึกว่า สตรีมิควรที่จะทำตัวสนิทสนมกับพระมากนัก

  และในชีวิตก็จะมีเรื่องดีๆ ที่ได้ทำบุญกับพระก็หลายครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้ไปช่วยน้ำท่วมที่อุตรดิตถ์ และพักอยู่กับบ้านญาติคนรู้จัก เช้าวันหนึ่ง เห็นพระธุดงค์เดินผ่านหน้าบ้าน ก็รีบนิมนต์นำของใส่บาตร วันรุ่งขึ้น ท่านก็ยังมาเดินผ่านหน้าบ้านนั้นอีก และก็ได้ใส่บาตรเป็นวันที่สอง คราวนี้ ท่านสวดมนต์ให้พรยาว ฟังแล้วชุ่มชื่นใจมาก เจ้าของบ้านเล่าว่า ท่านไม่ค่อยได้ออกมา พักอยู่ในป่าช้า ไม่มีใครรบกวน ก็นับว่าโชคดี ที่ท่านออกมาเดินบาตร แล้วเราได้ใส่บาตรท่าน ถึง 2 วัน

  โชคดีซ้ำสอง เมื่อมารู้จักพี่โยคี แล้วพี่ก็กำลังจะบวช ให้ได้อนุโมทนาอีก ปลื้มใจจัง

   

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 15 Oct 2007 @ 23:33

ถึงตอนนี้ อีก 15 วันจะบวช เลยขอเล่าเรื่องประสบการณ์การปฏิบัติธรรมตั้งแต่เด็กสักเล็กน้อย (เพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงครับ)

ตั้งแต่อายุประมาณ 11 ขวบก็ตามคุณแม่ไปอยู่ที่ปีนัง จำได้ว่าวันหนึ่งไปค้นลังหนังสือเก่าของคุณแม่ก็พบหนังสือเล่มเล็ก หน้าปกเป็นภาพวาดคนนั่งสมาธิ(ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ) เกิดชอบเลยลองนั่งเลียนแบบดู ปรากฏว่านั่งไปไม่นานก็เห็นแสงสีหลากหลายหมุนเวียนกันไป บางครั้งคล้ายก้อนเมฆลอยเข้ามาและผ่านไป เกิดความเพลิดเพลินตามประสาเด็ก ก็เลยนั่งแบบนั้นมาเรื่อยๆ โดยมีความคิดว่าอยากจะเป็นผู้วิเศษ มีฤทธิ์ เหาะเหิรเดินอากาศได้

ในวัยเด็กจึงชอบอิทธิฤทธ์มาตั้งแต่เด็ก อยากเป็นซุปเปอร์แมน สวดท่องคาถาได้มากมาย

จนโตขึ้นมาอีกจนชั้นมัธยม(วัดราชาธิวาส)ก็ยังชอบแนวนี้มาตลอด ศึกษาตำราฝรั่ง ส่งกระแสจิต ก็ปรากฏว่าการทดลองทำได้ เป็นที่สนุกสนาน ของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง รวมทั้งไปแสวงหาอาจารย์ดังๆ หลายองค์ ที่มีชื่อเสียงสมัยนั้น ก็ล้วนตามแนวอิทธิฤทธิ์ทั้งนั้น แต่ก็เหมือนไม่เจอคำตอบที่ถูกใจซะที

ตอนไปเรียนหนังสือที่ประเทศฝรั่งเศส ก็ยังไม่ทิ้งสมาธิ ลองฝึกแบบธิเบตซึ่งเป็นที่นิยมสมัยนั้นคือ "ตาที่สาม" (ถอดกายทิพย์) ก็ปรากกว่าทำได้อีก ถอดกายทิพย์ไปท่องเที่ยวสนุกสนาน แต่โชคยังดีที่ไม่ไปติดกับความสามารถตรงนี้ คือทำได้เพื่อรู้แล้วก็เลิก  จึงรอดอันตรายถึงชีวิตมาได้ (เกือบไป) จนสุดท้ายมาเป็นลูกศิษย์คุณแม่สิริ กรินชัย จึงหยุดทางสมถะที่ชอบอิทธิฤทธิ์ หันมาทางวิปัสสนาจนมีพื้นฐานพอสมควร และได้ไปช่วยงานที่ยุวพุทธมาช่วงหนึ่งก่อนไปประจำการในต่างประเทศเมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว

ก็เล่าย่อๆ นะครับ ว่ากว่าจะมาถึงวีนนี้ ที่อีกไม่กี่วันจะได้ไปบวชที่สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็ผ่านมาพอสมควรครับ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าพลังจิต(พลังงาน)นั้นมีจริงและกายทิพย์ก็มีอยู่ทุกคน แต่ที่มีค่ามากที่สุด ก็คือตัวรู้ ที่รู้ด้วยสติและปัญญา และการไม่ต้องการอะไรเลยนอกจากตัวรู้ ที่ทันต่อสิ่งมากระทบที่จิตใจ จนเป็นสักแต่...เห็น สักแต่....รู้

ในช่วงบวช จะขอตั้งใจปฏิบัติเพื่อถวายแด่ในหลวงครับ รวมทั้งบิดา มารดา ญาติสนิทมิตรสหาย กัลยาณมิตรทั้งหลาย ใน G2K ด้วย รวมทั้งสัตว์ทั้งหลายในสากลโลก

เพราะคิดเสมอว่าวันนี้ที่อยู่เป็นวันสุดท้ายของชีวิตเสมอ เพราะความตาย หมายไม่ได้ว่าเมื่อไหร่......

สุดท้าย ก็ต้องว่าไปทีละวันครับ เพราะวันพรุ่งนี้ ไม่รู้จะมาถึงหรือไม่

ด้วยความปรารถนาดีครับ

 สวัสดีค่ะพี่โยคี

  ขอบคุณมากค่ะ กับเรื่องราวทีเล่ามา เกือบจะคล้ายกันมาก เพียงแต่ โยคีน้อยอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า เมื่อ 7-8 ขวบโยคีน้อยฟังรายการวิทยุของหลวงพ่อวัดปากน้ำเช่นกัน แล้วฝึกนั่งสมาธิ ให้เห็นดวงสว่าง ขยายเข้าออก สบายมาก เรียกว่าท่านบอกให้ทำอะไร จะทำตามได้ทันที แต่เป็นเด็ก และไม่มีใครสั่งสอน จึงไม่เกิดอะไรขึ้น แต่อุปนิสัย ชอบอ่านหนังสือธรรมะ ชอบอิทธิปาฏิหาริย์ ครูบาอาจารย์อยู่ที่ไหน ต้องไปหา แต่แปลก พอศึกษาได้ไม่นาน ท่านก็มรณะภาพบ้าง เดินธุดงค์บ้าง เรียกว่าพบกัน นิด หน่อยๆ ต่อมาฝึกตนเองด้วยการเพ่งกสิณ เอากระดาษมาตัดเป็นวงกลมสีเหลืองที่ชอบ แล้วเพ่งทำสมาธิ บางครั้งใช้อำนาจจิต บังคับ ไม่ให้เทียนที่จุดอยู่กลางแจ้งไม่ให้ดับแม้ลมพัด ทำได้ ต่อมาก็พยายามหาครูบาอาจารย์สอนนั่งสมาธิ แต่บอกตามตรง ว่าตังเอง ไม่ได้อะไรเท่าไหร่ เหมือนมันค้างคา แต่ก็บอกไม่ได้ว่าต้องการอะไร จนมาพบพี่โยคีแนะนำการทำวิปัสสนา คงจำได้ ให้ระลึกรู้ตัวในการเดิน 7 ก้าว และถือปฏิบัติมาตลอด ทำให้ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นอีกมาก

   ยังมีเรื่องเล่าอีกมากเหมือนกัน ก็ขอให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางธรรมต่อกัน เหมือนที่พี่เคยกล่าวไว้ คงมีกรรมร่วมกันมา มีวาสนาต่อกัน ก็ขอกราบอนุโมทนากับพี่โยคีด้วยความซึ้งใจค่ะ  สาธุ  สาธุ  สาธุ

 โยคีน้อย

ประเทศไทย 16 ตุลาคม  2550

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 21 Oct 2007 @ 18:14
สาธุ สาธุ สาธุ เช่นกันครับ

พี่โยคี

  วันที่ 26 ตุลาคม 2550 คงไม่ได้ส่งพี่โยคีขึ้นรถไฟนะคะ เพราะคงติดประชุมอยู่ที่จันทบุรี จะเดินทางตั้งแต่ตีห้าครึ่งวันที่ 24 ต.ค. 50 ไม่ทราบว่าจะเข้าเน็ตได้ไหม พรุ่งนี้อาจป็นวันสุดท้ายที่จะพูดคุยกัน กระทู้นี้ ก็คงปิดชั่วคราว หรือถ้าโยคีน้อยมีเรื่องอะไร อาจเข้ามาโพสไว้ ขณะที่พี่โยคีไม่อยู่นะคะ

  ไปที่ราชบุรี ขณะที่เดินทางกลับ แวะชมพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง พอเดินเข้าไปอาคารแรก ก็พบข้อความหนึ่งเขียนว่า

" สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ไปทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง แม้จะทำความผูกพัน และมั่นใจในสิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปมิได้ ผู้ทำความสำคัญมั่นหมาย นับเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป

  อนาคตที่ยังมาไม่ถึง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดเกี่ยวข้องเช่นกัน อดีตก็ควรปล่อยไปตามอดีต อนาคตก็ควรปล่อยไปตามกาลของมัน

   ปัจจุบันเท่านั้น ที่จะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะ ที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย "

( หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต )

    อ่านจบ ก็ให้นึกถึงคำพี่โยคีเคยยกมาสอน เพื่อให้โยคีน้อย ละวางกับอดีต อยู่กับปัจจุบันขณะ รู้สึกดีที่ได้ไปพบคำครูบาอาจารย์ท่านตอกย้ำอีก จิตต้องฝึก ต่อเนื่องตลอดเวลา ได้หนังสือมาเล่มหนึ่งชื่อ        "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" เขียนโดยทันตแพทย์สม สุจีรา เป็นการเขียนจากการศึกษาและปฏิบัติ และเชื่อมโยงถึงนักวิทยาศาสตร์ ที่ค้นพบสิ่งต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงรู้เห็นมานานแล้ว โยคีน้อยจะได้ศึกษาอย่างละเอียด และจะตั้งใจฝึกปฏิบัติให้มาก แข่งกับเวลาที่น้อยลงทุกวินาที

  โยคีน้อยได้ส่งของไปถวายพระพลเดช ไม่ทราบว่าท่านได้รับหรือยัง ถ้าได้รับแล้ว ขอได้ ใช้ตามที่โยมโยคีน้อยตั้งใจเอาบุญกับท่านด้วย เป็นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด ด้วยความห่างไกลแห่งหนทาง แค่คิดจะตักบาตรสักครั้ง ก็เกินกำลังจะได้ทำค่ะ

  แต่งกลอนให้น้องเต้แล้ว คุณพ่อเองก็คงสบายใจ ในการปฏิบัติครั้งนี้นะคะ

สวัสดีค่ะ.............โยคีน้อย

22 ตุลาคม 2550

ถึงพี่โยคี

  ป่านนี้คงเป็นสามเณรโยคีแล้ว ใส่ชุดนักรบ เป็นทหารกล้าแห่งกองทัพธรรม ขออนุโมทนาบุญ

 วันนี้ได้ไปที่วัดป่าแห่งหนึ่ง ไปเพราะอยากจะไป เป็นวัดที่ที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา ปลูกศาลาไว้ปฏิบัติธรรม สายหลวงพ่อชา พระอาจารย์ไม่อยู่ จึงขออนุญาตคนเฝ้าวัด ขึ้นไปกราบพระพุทธรูป บนศาลานี้ ปูพื้นไม้กว้างโล่ง สะอาดมาก ฝากรุกระจกใส ภาพภายนอก เป็นหน้าผา มีน้ำตกไหลรินตลอดเวลา เสียงไพเราะไม่ดังมาก กราบพระเสร็จก็นึกอยากเดินจงกรม ก็เลยเดินบนนั้นคนเดียว นานพอสมควร นานจนรู้สึกได้ถึงกระแสสมาธิที่เกิด และสติแห่งการรู้กายใจตลอดเวลา ยิ่งกว่าหนไหนๆ หูอื้อวิ้ง จากสรรพสำเนียง สงัดจนแปลกใจ การกำหนดเดินก็แจ่มชัดมาก ที่แห่งนี้ มีพลังมาก ทำให้เกิดสมาธิรวดเร็ว หนักแน่น พระท่านคงใช้เดินจงกรมทุกวัน ได้รับปิติสุขก่อนกลับบ้าน จึงขอนำมาเล่าไว้ จนกว่าพี่โยคีจะกลับมาอ่าน

  โยคีน้อย

27 ตุลาคม 2550

22.10 น.

กราบนมัสการหลวงพีโยคี

  วันนี้ดูตามกำหนดการ เป็นวันบวชพระใช่ไหมคะ และเวลาที่ประเทศไทยขณะบันทึกนี้ 19.49 น. คาดว่าพิธีกรรม การบวชเฉลิมพระเกียรติฯ คงสำเร็จทุกรูปแล้ว ขออนุโมทนาสาธุค่ะ

   โยคีน้อยเคยไปร่วมพิธีบวชพระจำนวนมากๆ บางครั้งก็เป็นสามเณร ยังจำภาพได้ติดตา เสมอมา ภาพพระที่สำรวมระวัง การนั่ง เดิน ยืน ดูเป็นภาพศักดิ์สิทธิ์ และก็นึกอธิษฐานว่า ขอให้ได้เพศบริสุทธิ์ ได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนาในภพชาติต่อไป

   โยคีน้อยชอบที่จะร่วมบุญ หรือบางครั้งก็เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงพระครั้งละมากๆ หลายร้อยรูป แม้ปัจจัยน้อย ก็ใช้วิธีบอกบุญ และทำสำเร็จตลอดมา

   พรุ่งนี้ คงมีแต่คนอยากใส่บาตรพระใหม่ ให้ชื่นอกชื่นใจกัน โยคีน้อยใช้วิธีกำหนดนึกภาพเอา แล้วเมื่อเกิดปิติก็อนุโมทนาสาธุกับทั้งพระภิกษุ และญาติโยม วันใดที่หลวงพี่โยคี รับประเคนผ่านผ้ารับประเคนที่ถวายไป บุญนั้นคงส่งถึงโยคีน้อยทันที ซึ่งบอกตามตรงว่า หมู่นี้ มีแต่ความเบิกบานใจ ทุกครั้งที่ระลึกได้

    วันต่อๆไปโยคีน้อยก็ได้ศึกษากำหนดการ แล้วจะได้น้อมใจตามเอาบุญกับท่านค่ะ

  กราบนมัสการด้วยความเบิกบานยิ่ง

โยคีน้อย

29 ตุลาคม 2550

20.01 น.

 

นมัสการค่ะพระพี่โยคี

  ขอบันทึกประสบการณ์เช้าวันนี้สักหน่อยนะคะ ทุกเช้าและก่อนนอน โยคีน้อยก็จะระลึก อนุโมทนาบุญ กับพระพี่โยคี ที่ได้กระทำ และกำลังจะกระทำในกาลต่อไป  จากนั้นก็นั่งสมาธิเป็นประจำ

 เช้าวันนี้ โยคีน้อย ก็เดินจงกรมเหมือนปกติทุกวัน แต่รู้สึกได้ว่าวันนี้ มีกำลังสติหนักแน่นดีมาก ขณะเดินนั้น ก็ฝึก เห็นเข้ามาในตัว เห็นได้ตั้งแต่เส้นผม จรดเท้า ต่อจากนั้นก็เกิด เห็นภาพในจิตตนเอง เป็นตับ ไต ไส้ พุง ที่สุดก็เป็นกระดูก ค่อยกองอยู่ตรงหน้า รู้สึกตกใจเหมือนกัน แต่ก็ตั้งสติทบทวน ว่าเกดอะไรขึ้น การกลับเข้าเห็นภายในเป็นอย่างนี้นี่เอง เกิดความสลด สังเวชตัวเอง จากนั้นก็นั่งลงทำสมาธิต่อไป

 ซึ่งโยคีน้อย ก็ไม่ทราบจะทำอย่างไรต่อไป เวลาเกิดอาการอย่างนี้ และระยะเวลาที่เกิดทั้งหมดรวมตั้งแต่เริ่มปฏิบัติ ไม่นาน ไม่กี่นาทีเองค่ะ

   ได้อารมณ์สงบๆ ติดตัวมาจนขณะนี้ แจ้งไว้ให้พระพี่โยคีทราบค่ะ

    วันนี้ขอให้การเดินทางสู่การปฏิบัติธรรม ของท่าน ประสบตามสิ่งหวังตั้งใจ แจริญในธรรม ยิ่งๆขึ้นไปค่ะ

  กราบนมัสการ

โยคีน้อย

31 ตุลาคม 2550

08.47 น. 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  ยังไม่ได้ทักทายอย่างเป็นทางการเลย เป็นอย่างไรบ้างคะ การสร้างบารมีของพี่โยคี คงไม่ได้ได้มาอย่างง่ายๆแน่ๆ เมื่อสำเร็จได้ด้วยดี โยคีน้อยก็ขออนุโมทนาบุญกับพี่โยคี

   วันก่อนได้ไปที่บึงฉวาก พบ อาจารย์Moo แห่งG2K เธอหาวิธีการติดต่อ โยคีน้อยจนได้ มีน้ำใจมาก ขนาดขับรถมาส่งที่กรุงเทพ เราคุยกันตลอดทาง พูดถึงพี่โยคีด้วย เธอว่า เธออ่านบันทึกนี้เป็นประจำ และการสื่อสาร ที่โยคีน้อย นำคำแนะนำของพี่โยคีไปปฏิบัติ แล้วมาบันทึกไว้ พลอยทำให้เธอได้เข้าใจ และปฏิบัติไปด้วย ผลการสนทนาธรรมของเรา ก่อเกิดกุศลจิตต่อผู้อื่นด้วยค่ะ

  โยคีน้อยกำลังมุ่งมั่น ในเรื่องกฐิน G2K ซึ่งอาจเป็นวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยหาทุนช่วยเหลือ โยคีน้อยเชื่อว่า เป็นกฐินแห่งปัญญา ชาตินี้เกิดมาตัวโง่มันมาก ต้องสร้างบุญเปลี่ยนผังให้ตัวเอง

  คืนนี้ดึกมากแล้ว จะลาไปนอนแล้วนะ ส่วนการบ้าน ขอส่งวันหน้าค่ะ

 โยคีน้อย

ด้วยความระลึกถึง

10 พ.ย.50

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 10 Nov 2007 @ 00:47

โยคีน้อยครับ

ติดคำตอบเอาไว้หลายครั้งแต่ไม่ได้ลืม เพียงแต่ยังตั้งตัวไม่ติดจากการไปอุปสมบทซึ่งเหนื่อยมากเป็นพิเศษเพราะได้สร้างบุญหลายต่อ กล่าวคือทั้งบวชให้ในหลวง บวชให้ตัวเอง บวชให้พ่อ บวชให้แม่ โดยมีทั้งพ่อและแม่ซึ่งอายุมากแล้วไปด้วย เราจึงหนักเป็นพิเศษ ....แต่ก็ดีใจที่ผ่านมาได้เรียบร้อย นำบุญมาฝากทุกคนได้

เป็นช่วงชีวิตที่ 10 วันแต่เหมือน 10 เดือน 10 ปี 

สรุปสั้นๆ ณ ตอนนี้

ชาวพุทธควรไปสังเวชนียสถานที่อินเดียและเนปาล อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต เพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์

ปฏิบัติธรรมให้มากเพื่อให้รู้แจ้ง ตามรอยและถวายสักการะแด่พระพุทธองค์

อย่าประมาทในชีวิต ทั้งทางโลกและทางธรรม

อย่ามองแค่ชาตินี้  หรือชีวิตนี้ ให้มองไกลๆ สร้างเหตุที่ดี เพื่อที่จะตั้งตัวการปฏิบัติที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในอนาคตกาล

ทำตัวตนให้เสมือนดั่งลม ไร้ซึ่งรูปทรงและตัวตน แต่ให้ทรงพลังในการทำความดี

ต้องไปอินเดียเพื่อเรียนรู้และปลงธรรมสังเวชกับวิถีชีวิตของคนอินเดียซึ่งสามารถทำใจกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ

ไม่ว่าความดี กุศล สิ่งที่ตรงข้ามหรืออะไรก็ตาม ต้องหัดการวางสิ่งเหล่านั้นลงให้หมด....เพื่อที่สติจะได้เกิดและอยู่กับปัจจุบันขณะได้ดี

.............สาธุ สาธุ สาธุ

 

 

 

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  ขอบคุณค่ะที่พี่โยคีแวะมาตอบบันทึก คนเรานี่ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร หรืออะไรเป็นหลัก ตัวเรานี่แหละ

 ในชีวิตทุกวันนี้ โยคีน้อยก็มีสิ่งกระทบมากน้อยตามลำดับ ต้านไหวบ้าง ไม่ไหวบ้าง แต่ก็รู้สึกได้ดีกว่าเดิม เพราะฝึกให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ตามคำสอนของพี่โยคี ปัจจุบันขณะ ที่เคยคิดว่า ณ วันนี้ ณ ชั่วโมงนี้ ก็กลับสั้นลง เป็นลำดับๆ

    อินเดียก็เป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในความใฝ่ฝันที่ อยากจะไป แต่ก็คงต้องใช้แรงอธิษฐานกันพอสมควร กHอาจให้มีโอกาสได้สัมผัส ศึกษาชีวิต ตามที่พี่โยคีบอกมา การได้เรียนรู้กับตา คงทำให้ใจของเรา ได้รับการพัฒนามากขึ้น  ธรรมะต้องปฏิบัติจึงจะรู้ผล

   น่าปิติใจกับคุณพ่อ คุณแม่ และญาติๆของพี่โยคี ที่มีคนอย่างพี่ร่วมวงค์ตระกูล ทั้งกตัญญู ทั้งเป็นกัลยาณมิตร ที่สำคัญ พี่โยคีจิตใจเข้มแข็งมาก ที่สามารถวางภาระทางโลกได้ชั่วขณะ สุดยอดแล้วค่ะ เป็นสิ่งทำได้ยาก แต่ก็คงเพราะทุกคน เกิดมาเพื่อสนับสนุน การสร้างบารมีของพี่ จึงทำให้ไม่มีอุปสรรค

 ในส่วนตัวของโยคีน้อย ส่งกระใจไปรับบุญทุกวัน ส่งแรงใจไปให้ การบวชครั้งนี้ จงเต็มไปด้วยกุศล อย่ามีอุปสรรคขัดขวาง

 ที่สุดทุกอย่างก็สำเร็จตามความปรารถนาของทุกคน ยินดีด้วยจริงๆ ยินดีที่มีส่วร่วม กับสิ่งที่จับต้องไม่ได้

   ขออนุโมทนาสาธุ สาธุ  สาธุ ให้ชื่นใจอีกครั้งค่ะ

โยคีน้อย

10 พฤศจิกายน 2550

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 10 Nov 2007 @ 09:34

โยคีน้อย

มีเรื่องหนึ่งที่นำมาฝากโยคีน้อยโดยเฉพาะคือ สถานพยาบาลกุสินาราคลีนิค อยู่เยื้องๆ กับวัดไทยกุสินาราเลย เป็นสถานพยาบาลที่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลอินเดีย เป็นกิจกรรมหนึ่งที่พระธรรมทูตและชาวไทยในอินเดียสร้างขึ้นและนับว่าเป็นสถานรักษาพยาบาลแก่สาธารณชนผู้ทุกข์ยาก เจ็บป่วยโดยไม่เลือกชั้นวรรณะหรือศาสนาใดๆ และเป็นการกุศลโดยแท้ เสียค่ารักษา 8 รูปีทุกโรค

ได้ถามพระที่ดูแลท่านบอกว่าหากมีหมอหรือพยาบาลไทยใดสนใจจะไปเป็นอาสาสมัครก็ได้ (คงช่วงสั้น) สถานพยาบาลสร้างเกือบเสร็จแล้ว ยังไม่มีผู้อำนวยการที่เป็นฆราวาสเลย คณะพระนวกท่านหนึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท ได้อาสาเป็นที่ปรึกษาแล้ว

น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะได้สร้างกุศลในดินแดนพุทธภูมิ จึงนำข่าวมาบอกและขอให้ติดต่อไปยังพระมหาคมสรณ์ 09415270696

บอกว่าอัครราชทูตพลเดชแนะนำไป.................คิดว่าธรรมะจัดสรรได้ วัดเองก็สามารถทำหนังสือถึงหน่วยงานที่สนใจจะส่งพยาบาลไปช่วยงานช่วงสั้นได้ จะได้ไปสังเวชนียสถานและช่วยเหลือคนด้วย

ด้วยความปรารถนาดี

 

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 10 Nov 2007 @ 09:36
โทรอินเดีย 00191 แล้วต่อด้วยหมายเลขมือถือ ดังนี้ 001919415270696 พระมหาคมสรณ์เป็นผู้ดูแลสถานพยาบาลกุสินารา

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  โยคีน้อยติดต่อพระอาจารย์แล้ว บอกว่าท่านทูตพลเดชแนะนำ ท่านบอกว่า พรุ่งนี้จะเดินทางกลับประเทศไทย 10 วัน แล้วท่านจะติดต่อมา เอาเบอร์โยคีน้อยไว้

 สงสัยจะได้ไปเยี่ยมพุทธภูมิตามแรงอธิษฐานเสียแล้วค่ะ

 ขอบพระคุณพี่โยคีค่ะ

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 10 Nov 2007 @ 09:57

สาธุ สาธุ สาธุ

 

สวัสดีค่ะ

  ขอส่งการบ้านพี่โยคี และมีคำถามนิหน่อยค่ะ

   เมื่อคราวที่ไปสนทนาธรรมกับคุณลุงสมบัติ คุณลุงได้ขอให้โยคีน้อย ค่อยๆปฏิบัติให้ชำนาญ ขอวันละครึ่งชั่วโมง ทำให้สม่ำเสมอ แต่จะเน้นเรื่องปัจจุบันขณะมาก ถึงจะโกรธ หรืออะไรมากระทบก็แล้วแต่ ขอเพียงเราตามให้ทัน ระยะเวลาให้สั้นลงไปเรื่อยๆ และให้รู้สึก ขอบคุณ คน สัตว์ สิ่งของ ที่ทำให้เราบังเกิดอารมณ์เหล่านั้น ตัวโกรธจะเห็นชัดที่สุด เมื่อเร็วๆนี้ โยคีน้อยก็มีเรื่องต้องโกรธ แล้วก็ได้เรียนรู้ว่า การกลับสู่ปัจจุบันขณะนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อกลับมาได้ (ประมาณเกือบ2 ชั่วโมง) ก็ทำให้เรา ไม่ค้างคาใจเหมือนก่อน ที่จะต้องเอามาคิด ให้มันกรุ่นอยู่ตลอดเวลา เหมือนจบแล้ว จบเลย ทางอารมณ์ แต่ผลกระทบทางโลก ก็ไม่อาจคาดเดาได้

   จะถามพี่โยคีว่า ขณะที่เราเดินจงกรม ใช้สติกำหนดการเดิน การยืน การกลับตัวนี้ โยคีน้อยพอทำได้แล้ว โดยขณะทำ มีเรื่องแทรกน้อยมาก(คุณลุงบอกว่า ถ้าครึ่งชั่วโมงคิดเกิน 12 เรื่อง แปลว่าฟุ้งได้ที่ ถ้าขนาดธรรมดา ประมาณไม่น่าเกิน 7 เรื่อง ) โยคีน้อยทำได้ตอนนี้ประมาณ 3-4 เรื่อง ขณะเริ่มปฏิบัติ จากนั้นแทบจะไม่มีเรื่องแทรกเลย คำถามคือ เราควรยกจิตออกมา แล้วให้ดูกายเรากำลังทำอะไร หรือว่า ให้เราเอาจิตไปอยู่ที่กายส่วนที่กำลังเป็น

    ช่วงนี้ ถ้าได้อยู่เงียบๆคนเดียวเมื่อไหร่ รู้สึกชอบมาก อยากปฏิบัติธรรมอย่างเดียว แต่คงเป็นไปได้ยาก กับการอยู่ในสังคม จำกัดด้วยเวลาเสมอ

     รบกวนพี่โยคีเท่านี้ก่อน ให้พี่โยคีช่วยแนะนำต่อไปด้วย และขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ

 โยคีน้อย

 11 พฤศจิกายน 2550

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 11 Nov 2007 @ 20:02

โยคีน้อยครับ

สาธุกับการปฏิบัติธรรมที่ก้าวหน้าตามลำดับ

เรื่องที่ถาม สำคัญและละเอียดอ่อนมากครับ การยกจิตออกมานั้นใจคนเราอยากจะทำอยู่แล้ว (เพราะยังมีความอยากอยู่)แต่ขอให้ระวังให้มากครับ เป็นดาบสองคมครับ

จากประสบการณ์ของผม เมื่อมีพลังจิต จิตก็จะยิ่งยึดตัวตนครับ อันตรายอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าต้องการจะศึกษาเพื่อรู้เท่านั้น ก็ลองทำดูครับ แต่อยากจะขอให้อาราธณาพระคุณพ่อแม่ หลวงพ่อหลวงปู่ที่เคารพช่วยปกป้องทุกครั้งและเมื่อทำได้แล้วขอให้หยุดครับ เอาพอเพื่อได้รู้

จิตไปดูกายจึงเป็นทางที่ปลอดภัยครับ เป็นไปเพื่อปัญญาโดยแท้ อย่าลืมครับว่าเราปฏิบัติธรรมเพื่อรู้สภาวะธรรมที่เป็นจริงเท่านั้น

พลังจิตที่เกิดเป็นเพียงผลพลอยได้ ถ้าไปหลงติดจะเป็นโอกาสให้เราท่องเที่ยวไปในโลกวิญญานอย่างไม่มีสิ้นสุดและสามารถสร้างบาปบุญคุณโทษได้อีกมาก

แนะนำโยคีน้อยไปแบบนี้ แต่ในความเป็นจริง ระหว่างที่ปฏิบัติจริง หากจะมีสิ่งใดเกิด บางครั้งเราก็ห้ามไม่ทันครับ ต้องอาศัยบุญที่ทำมาด้วยดีแล้วของตนปกป้องตัวเราเองจากการเดินทางผิดครับ

พยายามไม่ประมาทให้มากที่สุดครับและไม่หวังอะไร ก็จะปลอดภัยครับ

ด้วยความปรารถนาดี

ปล.ในการแผ่เมตตาหลังจากสร้างบุญต่างๆ  ทุกครั้ง ให้แผ่เมตตาออกไปให้หมดและกว้างขวางที่สุดครับ ให้ให้หมดจด ให้มิให้เหลือเศษ เหมือนกับการแบมือออก ไม่มีอะไรเหลือในมือ ทำได้แบบนี้ ใจก็จะเบาสบายครับ

อนึ่งการปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่ที่มีอยู่ในสังคมให้ดีครับ ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรืออยู่หลายคน ก็ต้องให้เหมือนกันครับ หนอๆๆๆๆๆ

ถ้าเมื่อใหร่ดูสีขาวกับสีดำเหมือนกัน ไม่ต่างกัน ก็นั่นแหละครับ

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 11 Nov 2007 @ 23:18

ขอแก้คำผิดครับ

"จิตไปดูกายจึงเป็นทางที่ปลอดภัยครับ"

ที่ถูกต้องเป็น  จิตอยู่ที่กายจึงเป็นทางที่ปลอดภัยครับ

ด้วยความปรารถนาดั

 สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะพี่โยคี

สว้สดีค่ะพี่โยคี

  โยคีน้อยยังไม่ได้ติดต่อกับพระอาจารย์คมสรณ์ เลยค่ะ ไม่ทราบท่านเดินทางมาถึงประเทศไทยหรือยัง แต่วันนั้น ท่านว่าจะติดต่อกลับมาเมื่อถึงเมืองไทย

 นี่โยคีน้อยคิดไปไกล เหมือนจะได้ไปจริงๆเลย ถ้ามีโอกาส อยากได้ทำงานด้านสาธารณสุข คือการปฏิบัติตนมากกว่า ที่จะช่วยให้คนไม่ต้องป่วย ไม่ทราบโครงการของท่านเป็นแบบไหน มีส่วนนี้หรือไม่ แล้วโยคีน้อยก็ต้องใช้ภาษาใบ้ด้วยหรือเปล่า พูดภาษาไม่เป็น

 แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคหรอกค่ะ ความสำเร็จอยู่ที่ความพยายามของเรา จุดหมายปลายทาง อยากได้เดินตามรอย ที่พี่โยคีได้ไปมากกว่า คงป็นบุญที่ถวายผ้า ให้พี่โยคี ได้ใช้ประโยชน์ ในการเดินทาง เลยอาจทำให้ได้เดินทางไปสู่สถานที่สำคัญ และเคยใฝ่ฝันเอาไว้

 โยคีน้อยเริ่มอธิษฐานแล้วนะคะ พี่โยคีก็ช่วยส่งบุญสนับสนุนด้วย เพราะการได้ไปครั้งนี้ ย่อมมีเหตุปัจจัย ที่มีผลกระทบต่อชีวิตแน่นอน ความรู้สึกคล้ายๆหลายๆสถานที่ ที่โยคีน้อยรู้สึกอยากไป ตามที่เคยเล่าให้ฟัง

 ชีวิตที่เหลือของโยคีน้อยนี้ เต็มไปด้วยอิสรภาพ ก็คงได้ทำในสิ่งที่กำหนด ให้ดีที่สุดค่ะ

  โยคีน้อย

13 พ.ย. 50

  

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 13 Nov 2007 @ 18:22

โยคีน้อยครับ

เริ่มต้นเรียนวิถีแขก บทที่ 1 ครับ เมื่อตั้งใจแล้ว ติดตามจนถึงที่สุด

โทรไปหาท่านคมสรณ์เลยครับ มือถือของท่านน่าจะใช้ได้ตลอด

คลีนิคกุสินาราเท่าที่ไปเห็น เป็นมหากุศลครับ เป็นประโยชน์กับคนอินเดียและคนต่างชาติในกุสินาราและเมืองใกล้เคียงเป็นอย่างมาก

เราไปเรียนรู้ทั้งการให้และการรับ ให้คือให้ความเมตตาให้เขาได้รักษาจากการป่วย ให้ความรู้ต่างๆ ที่ยังไม่มี และรับผลบุญจากการเป็นผู้ให้ไม่เลือกชั้นวรรณะ

ผมถือว่าเป็นนโยบายส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีมากของพระธรรมทูตครับ

ด้วยความปรารถนาดี

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  พยายามโทรหาพระอาจารย์คมสรณ์ค่ะ แต่หมายเลขมันเยอะมาก ไม่ทราบว่าต้องตัดตัวใดบ้าง ตัดเลข00191 ออก จากนั้นก็เติม 8 หลังศูนย์ แจ้งแค่เป็นระบบDtac และยังไม่เปิดใช้ จึงทดลองตัดเลขให้เหลือ10 ตัว เหมือนในไทย ก็ติดต่อไม่ได้ ไม่มีความรู้เรื่องหมายเลขโทรศัพท์ ใน -นอก ประเทศค่ะ ติดต่อท่านไม่ได้ มีวิธีไหนอีกไหมคะ

  พรุ่งนี้ก็จะเดินทางไปดงหลวงมุกดาหาร ไม่ทราบจะมีสัญญาณหรือไม่ พี่โยคีส่งข่าวคืนนี้นะคะ มิฉะนั้น จะทันท่านกลับอินเดียหรือเปล่า จะกลับจากมุกดาหาร 19 ค่ะ

 

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 14 Nov 2007 @ 19:53

โยคีน้อยครับ

ไม่เป็นไรครับ ท่านบอกว่าจะติดต่อมาเอง ให้เทวดาเป็นคนจัดดารนะครับ ท่านมหาคมสรณ์คงปิดมือถือที่ใช้ที่อินเดียครับ

ผมเชื่อในเรื่องธรรมะจัดสรรครับ

ทำใจให้สบาย ผ่อนคลายกายและใจ เมื่อถึงเวลา ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามเหตุและปัจจัยเอง

ผ้าที่โยคีน้อยถวาย ผมได้ถวายให้วัดไทยกุสินาราไปแล้วในวันก่อนลาสิกขา รวมกับจีวรและผ้าอื่นๆ ที่เกินความจำเป็นของพระ โดยเก็บจีวรไว้ผืนเดียว

ผลบุฐดังกล่าวคงจะทำให้โยคีน้อยได้ไปแสวงบุญในอินเดียได้เป็นแน่

สาธุครับกับจิตใจที่ตั้งมั่นในกุศล

ด้วยความปรารถนาดี

สาธุ สาธุ สาธุ

โยคีน้อยก็เชื่อมั่นในผลบุญเสมอ ถ้าเราสร้างเหตุ ก็ย่อมมีผลเสมอค่ะ

สวัสดีตะพี่โยคี

  เนื่องจากมีความจำกัดในการใช้เครื่องคอมฯ ต้องรอจังหวะว่าง เช่นเช้านี้ขณะที่คนกำลังไปกินข้าวกัน ก็เลยรีบกินแล้วมาขอใช้เครื่องที่ว่าง เขียนส่งข่าวค่ะ

เมื่อคืนมีการสนทนากันอย่างธรรมชาติ หมอนคนละใบ ใครจะนอน ใครจะนั่งสุดแท้แต่ โยคีน้อยก็หลับบ้าง ตื่นบ้าง ตามอัธยาศัย พอเขาให้โอกาส ก็ได้พูดถึงแรงบันดาลใจเรื่องกฐินออนไลน์ ว่าความจริงพ่อครูบาสุทธินันท์ เป็นต้นคิดการตั้งกฐิน แต่ที่สุดพ่อครูก็มายกความดีให้โยคีน้อย และได้บอกว่า ทุกอย่างนี้ เกิดเพราะความตระหนักในความรู้สึกรับผิดชอบต่อสังคมที่อยู่เป็นหลัก และใช้สื่อคือการบอกต่อให้ใครได้รับรู้ ส่วนการตัดสินใจ เป้าหมาย ไม่อาจคาดเดา แต่ได้ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ก็พอใจมากแล้ว และได้แจ้งให้พี่โยคีทราบว่า ได้นำเรื่องการร่วมบุญของพี่โยคี มาให้ที่ประชุมได้ร่วมอนุโมทนากัน และเป็นการแสดงว่า การบอกบุญ การสร้างความดีของพวกเรา ไม่ได้มีระยะเส้นทางที่ห่างไกลเป็นอุปสรรคเลย เราเชื่อมโดยใช้คำว่าใจเป็นอุปกรณ์ เข้าใจกันโดยกำหนดรู้กันเอาเอง

   พยามจะพิมพ์ส่งข่าวตั้งแต่เมื่อวาน แต่เน็ต ก็ทำพิษจนท้อไปเอง โพสไม่ได้ วันนี้คงสำเร็จขอให้พี่โยคี จงได้รับการอนุโมทนาสาธุ สาธุ  สาธุ จากหมู่มนุษย์และเทวดา ในกุศลจิตที่ร่วมบุญกฐินออนไลน์ แห่งประวัติศาสตร์ ค่ะ

  เดี๋ยวจะต้องเดินทางไปในชุมชน กินข้าวเที่ยงกลางป่ากัน คงได้มีเรื่องน่าสนใจมาฝากค่ะ ขอจบก่อนนะคะ เขามากันมากแล้ว

โยคีน้อย

17 พ.ย.50

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 17 Nov 2007 @ 19:20

P 

ขอให้เจริญสุข ในทุกสถานที่ครับ

ถ้าเราสามารถเจริญทั้งกายและเจริญจิตของเรา ความสุขก็จะมาหาเองครับ และไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ก็จะเป็นบุญกุศลตลอดไปครับ

สำหรับผมเองนั้น ลมหายใจที่ว่าง...จะภาวนาคำว่าพุทโธเสมอ (เป็นอัตโนมัติ) อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะเล่าให้โยคีน้อยฟังก็คือ สัก สิบกว่าปีมาแล้ว ได้นำวิธีการทำบุญแผ่เมตตาในชีวิตประจำวันมาใช้

กล่าวคือ เวลาเราจะทานข้าวหรือรัปประทานอะไรก็ตาม ให้กำหนดจิตสักอึดใจหนึ่ง นึกถึงว่าในโลกของจิตมีผู้ต้องการบริโภคหรือรับอาหารมากมาย แต่ก็ไม่มีอาหารทานเพราะไม่ได้สร้างบุญที่เพียงพอ เช่น คนยากจน เด็กยากจน ไม่มีเงินที่จะซื้อของดีๆ ทาน หรือวิญญานบางทีก็บกพร่องบุญ ขาดแคลนความสุข ก็มีถมไป ......ดังนั้น เวลาที่เราจะรับประทานอะไรก็ตาม แสดงว่าเรานั้นมีบุญแล้วที่มีกิน ดราจะไม่ให้ใครก็ได้ เพราะเป็นอาหารของเรา ซื้อด้วยเงินของเรา ......แต่ตรงนี้เอง หากกำหนดจิตสักอึดใจหนึ่งแผ่เมตตาให้วิญญานที่หิวโหยและต้องการอาหาร ได้มารับอาหารที่เราจะทานนั้นแล้วขอให้มีความสุขตามสภาพของเขา ก็ถือว่าเป็นการสร้างกุศลที่ครบถ้วนไม่ตกหล่นเลย .......ผมใช้วิธีเอามือแตะภาชนะที่ใส่อาหารนั้นแล้วก็กำหนดในใจ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เราก็ได้อหารของเรา ส่วนผู้รับที่ต้องการก็ได้รับในอาหารทิพย์ที่เราให้ ได้ด้วยกันทุกฝ่าย

ก็แนะนำมาครับ หากมีเวลาและกำหนดทัน ก็ลองดูนะครับ ชีวิตเราก็จะมีแต่ให้ครับ ซึ่งโยคีน้อยเองก็ได้ทำมามากและทำมาด้วยดีแล้ว

เจริญสุขครับ

ด้วยความปรารถนาดี

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับคำแนะนำเรื่องแผ่เมตตา คนเราถ้าใจละเอียด ก็ทำให้เรานึกอะไรได้ละเอียดยิ่งๆขึ้นไปนะคะ

 อยู่ดงหลวง โยคีน้อยนั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน แผ่เมตตา สวดมนต์ ให้แก่ทุกคน รวมทั้งหยาบและละเอียด

 คืนก่อนที่โยคีน้อยจะมา ชุดมาเตรียมงาน เขาบอกว่า มีสิ่งนั้น มาเดินรอบเตนท์เขา เสียงดังจนสัมผัสได้ แต่มองไม่เห็น คงเข้ามาทักทาย

  แต่โยคีน้อยนอนเป็นสุขดี

มีคนสนใจบันทึกของพี่โยคีหลายคนค่ะ ชื่นชอบกันมาก เสียดาย ที่มีหนังสือ ถ้าพรุ่งนี้ต้องตายติดไปแค่ 4 เล่ม เก็บไว้ ที่บ้าน 1 เล่ม หนังสือก็มีเจ้าของนะคะ เขาก็ได้รับไปแล้ว

 ได้ไปเที่ยวบ้านและเจดีย์ของฤษีของชนกลุ่มไทยโซ่ด้วย การสร้างบารมีนี่ ทำให้มีคนนับถือศรัทธา จนกลายเป็นผู้นำในเวลาต่อมาได้

 สิ่งหนึ่งที่ได้กลับมาคือ ความรู้สึกที่ดีต่อกัน คนที่ทำดีต่อกันโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นธรรมชาติดีมากค่ะ วันหลังจะเล่าเรื่องความทุกข์ของสหาย ซึ่งดูแล้วเป็นห่วง เพราะเขายังมีความรู้สึก อารมณ์ในครั้งนั้นติดใจอยู่ และบางคนยังมีหลักฐานตอกย้ำอีก เช่น ขาขาด ตาบอด บางคนเล่าสิ่งที่ประสบมาอย่างโหดเหี้ยมด้วยค่ะ ก็คงได้แต่แผ่เมตตาให้เขาจงมีความสุขใจกันค่ะ

  โยคีน้อย

19 พฤศจิกายน 2550

 

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 20 Nov 2007 @ 01:50

สาธุครับ กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา  ล้วนเป็นการเดินทางของจิตทั้งนั้นครับ ต้องกำหนดนะครับ โดยเฉพาะ "สิ่งนั้น" หากมาทักทายจะได้กำหนดทันครับ

เพราะทุกอย่างไม่พ้น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาจึงต้องกำหนดต่อไปครับ

เป็นโจทย์ให้เราได้ทำเพื่อพัฒนาจิตของเราทั้งนั้น

ยิ่งสุขมาก ก็จะเห็นทุกข์มากครับ

ด้วยความปรารถนาดี

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  วันนี้มีเรื่องปรึกษา มีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยอยู่ในพื้นที่ที่โยคีน้อยทำงานมาก่อน ได้มีโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ คราวนี้ เขาทำหนังสือเชิญ ให้ไปสอนเด็กเขาเรื่องการทำสมาธิ ทุกวันพุธ ให้เวลา 2 ชั่วโมง จะทำกันอย่างไรดี มีเด็กตั้งแต่ อนุบาล จนถึง ประถมปีที่ 6 ก็รับปากเขาไป พี่โยคีช่วยคิดหน่อยค่ะ ว่าเราจะเริ่มอะไรกับเด็กดี

 แต่ก็ดีใจที่ครูใหญ่เขามีความคิดที่ดีแบบนี้ เคยเป็นอาสาสมัครเล่านิทานให้เด็กเมืองพัทยาอยู่สักปีได้ ต่อมาเวลาน้อย เดินทางไกล เลยขอยุติ แต่ที่นี่ไม่ไกล น่าจะช่วยเหลือเขาได้บ้าง

 ฝากพี่โยคีดีกว่า มีเด็กๆหลายคน น่าจะมีประสบการณ์ เข้าใจเด็กได้ดี ช่วยหน่อยนะคะ

โยคีน้อย

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 21 Nov 2007 @ 01:49

P 

โยคีน้อยครับ

สาธุครับ จะได้ทำบุญสร้างบารมีอีกแล้ว

สอนเด็กเรื่องการทำสมาธิ.....ทุกวันพุธ.....2 ชม.........เป็นโอกาสที่ดีมาก แต่ไม่ง่ายนะครับ

การทำสมาธิ ถือเป็นการปฏิบัติธรรม ถ้าจะทำอย่างจริงจัง ต้องมีรูปแบบที่ถูกต้อง มีระเบียบวินัยของผู้เรียน และต้องตั้งใจจริง.......... บางแห่งจึงต้องมีหลักสูตรฝึกสมาธิต่อเนื่อง 3 วันบ้าง  7 วันบ้าง เพื่อที่จะให้ผู้ฝึกมีเวลาทำได้เต็มที่

อย่างไรก็ดี การสอนเด็กเล็กเรื่องทำสมาธิ หากจะให้ทำอย่างจริงจังเกินไป และใช้เวลาเพียง 2 ชม.ทุก สัปดาห์  อาจจะไม่ประสบความสำเร็จเพราะเด็กส่วนใหญ่จะไม่อดทนพอที่จะทำสมาธิแบบเดินและนั่งสมาธิให้ต่อเนื่อง และเวลา 2 ชม. ทุกสัปดาห์นั้นก็ห่างกันไป ทำให้ไม่ได้ผล

แต่หากจะสอนเพื่อให้เข้าใจเรื่องสมาธิ และฝึกทำให้เกิดสมาธิเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ก็น่าสนใจกว่า

ดังนั้น หากสามารถสอนเด็กให้เรียนรู้วิธีทำสมาธิ เข้าใจประโยชน์ของการทำสมาธิ และสนุกกับการทำนั้น จะเป็นประโยชน์กับเด็กครับ

ลองแลกเปลี่ยนความเห็นกันตรงหลักการนี้ก่อน แล้วค่อยคุยกันต่อว่าจะใช้วิธีการใด ให้เด็กสนุกกับการเรียนธรรมะ

ด้วยความปรารถนาดี

 

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  เป็นเรื่องที่คิดว่า ครูคงเข้าใจว่าสมาธินั้น เป็นการสอนเหมือนทฤษฎี บอกไปแล้วเด็กคงเข้าใจ คาดหวังผลจะเกิด เมือสอนจบ หรืออาจเพราะครูเองก็ไม่เข้าใจด้วย

 ถ้าในส่วนตัวของโยคีน้อยเอง เมื่อสมัยเด็กๆ ชอบพระสอนทำสมาธิ ให้นั่ง ให้นึก ก็ทำได้ แต่คนอื่น ไม่แน่ใจ จึงเป็นเรื่องยากที่จะเริ่มต้น กับคนหลายๆคนพร้อมๆกัน

  บางครั้งเห็นครูเขาทำโทษเด็กด้วยการให้นั่งสมาธิ เด็กก็จะกลัวกับการต้องนั่งอยู่นิ่งๆ นานๆ ขณะที่เพื่อนไม่ทำผิด กำลังเล่นสนุกสนาน

  วัตถุประสงค์ครั้งนี้ เหมือนครูเขายกเด็กให้เราช่วยดูแล อบรม ลูกศิษย์ ไม่ได้กำหนดรูปแบบ ค่ะ

 ที่จริงมีพี่คนหนึ่งเป็นครูนอกราชการ เข้าไปสอนเสริมเด็กๆอยู่ แต่พอเรื่องทำสมาธิ ก็เลยมาขอความช่วยเหลือ และให้ครูทำหนังสือเชิญ เป็นเรื่องเป็นราว

  ตอนนี้เลยยังมึนๆอยู่ เรื่องที่พี่โยคีบอกมาว่า "ให้เด็กสนุกกับการเรียนธรรมะ" นั่นแหละค่ะ เป็นสิ่งที่อยากทำ แต่ก็ยังไม่เคยทำ ต้องรบกวนพี่โยคีนะคะ จะได้ศึกษาด้วยตัวเองก่อนค่ะ

 โยคีน้อย

 

 

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 21 Nov 2007 @ 08:27

ครับ มาคุยกันต่อ

เป็นเรื่องที่เป็นบุญกุศลมากที่ได้มีโอกาสให้สิ่งดีๆ แก่เด็ก เรียกว่า เทวดาจัดสรร.....

ที่บอกโยคีน้อยไปก่อนหน้านี้ เพียงจะบอกว่า ผมคิดออกนอกกรอบ ด้วยมีประสบการณ์ในการสอนปฏิบัติธรรม(ช่วงหนึ่งของชีวิต) ถ้าเข้มไป ผู้เรียนจะเหลือน้อย ถ้าหย่อนไป ผู้เรียนจะเบื่อหน่าย ยิ่งเป็นเด็ก ยิ่งต้องปรับรูปแบบให้เป็นธรรมชาติที่สุด

ความจริงแล้วการสอนแบบเข้มข้นนั้นดีมาก แต่ต้องเป็นหลักสูตรระยะเวลายาวพอสมควรเช่น 3 วันหรือ 7 วัน แต่หากเป็น 2 ชม. เช่นที่บอกมา จึงน่าจะเป็นการสอนแบบสบายๆ เป็นธรรมชาติ ให้เด็กค่อยๆ เรียนรู้แบบอ้อมๆ คือสนุกและทำแล้วนำไปสู่การฝึกจิตเป็นพื้นฐานเช่นเดียวกับฝึกแบบเข้ม

และเนื่องจากเราไม่ใช่นักบวช หรือครูสอนศาสนา การสอนเด็กจึงไม่ใช่เป็นการนำเด็กปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้น แต่นำเด็กไปสู่ความสนุกในการเรียนรู้

ก็สนุกกับการเรียนรู้นี่ละครับที่ในต่างประเทศเขาเน้นมาก และใช้กับเด็กเล็ก

โยคีน้อยเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The sound of music ไหมครับ เก่ามาก แต่มีคุณค่าในเรื่องการสอนเด็ก จำไก้ไหมครับเรื่องการ สอนโน๊ตดนตรี โด เร มี สอนโดยการใส่คำพูด สนุกสนานที่จะจำ ผลก็คือจำโน๊ตได้อย่างรวดเร็วและประทับใจ

คนเราถ้ามีความสุข สนุก ประตูใจเปิดกว้าง จะเรียนรู้อะไรก็ได้ทั้งนั้นครับ

ถ้าโน๊ตดนตรีนั้นเป็นธรรมะ ก็คงได้ผลเช่นกัน

เช่น โยคีน้อยเก่งในการเล่าเรื่อง หรือแต่งกลอน ก็อาจใช้สิ่งนั้นนำมาเป็นวิธีการสอนเด็กในเรื่องสมาธิ

เด็กๆ ในวัยนี้ ต้องมีแบบอย่างที่เขารักจะเดินตามรอย โยคีน้อยก็เอาความเป็นตัวตนของโยคีน้อยนั่นแหละไปสอนเด็ก จะเป็น 2 ชม. ที่เด็กๆ มีความสุข สบายๆ สนุกกับการเรียนรู้เรื่องดีๆ จากครูหมอ แต่ผลที่ได้คือการมีสมาธิในการคิดหรือทำสิ่งใดๆ ในชีวิตประจำวัน

ผมว่าแค่นี้ ก็เป็นธรมทานที่ได้ผลสูงแล้วครับ

โอกาสหน้าจะลองเสนอวิการนอกกรอบอื่นๆ อีกครับ

ด้วยความปรารถนาดี

 

 

ขอบคุณค่ะพี่โยคี

 เสียดายไม่เคยดูภาพยนค์เรื่องนี้ โยคีน้อยเคยมีครูท่านหนึ่งสอนวิชาสุนทรียศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์ ที่จะให้เรารู้จักตัวเอง และอยู่กับความสุขหรือทุกข์ได้ด้วยตัวเอง ท่านว่านักปกครองเขาต้องเรียนรู้วิชานี้กัน ที่ท่านเมตตาสอนนั้น เพียงน้อยนิด แต่สิ่งที่ได้ก็คือ ได้ฝีกเป็นคนมองโลกในแง่ดี และรู้จักการรอและอดทนคอยกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต มองภาพชีวิตของสรรพสิ่งละเอียดขึ้น เคยไปที่โรงเรียน แล้วมีเด็กๆ จับหนอนมาให้ดู ก็ใช้หนอนนั้นเล่าเรื่อง เช่น หนอนก็เหมือนหนู มีพ่อ มีแม่ มีลูก อาจกำลังจะเอาอาหารไปให้ลูก หรือกำลังจะกลับบ้านเพราะคิดถึงลูกอยู่ หรือถ้าเป็นลูกหนอน เหมือนเราเลย หนอนเด็กๆ ก็กำลังตามหาพ่อแม่อยู่ ก็คงไม่ได้เจอกันแล้ว เพราะ เราจับเขามา กลับบ้านไม่ถูก ปรากฏว่า เด็กรีบเอาหนอนไปคืนต้นไม้ที่จับมา

   และที่เคยรับความรู้มาเรื่องการฟังดนตรีบรรเลง ให้สร้างจินตนาการ เพื่อดูสภาวะจิตของคน การวาดภาพ เป็นต้น

   แล้วโยคีน้อยจะเอามาสอนเด็กเขาอย่างไรดี นี้เป็นทุนเดิมที่มีอยู่บ้าง แต่ถ้าได้นักการทูต ที่มีความสามารถพิเศษ ทะลุกำแพงใจคนได้ โครงการนี้ ก็คงเปี่ยมไปด้วยคุณค่า และผลกุศล

  รอแนวคิดของพี่โยคีต่อไปค่ะ

 โยคีน้อย

  

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 21 Nov 2007 @ 11:01

โยคีน้อยครับ

ผมคิดว่าเราต้องมีดูและถามตัวเองก่อนว่า ที่จะสอนเด็กเรื่องสมาธิ เพื่อให้เกิดอะไร มีเป้าหมายอย่างไร และเป้าหมายนั้น เหมาะสมกับเด็กๆ ที่นั้นหรือไม่

การสอนเด็กยิ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะเด็กเหมือนต้นไม้อ่อน กำลังจะเติบโต ถ้าได้แนวทางที่ดี ก็จะโตอย่างสมบูรณ์ แข็งแรง (ต้นไม้ไม่จำเป็นต้องตรง เพราะธรรมชาติไม่ได้ให้ต้นไม้ตรง แต่ต้องเจริญสมบูรณ์)

ข้อมูลเด็กที่เราจะสอนต้องมีให้ครบ

รู้จักเด็กที่เราจะสอน หมายความว่ารู้ตัวตนของเขา จากการ.....ให้เขียนความในใจ บอกถึงตัวเขา ความฝันของเขา .......ครอบครัวของเขา

โรงเรียนที่สวิสมีวิการสร้างเด็กให้เป็นผู้นำ มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการ โดยให้มีเวลาของการ Show and Tell เด็กจะต้องหาสิ่งของมาแสดงและเล่าเรื่องได้ เป็นวิธีการที่ผมชอบมากและนำมาใช้กับลูกๆ จนทุกวันนี้

ผมคิดว่ามีเรื่องที่จะต้องพิจารณาหลายจุดและสำคัญทุกจุด

สนุกกับงานครับ กุศลจิตที่ยิ่งใหญ่ของโยคีน้อยจะค่อยๆ หาทางจนเจอทางที่เหมาะสมนะครับ

ในลักษณะคล้าย Show and Tell ในเรื่องสมาธิ ก็อาจจะใช้วิธีการ Concentrate and watch  หรือแม้แต่การให้เด็กเล่าภาพชีวิตเมื่อวาน เห็นภาพหรือจำภาพอะไรได้บ้าง ละเอียดเพียงใด ก็เป็นวิธีการสร้างสมาธิและความจำที่สนุก ไม่น่าเบื่อและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองของเด็ก

แค่คิดก็สนุกแล้วครับ สาธุที่โยคีน้อยจะได้ทำมหากุศล สร้างคนให้ป็นคนดีของสังคม ถือเป็นงานใหญ่ มีผลต่อชีวิตของเด็กทั้งชีวิตนะครับ

อ้อ ก่อนจบ ผมว่า เฮฮาศาสตร์ที่ใช้การกอด...ถ่ายทอดความรู้สึก ก็เป็นสิ่งที่ดีที่จะเอาไปใช้กับเด็กนะครับ เด็กต้องการความอบอุ่น เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ต้องการแสงแดด...........

โชคดีนะครับ

ด้วยความปรารถนาดี

ปล.หาเวลาไปดูหนังเรื่อง The sound of music นะครับ ใครมีส่งให้คุณหมอด้วยครับ ดูแล้วจับวิญญานของเรื่องนี้ให้ดี เอาไปสอนเด็กได้ครับ

 

 

 

 

พี่โยคี

 พรุ่งนี้น่าจะได้ดูภาพยนต์ The sound of music ค่ะ และจะได้นำสาระมาศึกษา วางแผนกันต่อนะคะ

   เย็นวันนี้ มีโทรศัพท์มาถึงอีก ให้ช่วยไปสอนเณร บวชให้ในหลวง 80 พรรษา วันที่ 2-5 ธ.ค. 50 นี้ ทำไงดี พระท่านขอมา

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 21 Nov 2007 @ 23:29

โยคีน้อยครับ

ดูภาพยนต์ก่อนนะครับ  

เณรก็คือเด็ก คือต้นไม้ที่ยังอ่อน ต้องการแนวทางเช่นกันครับ

บวชถวายในหลวง ดังนั้น

1.อันความตายหมายไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ -อย่าประมาท

2.ยังไม่ตาย ตอบแทนพระคุณ พ่อ 1.พ่อของจิต -พระพุทธเจ้า

                                              2.พ่อของแผ่นดิน -ในหลวง

                                               3.พ่อของชีวิต -พระในบ้าน

                                               4.พ่อของความรู้ -หลวงพ่อ อุปฌาชย์ ครูบาอาจารย์.....ผู้มีพระคุณ

3.ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเอง -กินอย่างไร ได้อย่างนั้น

                             -คิดอย่างไร ได้อย่างนั้น 

                            -รู้อะไร ก็เป็นอย่างนั้น

                            -สติมากเท่าไหร่ ก็ทุกข์น้อยเท่านั้น

4.ถ้าไม่อดทน ฝืนใจทำความดี จะไม่มีทางได้ดี

เณรในวันนี้ ก็คือมนุษย์ที่ดีของสังคมและประเทศชาติในอนาคตครับ

ธรรมะจัดสรรครับ

ด้วยความปรารถนาดี

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 21 Nov 2007 @ 23:35

อ้อ เกือบลืมไปครับ

เล่าในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เรามี เพียงแค่นี้จริงๆ ครับ

คุณค่าอยู่ตรงนั้เอง.............

ส่งกำลังใจมาให้กองใหญ่

โชคดีครับ

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์ เพราะผู้ปรารถนาดี ยังส่งมอบไม่ได้ คาดว่าพรุ่งนี้น่าจะเรียบร้อย แต่ได้อ่านเรื่องย่อบ้างแล้ว ท่าจะสนุก มีคติเหมือนพี่โยคีว่า วันก่อน มีรุ่นพี่คนหนึ่งมาที่บ้าน เลยถามว่าเคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้ไหม เธอบอกว่า ดีมากๆ เธอเองดูตั้งสองครั้ง และยังอยากดูอีก รู้สึกจะเป็นเรื่องของแม่ชี ทีดูแลเด็กให้กับคุณพ่อที่เข้มงวด แต่เอาไว้ดูก่อนดีกว่าค่อยมาคุยกัน

   พี่โยคีว่าพระจันทร์มีอิทธิพลต่อคนเราไหม วันนี้พระจันทร์ใกล้เต็มดวงแล้ว พรุ่งนี้ลอยกระทง วันสุดท้ายของการทอดกฐิน ดูพระจันทร์ทีไร ตั้งแต่สมัยเด็กๆ จะอยู่บ้านนอก ไม่มีแสงไฟฟ้า คือใช้เครื่องปั่นช่วงหัวค่ำ พอดึกหน่อยก็ดับไฟ แล้วก็อยู่กันในความมืด

    เวลาข้างขึ้นนี้ มองพระจันทร์สวยมากๆ ยิ่งแสงกระทบผืนไร่อ้อย ไร่มัน จะมีสีอ่อนแก่ แรเงา  ทำให้ใจเราปล่อยโล่งไปแสนไกล แล้วก็จะเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งขึ้นทุกครั้ง มันเหมือนจะนึกออก แต่ก็นึกไม่ออก ภาพมันลางๆ รู้แต่มีความสุข ณ ที่แห่งใดสักแห่งหนึ่ง สดชื่น เย็นกายเย็นใจ ล่องลอยไปเลย

   จะอารมณ์ดีในคืนวันเพ็ญ เคยนั่งสมาธิกลางแสงจันทร์ สงบมาก ไม่อยากออกจากสมาธิเลย

  เล่าเรื่องพระจันทร์ ระหว่างรอชมภาพยนต์ค่ะ

โยคีน้อย

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 24 Nov 2007 @ 00:54

 โยคีน้อย

เพิ่งกลับมาจากงานข้างนอก มานั่งทำบันทึกรอยยิ้มบนใบหน้า.....ก่อนนอน เลยไม่ได้ดูบันทึกนี้

หลวงปู่บุญญฤทธิ์เคยเล่าว่า ดูพระจันทร์เต็มดวงนี่ละ เกิดสมาธิดีนัก เป็นกสิณแบบหนึ่ง ดูแล้วก็กำหนดไปด้วย อาโลกกสิณังๆๆๆ (กสิณแสงสว่าง) หรือ ปีตกสิณ (กสิณสีเหลือง) ภาวนาว่า ปีตกสิณังๆๆๆ ก็ยังได้ ถ้าคืนใดพระจันทร์เหลืองสุกสว่าง

แต่ถ้าดูเฉยๆ ไม่กำหนด อาจจะหลงเสน่ห์ดวงจันทร์ได้ง่าย พลอยเห็นกระต่ายในดวงจันทร์ไปซะหมด

ด้วยความปรารถนาดี

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 25 Nov 2007 @ 00:44

สุขสันต์วันเกิดครับโยคีน้อย

วันเกิดนึกถึงพระคุณของคุณแม่นั้นถูกต้องแล้วครับ เพราะเป็นวันที่คุณแม่เจ็บที่สุดในชีวิต

ในฐานะลูก มีแต่ต้องทดแทนพระคุณบิดามารดา

เดินตามรอยพระพุทธองค์ ที่เป็นยอดของการทดแทนพระคุณมารดาคือให้สิ่งที่ดีที่สุดของเรา

แด่คุณแม่(ทุกคน)

 

ขอเทพดล ขนความสุข ทุกทั่วหล้า

ขอชีวา สุขเกษม เปรมสดใส

ขอร่างกาย ปราศโรคา พยาธิ์ภัย

ขอหัวใจ สว่างสงบ พบพระธรรม

 

ลูกไม่มี ของกำนัล ค่าหมื่นแสน

ทั่วดินแดน แม้นหาเจอ ไม่อาจสรร

พระคุณแม่ มากล้ำเหลือ สุดเทียบทัน

ขอกลอนอัน ลูกนั้นเพียร เขียนฝากมา

 

เขียนจากใจ น้อยนิด นิดน้อยนี้

ด้วยชีวี มีรักแม่ ไม่ห่างหา

ขอให้แม่ มีความสุข ทุกทิวา

สิ่งใดปรารถนา ขอให้ได้ สมใจเอย

2 พ.ย. 31

คิดถึงแม่ ขอให้แม่ มีแต่สุข

แม้ลูกทุกข์ ไม่เป็นไร ไม่อาสัญ

ขอเพียงแม่ เป็นสุข ทุกคืนวัน

หัวใจฉัน ก็เต้นไป ไม่วายปราณ

 

แม่อดทน ทำกิจการ งานเพื่อชาติ

ด้วยมุ่งมาตร เลี้ยงลูก ผูกสมาน

จนเติบใหญ่ มีครอบครัว ไม่ซมซาน

ควรถึงกาล แม่พักร้อน ผ่อนสักที

 

เรื่องเงินทอง ของแม่ ให้แม่ใช้

ลูกจะให้ ส่วนเพิ่มเติม เสริมสุขขี

ใช้เมื่อไหร่ ขอให้บอก ให้ทันที

ลูกยินดี ที่จะตอบ สนองพระคุณ

2533

 

ตั้งแต่เล็ก จนเติบใหญ่ ในวันนี้

ได้มั่งมี ศรีสุข สนุกสนาน

เป็นตัวตน มีหน้าตา มีเกียรติการ

ได้อาจหาญ เป็นมนุษย์ สุดยินดี

 

เป็นผู้ใหญ่ ให้ผู้คน ได้นับถือ

ชื่อระบือ ลือก้องไกล ในยุทธสถาน

สร้างกุศล กรรมดีชั่ว ในบางกาล

สมาธิญาน ฌานก้าวหน้า พารุ่งเรือง

 

เป็นเพราะใคร ถ้าไม่ใช่ แม่เกิดเกล้า

พระพรหมเจ้า ของลูกน้อย  กลอยใจนี้

สู้อุ้มชู เลี้ยงดูมา จนได้ดี

ลูกขอพลี กายและใจ ให้แม่คุณ

----2540-----

 

ด้วยความปรารถนาดี

สวัสดีค่ะพี่โยคี

 ขอบคุณอีกครั้งกับสิ่งดีๆ ที่มอบให้ทุกๆวัน โยคีน้อยโชคดีที่มีพี่ที่ปรารถนาดีเสมอ

 ได้ดูเรือง The sound of music แล้วค่ะ เป็นหนังเก่ามาก ลูกชายทราบว่า คุณลุงท่านทูตอยากให้แม่ดู เลยหาโหลดมาให้ หลายวันเหมือนกัน

 แม่ชีมาเรีย เธอตั้งใจในงานที่รับผิดชอบดี มีวิธีปลอบใจตนเอง และผู้อื่น ทำให้ผ่านวิกฤตไปได้ด้วยดีหลายๆครั้ง ใช้ความเป็นธรรมชาติในตัวตน ในการกระทำทุกๆอย่างซึ่งมีผลกระทบ ต่อคนรอบข้างได้มาก มีการค้นหาตัวเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง จึงทำให้เดาใจใครๆได้

 ชอบที่เธอเป็นคนไม่หวั่นไหวง่าย มีมารยาท แก้ปัยหาได้ว่องไว ได้ผล

 แต่สุดท้ายน่าสงสาร เพราะความรักเลยทำให้แม่ชีไม่ได้บวชต่อ และยังกลายเป็นแม่ลูกอ่อนตั้ง 7 คน

   สรุปคร่าวๆ ยังไม่ลึกมาก พี่โยคีว่าอย่างไรล่ะคะ จะได้ศึกษาลึกลงไปอีก

 โยคีน้อย

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 26 Nov 2007 @ 11:06

The sound of music  ที่อยากให้ดูเฉพาะตอนที่มาเรียคิดการสอนเด็กๆ เรื่องดนตรีครับ สามารถนำคำมาใส่ในตัวโน๊ตจนครบ ทำให้กรเรียนสนุก จำง่าย

เปรียบเป็นการสอนสมาธิแก่เด็ก ทำอย่างไรให้เด็กสนใจเรื่องสมาธิและสนุกเหมือนที่มาเรียสอนเด็ก

แทนที่จะ......พอเรียนเรื่องสมาธิ ก็ให้คำอธิบายเป็นเรื่องธรรมะขั้นสูง ให้เด็กนั่งหลับตาตัวตรง แข็งทื่อ.....

ก็เป็นการช่วยกันหาแนวทางสอนที่นอกกรอบบ้างครับ แต่ให้ผลที่ดี คือเด็กรู้จักประโยชน์ของสมาธิในชีวิตประจำวันและต้องการใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง

ด้วยความปรารถนาดี

สวัสดีค่ะ

   เรื่องการสอนเด็กนั้น จะต้องเริ่มวันพุธนี้แล้ว เขาจัดให้ ป.3 และ ป.4 รวม 50 คน เดี๋ยวก็รู้ว่า แม่ชีบุญรุ่ง กับแม่ชีมาเรีย จะทำอย่างไร

  พี่โยคีทราบไหม ครูเขามุ่งหวังเหมือนที่พี่ว่า คือ อยากให้เด็กนั่งสมาธิ โธ่คนโตๆยังทำไม่ค่อยจะได้เลย และวันก่อนไปอีกโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งเด็กเป็นโรค มือ เท้า ปาก ซึ่งมีอาการเป็นตุ่มตามอวัยวะ และติดต่อกันได้ ไปสั่งให้เขาหยุดเรียน ในชั้นที่พบเด็กป่วย บังเอิญ ไปเห็นเด็กทั้งโรงเรียน นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ แต่งชุดขาว มีคุณครูถือไม้เรียว นั่งอยู่ คาดว่า เป็นการนำเด็กนั่งสมาธิ ที่มีไม้เรียวควบคุมการเคลื่อนไหว

   ก็จะนำคำแนะนำของพี่โยคีมาวางแนวดู แล้วจะรายงานผลให้ทราบ สนุก เป็นธรรมชาติ จะจำไว้ค่ะ

  พี่โยคคะ  เมื่อตอนหัวค่ำ ลงเอกชัย โทรมาว่า วันพุธ ท่านจะขอให้ออกรายการวิทยุรัฐสภากับท่าน ทางโทรศัพท์ เวลาประมาณ สองทุ่ม ให้เล่าเรื่องราวที่ทำมา ท่านว่าให้เล่าสบายๆ อยากได้เรื่องที่ชาวบ้าน มีเรื่องหมางใจกัน แล้วเราจัดประชุม และสมานฉันท์ ให้เขามาทำงานร่วมกัน และเรื่องเก็บขยะชายทะเล

  มันตื่นเต้นนะ ไม่เคยออกอากาศกับเขา จะไปรอดไหมนี่ แต่กลัวลุงเอกดุ เลยรับปากไป ทำไงดีนี่...

 โยคีน้อย

 

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 27 Nov 2007 @ 00:54

อิสระที่สุดก็คือใจครับ

สมาธิโดยใช้ไม้เรียว คงได้ผลน้อยครับ.....................มีแต่จะทำให้เด็กฝังใจและไม่ชอบปฏิบัติธรรม

การถูกบังคับกับการอดทนฝืนใจทำเอง ต่างกันครับ 

เรื่องการออกอากาศทางวิทยุ ไม่ยากครับ

ซ้อมหน้ากระจกครับ การจัดรายการทางวิทยุต้องแสดงท่าทางด้วยนะ แม้จะใช้แต่เสียง แต่คนที่พูดต้องพูดและว่าไปตามท่าทางประกอบด้วย

ซ้อมบ่อยๆ  ว่างเมื่อไหร่ให้ซ้อมให้ขึ้นใจ

คิดคำถามไว้ล่วงหน้าว่าลุงเอกจะถามอะไร

คิดหนอๆๆๆๆ เดี๋ยวก็คิดออกเอง

สาธุกับการได้ทำบุญสร้างบารมี ทำให้ดีที่สุดครับ ดีที่สุดของเรา และเมื่อทำแล้ว ก็แล้วกัน....ก็แค่นั้น

จบหนอๆๆๆๆ เพราะเราต้องกำหนดหนอกับสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทุกขณะ

ด้วยความปรารถนาดี

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 27 Nov 2007 @ 22:35

โยคีน้อยครับ

พระราชรัตนรังษี เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี และกุสินารา ท่านจะกลับเมืองไทยช่วง 3-10 ธันวาคม ศกนี้ครับ หากมีโอกาส อยากให้ไปกราบท่านครับ ที่วัดมหาธาตุ คณะ 2

ผมได้แจ้งใหคุณพ่อสกลทราบด้วย เพราะท่านเคยไปวัดมหาธาตุตอนก่อนบวช และขอให้คุณพ่อหาโอกาสไปหาท่านเจ้าคุณราชในโอกาสดังกล่าวด้วย

หากสนใจและมีโอกาส ลองประสานกับคุณพ่อดูครับ

ผมคิดว่าไปรู้จักท่านก่อน หลังจากนั้น ธรรมะจะจัดสรรเองครับ

ด้วยความปรารถนาดี

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  วันตื่นแต่เช้า เตรียมตัวไปพบเด็กๆ เป็นครั้งแรก ก้เตรียมกิจกรรมคร่าวๆไว้เหมือนกัน แต่ต้องแล้วแต่สถานการณ์ ว่ากันไปตามเรื่อง ก็รู้สึกดี ที่ระยะนี้ ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำหลายๆอย่างได้เรียนรู้แก่ตนเอง ใช้สมาธิมากเหมือนกัน จะช่วยให้เกิดพลังใจค่ะ คืนนี้จะบันทึกให้ทราบผลนะคะ

   เรื่องรายการวิทยุ มีผุ้จัดรายการได้ โทร.มาพูดคุยกันหนึ่งรอบแล้วค่ะ เขาให้เล่าแบบธรรมชาติ ก็ได้เล่าให้เขาฟังไป และนัดแนะการสรุป การฝากข้อคิดค่ะ

 จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ให้สนุกเหมือนที่เคยทำมาตลอด

  ส่วนเรื่องไปกราบพระอาจารย์นั้น จะได้นัดหมายกับคุณพ่อสกลอีกครั้ง นี่พ่อลูกจะได้เจอกันแล้วนะคะ ดีใจจัง

 คงต้องไปแล้ว นัด 9 โมงเช้าที่โรงเรียน ถึง 11 โมง ทำทีละอย่างๆๆๆๆจำไว้

  โยคีน้อย

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  วันนี้มีหลายเรื่องราว คือต้องสอนเด็ก ไปทำงานดูแลช่างที่มาปรับปรุงสถานีอนามัย และสุดท้ายคือรายการลุงเอก แต่รายการสุดท้ายนี้ ได้ขอเลื่อนไป พุธหน้า เนื่องจากวันนี้ ถูกเบียดเวลา เหลือแค่ 15 นาที ลุงเอกกลัวจะไม่สมบูรณ์ ทำเอาโยคีน้อยต้องกำหนดกันทั้งวัน เหมือนที่บอกไว้ว่า ทำทีละอย่าง ที่ละอย่าง ที่สุดทุกอย่างก็สำเร็จไปด้วยดีค่ะ

  ตั้งใจจะเขียนบล็อก แต่ขอผลัดไปอีกวัน เลยแวะมาหาพี่โยคีก่อน

 วันนี้สอนเด็กผ่านไปด้วยดี ได้ลูกศิษย์มา 60 คน จาก 2 ชั้น ๆละ30 คน ไม่ได้สอนรวมกัน แบ่งเป็นชั้นละชั่วโมง

 สนุกมากเลยค่ะ ห้องแรกใช้การรู้เขารู้เรา ให้เด็กเขียนเล่าประวัติตนเอง สิ่งที่ชอบ ไม่ชอบ และมีกติกาว่า ใครออกมาพูดต้องกอดกัยครูหมอก่อน เด็กๆ ชอบมาก กอดแล้ว กอดอีก มีการวาดรูปครูหมอเสียหลายรูป มีคำอวยพร มีคำแสดงความรัก ชอบ อีกต่างหาก...เด็กเขาคิดได้มากกว่าที่เราคาดคิด มีเหตุผลที่จะชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไรชัดเจน

    ส่วนอีกห้อง แจกดินน้ำมัน โดยไม่ให้เลือกสี ปั้นอะไรก็ได้ตามแต่จะจินตนาการ แล้วออกมาเล่าให้เพื่อนฟัง ห้องนี้งเก่งใหญ่ มีปั้นผลไม้ ใส่รอยยิ้ม รถดับเพลิง หัวใจ มีอยู่คนหนึ่งปั้นเสียหลายอย่าง อย่างละนิด อย่างละหน่อย มีลูกชิ้นเป็นไม้ๆ ครกส้มตำ พิซ่า ไข่ทอด แล้วก็วางเรียงน่ากิน

 ห้องนี้ก็กอดกันอีก

สิ่งสุดท้ายที่น่าจะเป็นประโยชน์กับเขาที่ใช้ทั้งสองห้องคือ  ให้ฟังคำสั่งแล้วทำตาม เช่น การยกมือซ้าย ขวา แรกๆเด็กแย่งกันยก ก็มีผิดทุกรอบ ถามว่าทำไม เขาบอกว่ารีบ ไม่ทันได้ฟังว่าสั่งว่าอะไร บางคนก็ทำตามเพื่อนอย่างเดียว ก็ค่อยๆอธิบายว่า ฟังให้จบ แล้วคิดก่อนจึงทำ ที่สุดเด็กๆก็ไม่ผิดอีก จึงออกคำสั่งยากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ต้องมีคำว่า หมอสั่งให้ยกมีอขวา เด็กๆ ก็ตั้งใจฟังก่อนทำ จนพร้อมกันไม่ผิดทั้งห้อง อธิบายเพิ่มเติมว่า เหมือนเราทำอะไร ไม่ฟังให้จบ ก็ทำให้ทำผิดพลาด ไม่เป็นไปตามคำบอก มีเด็กคนหนึ่งเข้าใจยกตัวอย่าง บอกว่า ผมเล่นเกมส์ กดยิงอย่างเดียว ไม่ได้ดูเป้า หมดกระสุน แพ้ทุกที

 เป็นการสอนพื้นๆ ง่ายๆตามประสาคนไม่ได้เป็นครู สนุกดีค่ะ แต่เหงื่อซึมเลย ก่อนจากกัน เด็กๆเข้ามาล้อม บอกให้กอดอีกๆๆๆ ครูหมอแทบจะออกจากห้องไม่ได้ นี่แหละพลังการกอด ที่ถ่ายทอดถึงกันได้

 เอาบุญมาฝากค่ะ

โยคีน้อย

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 00:39

โยคีน้อยครับ

ช่วงนี้ที่เดลีมีคณะมรดกใหม่ไปแสดง จึงเข้ามาดูบันทึกดึกหน่อย

ดีใจที่ทุกอย่างผ่านไปด้วยความเรียบร้อย

การกอดนี่เป็นเทคนิคที่ดีมากสำหรับเด็กๆ แสดงถึงการยอมรับกันและกัน เป็นพวกเดียวกัน ดีมากครับ

เมื่อเขายอมรับครูหมอแล้ว การนำไปสู่วิชชาที่ยิ่งขึ้นไปก็จะเป็นเรื่องง่ายและไม่เป็นการฝืนใจเด็ก

อยู่ที่อินเดีย เห็นคนชอบนำดอกไม้ เกษร เมล็ดพืช มาจัดเป็นลวดลายต่างๆ ดูดีมาก คนทำต้องใช้สมาธิและจินตนาการในการทำสูง จึงคิดว่า น่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะนำไปสอนเด็กได้

โดยอาจจะปรับนิดหน่อย เช่นอาจจะใช้ทราย ใส่สีต่างๆ แล้วให้นำเอาทรายนั้นมาโรยให้เป็นภาพหรือลวดลายต่างๆ และช่วยกันทำให้เป็นภาพเดียวกัน........วิธีนี้คงจะใช้ได้บ้าง.....ลองดูนะครับ

สาธุกับบุญที่ทำมาดีแล้ว ยังต้องกำหนดอยู่เสมอนะครับ ดีก็กำหนด ไม่ดีก็กำหนด....จากนั้น ก็ไม่เหลืออะไรให้เป็นของเราเลย มีแต่ตัวรู้

ด้วยความปรารถนาดี

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

 หมู่นี้โยคีน้อยไม่ค่อยได้พูดถึงผลการปฏิบัติธรรม แต่มักจะนำเรื่องการทำงาน ที่ได้สร้างบุญมารมี มาคุยกับพี่โยคีมากกว่า

แต่โยคีน้อยคิดว่า งานเหล่านี้ เป็นผลกระทบต่อกันอยู่แล้ว

 สังเกตตัวเองดู จากการกะเกณฑ์ กำหนดเวลาในการปฎิบัติธรรม โยคีน้อย ก็ปรับมาใช้ กำหนดเอา ในชีวิตประจำวันแทน นึกอยู่กับปัจจุบัน ให้บ่อยที่สุด

 การทำเช่นนี้ คิดแล้ววาง คิดแล้ววาง ทำให้ใจเราฟุ้งน้อยลงไปเอง ถึงจะทำไม่ได้ตลอดเวลา แต่ก็มีจุดสงบได้เร็วขึ้น

 จะบอกว่า อาการที่เคยเกิดบ่อยๆ ว่า เวลาใจสงบ จะเหมือนมีพลังอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เรียกว่าอะไรก็ไมทราบ เวลาเกิดแล้วอยากจะหยุดนิ่งๆเข้าไปอีก ที่บอกว่าอยากอยู่คนเดียว และนั่งลงทำสมาธิเสียตรงนั้น หมู่นี้อาการมันเปลี่ยนไป เวลากำหนดปัจจุบัน กลับรู้สึก หยุดเฉยๆ พลังมหาศาลนั้น หายไป กลายเป็นนิ่งๆเย็นๆ แล้วก็อยู่ได้นานกว่า

 โยคีน้อยเอาหนังสือธรรมะเก่ามาดู เหมือนได้อ่านหนังสือใหม่ ที่ไม่เคยอ่านมาก่อน เข้าใจแตกต่างกว่าแต่ก่อน เข้าใจลึกซึ้งกว่ากับคำบางคำ ที่เคยอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง เช่นการมีสมาธิมากๆ แล้วให้ถอยกลับออกมา แล้วลองพิจารณาอะไรสักอย่าง มันรู้สึกชัดเจน และคิดทำตามได้

  เรื่องใจคนนี่อีกอย่าง ใครที่คิดแรงๆ ร้ายๆกับเรา มันเหมือนรู้บางครั้งขนหัวลุก ทั้งๆที่เขายังไม่หลุดปากออกมา แต่สุดท้าย เขาก็ทำ ตามที่เรารู้สึกจริงๆ อันนี้เฉพาะกับคนบางคนเท่านั้น

   เมื่อทบทวนเทียบกับก่อนนี้ โยคีน้อยโง่ๆ อย่างไรไม่รู้บางทีเชื่อเขาอยู่นั่นแหละ ต้องดี ต้องดี แต่ก็มองผิด

    ที่เล่ามานี้ ไม่ทราบจะบอกว่าก้าวหน้หรืออยู่กับที่ก็ไม่รู้ เพราะอาการไม่เหมือนกัน หรือต้องเรียนรู้กันต่อไป

    กว่าพี่โยคีจะว่าง ก็คงจะดึก ตามภารกิจที่มีมากมาย รักษาสุขภาพด้วยค่ะ ทางเมืองไทยเริ่มหนาวมากขึ้นเรื่อยๆ ปีนี้คงได้ใส่เสื้อกันหนาวนานหน่อย แต่ชลบุรี ก็ยังหนาวพอทนได้

 วันที่ 7-10 ธ.ค. 50 จะได้ขึ้นไปทำงานออกหน่วย ชาวเขา ที่ออมก๋อยเชียงใหม่ และที่ฮอด กับคณะเพื่อนแพทย์ ไร้พรมแดน จะเอาหนังสือ ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย ไปแจกพระเณรทางนั้นด้วย สั่งพิมพ์พร้อม โรงพยาบาลพนัส เสร็จเรียบร้อยแล้ว

 ให้พี่โยคีเตรียมรับบุญได้เลย ธรรมทานค่ะ

 โยคีน้อย

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 03 Dec 2007 @ 11:40

โยคีน้อย

ดีแล้วครับ การนำหลักธรรมไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้นั้นเป็นเรืองที่น่าดีใจยิ่งเพราะหมายความว่าทำเป็นแล้ว เอาไปใช้กับตัวเองได้แล้วและ  จะสามารถไปแนะนำผู้อื่นได้

เหมือนกับหมอ เรียนรู้วิธีรักษาโรคหรือทำยาแก้โรค ทดลองทำด้วยตัวเองจนใช้ได้ ได้ผลกับตัวเองแล้ว ก็สามารถนำไปแจกจ่ายให้คนอื่นใช้ได้ด้วย

กอร์ปกับเมตตาธรรมที่มีอยู่จะทำให้เราช่วยเหลือคนได้มากมายโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

สติยังคงเป้นสิ่งที่สำคัญที่จะรักษาสมดุลย์ของจิตใจ ต้องอย่าประมาทในทุกขณะ เพราะสั๖รูนั้นร้ายกาจและแยบยลยิ่งนัก อย่าเผลอเป็นอันขาด หมั่นล้างใจเป้นประจำทุกค่ำคืนเหมือนการล้างจานหลังทานอาหารฉะนั้น

ใจจะได้สะอาด บริสุทธิ์ก่อนนอนทุกคืน

ที่สำคัญ เราไม่เอาอะไรเลย ปล่อยมันไปให้หมด แม้สิ่งที่อยากได้ที่สุด เพราะถ้ามันจะได้ ก็ต้องได้ตามเหตุและผล

เราต้องกล้าทิ้งแม้สิ่งที่อยากได้ และความอยากที่จะได้.......นั้นๆ

แต่ด้วยกรรมที่ทำมาในอดีต เราต้องก้าวเดินไปตามทางชีวิตซึ่งยังอยู่ในเส้นของปุถุชน แต่ก็ทำให้เป็นทางเดินที่จะเดินไปด้วยสติได้ รู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น สักแต่รู้ สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน......

ดีก็ว่าดีหนอ ไม่ดีก็ว่าไม่ดีหนอ แก้ไขปัญหาชีวิตด้วยสติตลอดเวลา

ก็จะเป็นชีวิตที่มีคุณค่าครับ

ด้วยความปรารถนาดี

สวัสดีค่ะ

  วันนี้แปลกใจตัวเองมาก ขณะขับรถไปทำงาน เกิดความรู้สึกนึกถึงคุณลุงสมบัติ ที่ไม่ได้ไปสนทนาธรรมเสียนาน คิดว่ามีเวลาจะไปเยี่ยม แต่ดูโปรแกรมแล้วถ้าจะยาก เช้าร่วมพัฒนา ริมถนนเข้าหมุ่บ้าน ทำความดีเพื่อพ่อ ของหมู่ 4 บ่ายประชุม อสม. และคงจะเลยไปจนหมดเวลาทำงาน ขณะที่กำลังคิดอยู่ ก็มีโทรศัพท์เข้ามา ปรากฏว่า เป็นคุณลุงสมบัตินั่นเอง กระแสจิตนี่ แรงจริง ทำให้วันนี้ ช่วง 4 โมงเย็น จึงเดินทางไปเยี่ยม เราคุยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะ การตามดูจิต ก็บอกเล่า เหมือนที่เล่าให้พี่โยคีฟังข้างต้น คุณลุงมักจะย้ำแต่เรื่อง ให้ตั้งจิตแต่เรื่องหลุดพ้น อย่าไปข้องแวะกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆนาๆ เพราะธรรมดา คนเรามักจะชอบในสิ่งพิเศษที่เกิดกับตัว เมื่อจิตมีพลัง จะเสียเวลา ทำไมคุณลุงชอบเตือนนักก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ โยคีน้อยก็ยังไม่ได้ไปถึงไหน

  หมู่นี้ ดูคุณลุงแจ่มใสขึ้น จิตใจน่าจะสงบก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ คุณลุงบอกว่า เป็นห่วงคิดถึงว่าเป็นลูกหลาน โยคีน้อย รู้สึกดีจังเวลามีคนเป็นห่วง และหวังดี

    ก็คิดเหมือนกันว่า คงอธิษฐานมาดี เมื่อถึงคราวปฏิบัติธรรม ก็มีผู้ชี้แนะมาตลอด รวมถึงพี่โยคีด้วย คุณลุงบอกว่า คำว่า"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ในทางปฏิบัติธรรม ก็คือการเลือกที่จะปฏิบัติถึงขั้นไหนนั่นเอง เหมือนคุณลุงเตือนๆอะไรสักอย่าง

 ในเรื่องการเลือกเดินทาง ไม่มีใครช่วยใครได้จริง นอกจากตัวของตัวเอง จะเป็นคนเลือก

  กำลังฝึกคิดแล้ววาง คิดแล้ววาง อยู่ตามที่พี่แนะนำ และฝึกล้างใจให้สะอาดทุกวัน ชีวิตหนึ่งนี้ จะได้ทำในสิ่งที่ได้เกิดเป็นมนุษย์สมควรทำค่ะ เล่าให้พี่ฟัง ในวันที่ผ่านมา

โยคีน้อย

สวัสดีค่ะพี่โยคี

 หลายวันแล้วที่ทิ้งการสนทนาธรรมกันไป อาจเพราะเราต่างก็เตรียมงานพิมพ์หนังสือ "คนหนึ่งวาด คนหนึ่งแต่ง" เพื่อจัดตั้งกองทุน และรู้สึกว่า เรื่องราวที่คิดๆกัน เริ่มจะเป็นจริงแจ่มชัดขึ้นทุกวัน บางอย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงเร็วมาก กำหนดแทบไม่ทัน งานนี้คงเป็นงานใหญ่ของเราสองคน ที่จะได้ทำบุญร่วมกันอีกในชาตินี้ และต่อๆไป น่าแปลกใจ ที่มีหลายๆฝ่ายมาช่วยกันในงานนี้นะคะ บุญจัดสรร หรืออธิษฐานร่วมกันกันแน่

 เข้ามาทักทายไว้อ่าน ยามเหนื่อย ให้ระลึกถึงบุญ และเรื่องที่ทำให้สบายใจ การสนทนาธรรมของเราค่ะ

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 17 Dec 2007 @ 11:24

โยคีน้อย

จุดเริ่มคงมาจากเรา แต่หลังจากนั้นคงต้องปล่อยให้ไปตามกระแสบุญ ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่ของเราเท่านั้นแต่ทุกคนที่ร่วมบุญ

เมื่อกงล้อบุญหมุนแล้ว ก็เป็นธรรมชาติที่จะหมุนไปข้างหน้า ตามเหตุและปัจจัย แค่ไหน ก็แค่นั้น

ให้กำหนดตลอดเวลา

บุญนั้นก็คู่กับบาป ขจัดบาปออกไปแล้ว ต้องวางบุญนั้นด้วย

ทำใจให้สบายๆ ครับ

ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย....ยังเตือนใจอยู่เสมอครับ

ด้วยความปรารถนาดี

สวัสดีค่ะพี่โยคี

  ขณะนี้โยคีน้อยมีคามรู้สึก ถึงแรงดึงดูดที่อินเดีย ทีคงต้องไป จนวันนี้ ก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ ทำไมต้องไป รู้ข่าวจากพีโยคัครั้งแรก ก็รู้สึก เป็นเรื่องของเรา ขณะนี้ เรื่องราว ก็ดำเนินมาไม่ใช่น้อยแล้ว ดูจะไปรวดเร็วมากเสียด้วย บางคืนฝันถึงอินเดีย แต่จำเรื่องราวไม่ได้ ทำไมไม่รู้สึกกลัวเลยนะกับการไปครั้งนี้ ยังไม่รู้จะไปแบบไหน คงปล่อยตามธรรมะ จัดสรรใช่ไหม

  โยคีน้อยคิดถึงบันทึกนี้ ที่เป็นจุดเริ่มต้น เลยแวะมาค่ะ

  โยคีน้อย

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 23 Dec 2007 @ 18:54

โยคีน้อย

อะไรจะเกิด เมื่อถึงเวลาก็ต้องเกิด

ความทุกข์ของมนุษย์เกิดขึ้นเพราะทำใจไม่ได้ กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไปสร้างกะเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นไปตามความต้องการของตัวเองมากไป

เราจึงต้องฝึกใจรับมือกับสิ่งที่ สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะ ตามเหตุและปัจจัยที่เราอาจจะยังไม่เข้าถึง

วันนี้ยังต้องกำหนด วันหน้าก็ต้องกำหนด วันไหนๆ ก็ต้องกำหนด ไม่ว่าจะอยู่เมืองไทยหรือไปอยู่กุสินาราก็ต้องกำหนด

ด้วยความปรารถนาดี

 ถึงพี่โยคี

  วันนี้โยคีน้อย ขอเล่าเรื่องฝากไว้ให้พี่อ่านค่ะ

 มีสมาชิกท่านหนึ่งในG2K ได้ MSN มาสนทนาธรรม กับโยคีน้อย ซึ่งเริ่มแรกคุยเรื่องไปอินเดีย จะติดต่อกันอีกได้ไหม อะไรต่างๆนาๆ จนมาถึงเรื่องทำไมเราจึงมีความรู้สึกกับคนสถานที่ รวมถึงการต้องไป ทำอะไร ที่ไหน ก็ว่าน่าจะเกิดจากแรงกรรมเก่า ที่ทำกันไว้ เหมือนที่โยคีน้อยเขียนในบันทึก 013 ของบล็อก เชื่อมใจฯ เธอก็ถามต่อมาอีกถึงเรื่องกรรมมีจริงหรือ แล้วก็สงสัยเหมือนคนทั่วไป ว่า ทำไมทำดีแล้วยังไม่ได้ดี หรือทำกรรมชั่ว แต่ยังได้ดี โยคีน้อยก็เลยเล่าถึงว่า มนุษย์ ไม่ได้ทำกรรมดีตลอดเวลา หรือกรรมชั่วตลอดเวลา มักจะสลับๆกัน แต่การส่งผลของกฎแห่งกรรมเที่ยงตรง จึงมีการให้ผลสลับตามการกระทำ แต่เธอบอกว่า จะเชื่อเมื่อทุกอย่างมีเหตุผลมารองรับ เหมือนทางวิทยาศาสตร์ โยคีน้อยก็เลยว่า วิทยาศาสตร์ จริงหรือถูกหมดแน่หรือ เหมือนตอนเด็กๆ เราเรียนมาว่าพิสูจน์แล้วโลกแบบ แต่พอโต ก็บอกใหม่ว่า ที่จริงโลกกลม เป็นต้น แต่พระพุทธเจ้าบอกให้กำหนดปัจจุบัน รู้แค่ปัจจุบันขณะ ตามที่พี่สอน เราก็จะไม่ยึดติดกับอะไร ไม่ทุกข์  ทำเอง รู้เอง ตามนั้นไม่เปลี่ยนแปลง เธอก็บอกไม่รู้จัก การกำหนด โยคีน้อยเลยแนะนำไป ตามที่เคยปฏิบัติ ให้เลือกมาอาการหนึ่ง จะยืน เดิน ก้าว หรือหายใจก็ได้ ดูเท่านั้นจริง ๆไม่ต้องคิดต่อ วางแผนต่อ ทำเท่าที่ทำได้ พอเริ่มฟุ้งก็ให้รู้ว่าฟุ้งแล้ว ค่อยๆฝึกไป ทำเรื่อยๆ ไม่เร่ง ไม่รีบ แต่สม่ำเสมอ โยคีน้อยไม่ทราบว่า เธอได้ทำตามหรือไม่ แต่โยคีน้อยเอง ถือเป็นการทบทวนให้ตนเองอีกครั้ง และประเมินสิ่งที่ผ่านมา กับสภาะจิตตน ซึ่งทำให้รู้ว่า เราต้องฝึกบ่อยๆ จึงจะพร้อมใช้งาน

  ก็ถือว่าได้บอกคนอื่น แต่ผลที่ได้คือ การบอกตัวเอง เตือนตัวเองนั่นเอง

 ที่จริงเราคุยกันอีกหลายเรื่อง แล้วโยคีน้อยจะเล่าให้พี่โยคีฟังภายหลังนะคะ 

  โยคีน้อยขอส่งการบ้านค่ะ

 โยคีน้อย

  28 ธันวาคม 2550

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 28 Dec 2007 @ 16:04

สาธุ

การปฏิบัติธรรมเป็นวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์ที่สุด

ไม่ต้องฟังธรรมหรือเรียนรู้จากตำราใดก็ได้

ให้ทำและดูด้วยสติ ก็จะสามารถเรียนรู้ธรรมะได้ รู้เหตุ ปัจจุยและผลได้เสมอ

อาจารย์บางท่านจึงไม่สอนแต่ให้ทำ

ทำแล้วก็จะรู้เอง

รู้แล้วก็ต้องเลิกสงสัย ไม่ยึดติดแม้ความสำเร็จ

จะได้เดินต่อไป

อย่างที่เคยบอก เราอยู่ในโลกที่มีในความไม่มี

มีก็เพราะเราไปสร้างให้มันมี มาช้านาน

ก็ค่อยๆเลาะไปเลาะมา  ลดไปเรื่อยๆ  ละไปเรื่อยๆ รู้ๆไปเรื่อยๆ  จนถึงวันหนึ่ง ก็จะถึงซึ่งความไม่มีซึ่งเป็นของจริงเอง

การฝึกการละ การลดจึงมีประโยชน์ จะได้รู้ขึ้นเรื่อยๆ

หากเคยอ่านทศบารมี ก็จะซึ่งใจในพระโพธิสัตว์.....เราก็เดินตามรอยได้

และถ้าตระหนักว่า "อันความตาย หมายไม่ได้ ว่าเมื่อไหร่.." ก็จะต้องรีบ ขวนขวายที่จะทำความดีและสร้างบุญแล้ว  จะได้ไม่ประมาท

ด้วยความปรารถนาดี

 

 สวัสดีวันครูค่ะ

  หลายวันมานี้ มีอะไรเข่ามาในชีวิตแบบรีบๆ หลายอย่างเหมือนกัน ทำให้ซึ้งถึงคำว่ากำหนดให้ทัน ถ้าไม่ทัน ก็จะเกิดความแปรปรวนทันที อารมณ์ต่างวิ่งเข้ามามากมาย เห็นเป็นชุดๆเลย แล้วก็ผ่านไปด้วยดี หลายภารกิจที่เริ่มจะจบลง โยคีน้อย ก็จะวางเหมือนพี่โยคี่บอก เบาใจดี ช่วงที่เจ็บป่วย ก็ฝึกแยกใจ กายเอา ป่วยก็ป่วยไป เจ็บก็เจ็บไป ช่างมัน แล้วก็แปลก เหมือนที่บอก บทมันจะหาย อาการต่างๆ ก็เป็นปลิดทิ้ง ไม่ทราบว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ที่สุดแล้วโยคีน้อยว่านะ การเตรียมใจนี่สำคัญที่สุด เตรียมที่จะพบเห็น ให้มันเป็นเรื่องธรรมดา จะพบสุขหรือทุกข์ก็ช่าง

 การไปอินเดีย เคยกังวลเหมือนกัน กลัวไม่มีเพื่อน กลัวการต้องเป็นอยู่คนเดียว ต่างๆนาๆ แต่ทำไมใจที่คิดจะไปมันไม่เปลี่ยนนะ ถึงวันนี้ เลิกคิดแล้ว ไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นอนาคต ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถหยั่งรู้ได้

  อาจเพราะใจจดจ่อ อยู่กับการไปอินเดีย โยคีน้อยชอบฝันถึงสถานที่แปลกๆ ที่นั่น ก็ไม่ทราบว่า คืออะไร คล้ายวิหารย์มั้ง รู้แต่ว่า นี่คือที่อินเดีย เมื่อคืนก็ฝัน

   คล้ายวันที่ไปธุดงค์สถานล้านนา แต่คราวนี้ คนพาไปชม ไม่หวง เหมือนเจ้าที่ที่นั่น ความรู้สึก ถือว่าดีค่ะ ตื่นมาแล้วสุขใจดี

 พี่ว่าจริงไหม ที่คนเราเคยอยู่ที่ไหน ก็ต้องไปที่นั่นอีก หรือ การไปที่ไหนเป็นเหตุเฉพาะตัว กรรมเฉพาะตัว

  แล้วพี่ทราบแล้วหรือยัง ว่าทำไมต้องมาเป็นธุระให้โยคีน้อยขนาดนี้ โยคีน้อยขอบคุณมาก ที่ทำให้การสร้างกุศลบารมีครั้งนี้ ดำเนินไปด้วยดี มิเสียแรง ที่ตามมาเกิดทันกัน

    เป็นวันครู เลยเข้ามาบันทึกไว้ ด้วยระลึกถึง ครูที่ทำให้ได้ทำบุญมากๆ ที่ผ่านมาค่ะ

 โยคีน้อย

๑๖ มกราคม ๒๕๕๑

 

   พี่โยคี

  เมื่อวันศุกร์ ได้ไปสนทนาธรรมกับคุณลุงสมบัติมา โยคีน้อยเล่าให้คุณลุงทราบแล้ว เรื่องไปอินเดีย คุณลุงบอกปิติใจมาก ที่จะได้เห็นเส้นทางที่โยคีน้อย กำลังเดินอยู่ ในเวลานี้ ท่านอำนวยอวยพรเสียมากมาย และยำเตือนเรื่องการตามดูจิตของตน ให้ถี่ขึ้น อยู่ให้นอกเหนือความคิดด้านลบ โดยเฉพาะเรื่องทางอินเดีย ทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ เป็นครูให้เราได้ตลอดเวลา

 และทุกคนมีเส้นทางที่ต้องเดิน คุณลุงบอกว่า ถ้ากลับมา แค่เอาคำว่า เอาบุญมาฝาก ก็คงดีใจจนน้ำตาไหล

 คุณลุงเป็นกัลยาณมิตรพิเศษ ที่ให้คำแนะนำมาตลอด คอยเตือนคอยย้ำ กลัวจะหลงทางในชาตินี้ ได้สนทนากันถึงอาการทางจิต ที่มักจะเกิดอาการรู้เนื้อรู้ตัวมากขึ้น คุณลุงบอกว่า จิตที่ได้ฝึก จะว่องไว ขึ้นเรื่อยๆ

 ก่อนนี้โยคีน้อยไม่ค่อยเข้าใจ อาการของตนนัก โชคดีที่พี่โยคีบ้าง คุณลุงบ้างช่วยชี้แนะให้

 วันนี้เขียนด้วยความรู้ซึ้งถึงคุณค่า คำว่าสหธรรมมิก ซึ่งก็ไม่นึกว่าจะพบเจอ ในรูปแบบนี้ ขอสาธุ สาธุ  สาธู และกราบงามๆเลยค่ะ

 โยคีน้อย

20 /01/08

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 21 Jan 2008 @ 11:31

โยคีน้อย

เส้นทางธรรมของมนุษยนั้น ใครทำใครได้ ต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน

เพราะผลนั้นอยู่ที่จิตตนเองที่จะมองและทำให้เป็นไป

แต่สุดท้าย ต้องอยู่เหนืออารมณ์ จึงจะหลุดพ้น

การฝึกที่ถูกจึงต้องมีการฝืนใจตนเอง

ต้องแบมือ ปล่อยให้หลุดลอยไปแม้บุญกุศลที่ทำมา ในที่สุดก็ต้องอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น

ความจริงการเปรียบเทียบกิเลสเหมือนพันธนาการนั้นชัดเจนดี

ยิ่งเอามาพันเอามาผูก ก็ยิ่งดิ้นไม่หลุด ต่อให้เป็นผ้าทอง ก็เช่นกัน

การปลดพันธนาการต้องใช้สติและปัญญาพิจารณา ค่อยๆ ปลดไปทีละเส้น

ดังที่บอก ถ้าเข้ากระแสเมื่อไหร่ ยังไงก็ต้องไปถึงวันยังค่ำ

ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งได้ครับ

ด้วยความปรารถนาดี

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

 วันนี้ได้เข้าอบรมหลักสูตรโยคะ ที่อ.กวีเป็นผู้สอน ซึ่งเป็นโยคะตำรับดั้งเดิม จากอินเดีย ไม่ใช่ที่เปิดสอน เหมือนเข้าคอสกายบริหาร อาจารย์สอนละเอียดมาก เป็นการรวมกายใจให้อยู่ด้วยกัน เหมือนสติปัฏฐาน  คือความรู้ตัว มีสติ ในกาย การเคลื่อนไหว ความพอดี สุข

 วันนี้รู้สึกเหมือนได้ทำสมาธิทั้งวัน สดชื่น เบิกบานค่ะพี่ ยังจะมีเรียนต่ออีกทั้งหมด  ๖ วัน สัปดาห์ละสองวัน ถือเป็นการศึกษาธรรมะ เข้มข้น เขามีข้อตกลงคือให้ถือศิลห้า  เขาให้นั่งกินข้าวพร้อมกัน ฝึกกินอย่างมีสติ เคี้ยวคำละอย่างน้อย  ๓๐ ครั้งก่อนกลืน

   อาจารย์บอก เรียนการเป็นโยคี ตั้งแต่กิริยา มารยาท อารมณ์ ดีจังเลย ได้เรียนรู้ศาสตร์ของอินเดีย

  ได้ยินอาจารย์บอกแล้วน่าเสียดาย ว่า งบประมาณที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา ขอจาก สสส.นั้น เกี่ยวกับการพัฒนาจิตวิญญาณ ต่อไป สสส.จะยกเลิก การพัฒนาด้านนี้ คือไม่ให้งบประมาณแล้ว เพราะเขาว่า ประเมินยาก เขาจะเลิกพัฒนาจิตวิญญาณแล้วค่ะพี่ ทั้งๆที่โยคะที่ศรีราชา ที่มีประชาชนสนใจมาเล่นกันทุกวัน จนเป็นอันดับหนึ่งของประเทศแล้ว

   เราหมดงบกับการรณรงค์ ต่างๆมากมาย เช่น อุบัติเหตปีละ ๕๐๐ ล้านบาท เหล้า บุหรี่ ก็ไม่น้อย แต่งบพัฒนาด้านจิตวิญญาณมนุษย์ ทั้งประเทศได้ ๓๐ ล้านบาท แล้วก็จะตัดงบอีก ต่อไปก็คงทำกันอย่างขาดแคลนขยายยาก เรื่องจิตใจ มันเป็นนามธรรมนะคะพี่

  แต่หลายๆประเทศ รวมทั้งอินเดีย ก็อยู่กันอย่างมั่นคง ก็ด้วยเรื่องของจิตทั้งนั้น

   เขียนมาเล่าให้พี่ฟัง เป็นวันที่รู้สึกดีๆ ที่ได้มาเรียนรู้วิชานี้ คุณครูที่สอน บอกว่า วันนี้ เรียนเท่านี้ก่อนนะ โยคีน้อย

หวังว่าพี่คงสบายดี

 โยคีน้อย

๒๘ มกราคม ๒๕๕๑

 

 

  

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 28 Jan 2008 @ 21:05

สาธุ

อะไรที่ดีๆ เรียนรู้เอาไว้

วันหน้าจะได้สอนแก่ผู้อื่น

พี่โยคีคะ

 เข้ามาแยนอ่านบันทึกนี้บ่อยๆ บางครั้งก็เพื่อค้นหาคำตอบ มาตอบคำถามในใจที่เกิดขึ้น ก็แปลกดี ทำไมอ่านกี่ครั้ง ก็ไม่เหมือนกันเลย บางคั้งความเข้าใจในแต่ละข้อความ ก็เปลี่ยนไป

 กำลังฝึกวางบุญ เหมือนที่พี่สอน ทำแล้วปล่อยไป ไม่เอามาเก็บไว้ ช่วยทำให้ได้พบ ความรู้สึกละเอียดอ่อนไปเรื่อยๆ การที่เราปิติมากไป บางครั้งคล้ายจะขาดสติ เพราะมันจะมองข้ามเลย บางสิ่งบางอย่างไป อาจเป็นปัญหาในเวลาต่อๆมา ฉะนั้น การทำอะไร โดยใจนิ่งๆได้ แค่ได้ทำ จะทำให้เราเห็นหลายแง่หลายมุมขึ้นค่ะ

 มีผู้แสดงเจตนา ส่งเงินมาร่วมทำบุญผ้าไตร และได้แจ้งว่าให้นำไปทำบุญต่อ กับวัดที่บริจาคผ้าไตร ที่จริงโยคีน้อย อยากให้เขาซื้อมาให้ หรือไปบอกบุยมาเป็นของมากกว่า แต่พอดีเขาไม่สะดวก และยืนยันตามนั้น จึงรับบุญมา

  เข้ามาฝากข้อความไว้ เผื่อพี่โยคีจะแวะมาอ่าน

สวัสดีค่ะ

 โยคีน้อย

 

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 25 Feb 2008 @ 17:18

อยากให้ลองศึกษาอุดมการณ์ของพระธุดงค์

ภารกิจสำคัญของการธุดงค์คือการแสวงหาความหลุดพ้นของจิตตนเอง......

จิตของปุถุชนก็เป็นเช่นพระธุดงค์ได้ แสวงหา...แต่อย่าไปสะสม และใช้การเดินทางสายกลาง

หากจำได้.....เคยพูดถึงภาพ งานวัด ที่มีการออกร้านมากมายสุดสายตา มองไปทางไหนก็เห็นร้านที่มาออกงานวัด เต็มไปหมด

แต่ข้างหลังงานวัดนั้นมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง สูงชันมาก ทางเดินขึ้นก็ไม่ใช่สะดวกนัก

คนส่วนมากนิยมอยู่เที่ยวงานวัดที่พื้น ที่มีทั้งบุญและไม่บุญ ก็ทำกันได้ ไม่รู้จบ

การจะละจากงานวัด หันหน้าเดินขึ้นสู่ยอดเขาเป็นเรื่องยาก เพราะต้องละทิ้งสิ่งเหล่านี้ เป็นทางเดินของผู้ธุดงค์ ที่โดดเดี่ยว

อาจใช้เวลาต่างกัน บางคนก็ยังอยากเที่ยวงานวัดอยู่

แล้วแต่เหตุ แต่ปางก่อน สรุปก็คือ อิธัปปจยตา ไม่มีอะไรที่ผิดหรือถูก

กำนดสติทุกขณะ คงจะดีที่สุด เพราะ รู้อะไรก็ไม่เท่ารู้ตัวเอง

ฝากไว้ ณ บันทึกนี้

สวัสดีค่ะพี่โยคี

ส่งการบ้านให้พี่โยคี ก็คงต้องใช้คำว่า อยู่แดนไกล เพราะ ถึงจะอยู่แผ่นดินเดียวกัน แต่ เราก้ไม่ได้มีโอกาส พบหน้าอยู่ดี

มาถึงวันนี้ โยคีน้อย มีเรื่องราวอยากจะรายงานพี่หลายเรื่องเหมือนกัน แต่เอาแต่ที่สำคัญๆก่อน

การมาอยู่อินเดีย เมืองเทวทูตนั้น เป็นความจริง เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีภาพปรากฏให้เห็นเด่นชัด ไม่มีปิดบัง ไว้ตามโรงพยาบาล ตามวัด โยคีน้อยเดินทางผ่านกองฟอน ที่เขาเผาศฑแล้วเป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้ลงไปดูใกล้ๆ จำได้คราวนั้น อาการสลดสังเวช เกิดขึ้นในใจ การได้ฟัง ได้อ่าน หรือจะเท่าการเห็นด้วยตา

ต่อมาโยคีน้อยได้เดินทางไปป่าช้า ริมน้ำที่เขาเผาศพ ที่มากกว่าที่เดิม ที่นี่ มีหลายกองฟอนทาก บางกองมีร่องรอย เผาไปนานแล้ว แต่สัญลักษณ์คือเสาเท่าข้อมือ ตอกพื้นๆทั้งสี่มุมนี่คือกองฟอน

คราวนี้ ความรู้สึกที่เห็นนั้น มันโล่ง เปล่า ระดับใจอยู่ที่ ๐ ความตายที่อยู่ข้างหน้าคือสัจจธรรม คือสิ่งที่บังเกิดความปลงตกในใจ ความมีตัวตน หายไปอย่างน่าอัศจรรย์

แต่ไปกระทบกับความรู้สึกอื่นๆ ในใจ เช่น มีความเมตตามากขึ้น อยากช่วยเหลือคนทุกข์ยาก เต็มใจ และอยากทำอย่างยิ่งๆขึ้น

ส่วนอาการที่เหมือนเกิดพลังแม่เหล็ก ก็เกิดขึ้นบ่อย เมื่อใจเราหยุดนิ่ง หรือตามความคิดทัน

ขอคำแนะนำ วิจารย์จากพี่โยคีด้วยนะ อยากคุยนานกว่านี้ แต่ดูไฟฉายใกล้จะดับไป แล้วละค่ะ

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 18 Apr 2008 @ 08:52

โยคีน้อย

สาธุกับสิ่งที่เกิดขึ้น

เขาเรียกว่าสิ่งที่มาปลุกให้เราตื่น

วิญญานจิตของเรา โดยเฉพาะที่อยุ่เมืองไทย สบายมากไป

เมืองไทยจะลำบาก ก็ลำบากแบบคนในเมืองสวรรค์

พอไปเห็นชีวิตจริงที่อินเดีย ก็ได้พลังที่ไประเบิดจิตวิญญานในใจให้ตื่น

พื้นฐานสมาธิที่มีอยู่แล้วและบุญที่ได้นำไปถึงนั่น

ส่วนผสมถูกส่วน จึงเกิดระเบิดในใจ ที่บอกว่า โล่ง เลป่า อยุ่ที่ 0 นั่นเอง

ส่วนที่ไปกระทบความรู้สึกอื่นๆนั้น ก็เป็นนิสสัยที่เป้นบุญบารมีที่เราสั่งสมมาในอดีต ก็ปลุกให้ทำต่อไป

กลไกธรรมชาติซับซ้อนมาก ถ้าไม่ได้พระพุทธองค์มาค้นพบและเปิดเผยมนุษย์ก็คงยังมืดมนอยุ่ต่อไป

ในขณะนี้เหมือนโยคีน้อยได้ต้นพบสิ่งที่อยุ่ในใจตนได้ชัดเจนแล้ว

ทำดีแล้ว

เหมือนกวาดบ้านทุกซอกทุกมุม ได้ของมากองอยุ่กลางห้อง

อะไรต้องทิ้งทำลาย อะไรต้องเก็บ

ส่วนที่ต้องทิ้งทำลายจะทำอย่างไร

พี่จะใช้คำว่า เผาทิ้ง

แต่จะอย่างไร วิธีการใด เอาไว้ให้โยคีน้อยคิดเองไปก่อน

เป็นธรรมะจัดสรร

แผ่เมตตาเยอะๆ แล้วให้ทุกขณะที่แผ่เมตตา รู้ กำหนดสติทุกขณะ

หากจำได้ เคยแนะว่า เวลาแผ่เมตตา(อยุ่คนเดียว)ให้ยื่นฝ่ามือที่แบผายออกไปให้กว้างที่สุด

ให้พลังจากตัวเรา จากฝ่ามือเราส่งออกไปให้กว้างที่สุดในอากาศ ประสานกับพลังจากจิตที่ตาของเราทั้งคู่

ใจจะมีพลังเพิ่มขึ้น

มา ณ วันนี้ ต้องนับถอยหลังแล้ว

เก็บเกี่ยวพลังจากสิ่งภายนอกที่ปลุกให้เราตื่นนี้ให้มากที่สุด

เพราะเมื่อกลับมาเมืองสวรรค์ จะต้องผจญกับแสงสีทำให้จิตเสื่อมไป

สาธุ สู้ต่อไปนะ

สวัสดีค่ะพี่โยคี

เขามาบันทึกนี้ เหมือนเป็นโลกที่มาเปิดเผย สิ่งที่เกิดขึ้นในจิต กับผู้ที่ให้ความเมตตามากๆ

หลังจากกลับจากอินเดียมาได้ สิบวันแล้ว มีการปรับตัวมากกว่าการไปอยู่อินเดียเสียอีก ไม่น่าเชื่อว่า แค่ระยะเวลาสั้นๆ ในความรู้สึกของหลายๆคน แต่ทำไมมันจึงมีการเปลี่ยนแปลงมากมายจัง กลับมาไทย เหมือนมาเสวยบุญตามที่พี่เปรียบไว้ ก็จริงค่ะ แต่ทำไมยินดีในบุญนี้น้อยจัง ในจิตก็จะเกิดการเปรียบเทียบกันตลอด ทำไม่ต้องขนาดนั้น ทำไมจึงไม่พอ ได้เห็นชีวิต(ที่จริงก็เห็นมาตลอด) ของคนไทย แล้วเสียดาย ตั้งแต่การอยู่ การกิน และสิ่งที่ทำให้ยิ่งๆขึ้นไป ซึ่งเขาคงไม่รู้ว่า นั่นส่วนเกินแล้ว ยังฟุ้งเฟ้อ ฟุ้งซ่าน ห่างธรรมชาติไปทุกที ดูเหมือนว่า ต้องยิ่งกว่านี้จึงจะสมควร

ที่จริงโยคีน้อย ก็สุดโต่งไปหน่อย ที่นี่ มันคนละที่ มันคนละแหล่ง จึงต้องปรับใจ ให้มีความนิ่งกว่านี้

แต่โยคีน้อยมีความสุขง่ายขึ้นนะคะ แจ่มใสขึ้นกว่าเดิม มันปลงๆยังไงก็ไม่รู้ เหมือนลอยคออยู่ในระดับน้ำที่พอดี ไม่เย็น หรือร้อนมากไป ค่ะ

แหมเขียนซะยืดยาว วินิจฉัยยากไปหรือเปล่าคะ แต่หวังว่า พี่โยคีต้องผ่านประสบการณ์อย่างนี้ มาไม่มากก็น้อย ช่วยสงเคราะห้ด้วยการแจกแจงให้ทีค่ะ

โยคีน้อย

คุณครูแอ๊ว
เขียนเมื่อ 05 May 2008 @ 21:26

สวัสดีค่ะ..

อ่านแล้วก็ตื่นเต้นตามค่ะ..ดีนะคะ..ชีวิตมีรสชาติดีค่ะ..^^

 

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 05 May 2008 @ 23:56

โยคีน้อย

เป็นสภาวะจิต

ที่เกิดธรรมสังเวช เลยตกตะกอน

เมื่อตกตะกอนก็เห็นสิ่งที่อยู่ในจิตได้ชัดขึ้น

ขาวก็รู้ว่าขาว ดำก็รู้ว่าดำ

แต่สำหรับนักปฏิบัติ

ต้องรู้เพียงขาวดำและต้องละไป

คือกำหนดสติอยู่กับปัจจุบัน

ขาว ก็ดีหนอ

ดำ ก็ดีหนอ

ขาวก็เหมือนดำ ดำก็เหมือนขาว

อุเบกขาหนอ.................

เมื่อปลงอุเบกขาได้ ก็นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้

เพราะธรรมนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทรงเห็นแล้วว่าเป็นทางออก

โดยเฉพาะเรื่องทีว่าเกิดการเปรียบเทียบ ว่าทำไมต้องถึงขนาดนั้น ทำไมจึงไม่พอ

ถ้าเราเข้าใจ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ก็จะปรับให้พอดี พอเหมาะ พอเพียง..ของเรา

คนอื่น ก็เป็นเรื่องของคนอื่น

เพราะโลกเป็นอย่างไร ก็เริ่มจากใจเรา ตัวเรา

จบลงด้วยการแผ่เมตตาให้กับผู้อื่นอย่างกว้างขวาง เป็นผู้ให้ ไม่สะสมอะไรไว้เลย

จึงสาธุกับโยคีน้อย

จิตอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแล้วที่จะปรุงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น

เดินก้าวหน้ามาแล้ว

ได้เห็นชัดเจนเรื่องขาวดำแล้ว

ถึงเวลาวางและจัดสรรให้จิตอยู่ในสภาพที่พอดี พอเหมาะ พอเพียง ตามทางสายกลาง

ประเทศเรานั้นมีของดีไม่แพ้อินเดียที่จากมา

แต่เราจำเป็นต้องไปเรียนรู้จากพุทธภูมิ

มรรค 8 ยังเป็นทางสายเอกและทางตรงอยู่จ๊ะ

ชาวกุรุรัฐ ซึ่งบัดนี้ไม่มีแล้ว อาจจะเป็นชาวสยามรัฐ ในยุคนี้ก็ได้ที่เจริญสติได้ทุกวัน ทุกขณะ

ขอจบลงด้วยคำที่ว่า

วันนี้ (เช้านี้ เที่ยงนี้ บ่ายนี้ เย็นนี้ ค่ำนี้)เจริญสติหรือยัง

เจริญสุข

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 05 May 2008 @ 23:59

คุณครูแอ๊ว

สวัสดีครับ

ถ้าเรามองโลกในแง่ดีเอาไว้

อะไรก็ดีหมดครับ แม้ความไม่ดี...ก็ดี

ชีวิตจะตื่นเต้นมากครับ

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นความรู้ใหม่กับจิตของเรา

เรียกว่าตื่นเต้นในธรรมครับ

เจริญสุขครับ

สวัสดีค่ะพี่โยคี

มาส่งข่าว บันทึกเกี่ยวกับธนาคารเลือดค่ะ

ให้พี่โยคีอนุโมทนาบุญ ในฐานะเจ้าของชื่อ"ธนาคารเลือดเฉลิมพระเกียรตฺิ"

อนุโมทนาบุญด้วยกันนะคะ

ทุกครั้งที่มีงานบริจาคเลือด มีบางสิ่งบางอย่าง ที่ได้มากกว่าการได้เลือดค่ะ

ว่างๆ พี่ตามไปชมภาพนะคะ

โซ่แห่งความดี เชื่อมต่อกันต่อๆไปค่ะ

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 04 Aug 2008 @ 00:55

โยคีน้อย ตันติราพันธ์

โอ้ ไม่ได้ใช้บันทึกนี้นานเลยนะ

ยินดีกับธนาคารเลือดนะ

เป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

ถือเป็นการให้ชีวิต

จะตามไปอ่านจ๊ะ

เจริญสุข

สวัสดีค่ะพี่โยคี

ช่วงนี้ นำเรื่องพระเจ้าพิมพิสารมาเขียน ตามที่ได้รับความรู้จากพระอาจารย์ เมื่อครั้งไปอินเดีย และค้นคว้าเพิ่มเติม

มีผู้อ่านเขาสนใจ ที่พระเจ้าพิมพิสาร ที่สำเร็จโสดาบัน และได้ทอดพระเนตร เห็นพระพุทธเจ้าที่ยอดเขาดิชฌกูฏ จนเกิดปิติ และมีชีวิตอยู่ได้

ต้องนิมนต์พี่โยคี ช่วยตอบให้ได้ความรู้ด้วย

พี่สอนธรรมะ เข้าใจง่ายอยู่แล้ว

เชิญเลยนะคะ

อยากทราบเช่นกันค่ะ

กราบขอบพระคุณมากๆ ขอให้ได้บุญมากๆ และธรรมะเจริญก้าวหน้า ประดุจสายลมที่พัดไปในกากาศนะคะ

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 24 Aug 2008 @ 13:20

โยคีน้อย

อนุโมทนาสาธุกับเรื่องราวจากประวัติศาสตร์พุทธศาสนา

การไปเห็นด้วยตัวเองที่สถานที่จริงในอินเดีย ทำให้ได้รับคติธรรมหลายอย่าง

ล้วนไม่พ้น อนิจจัง ทุกขังและอนัตตา จริงดังคำของพระศาสดา

สัจจธรรมจึงไม่มีวันตายเพราะมีให้ผู้สนใจได้เห็นจริงเสมอมา

ที่เห็นได้ชัดก็คือกรรมนั้นเป็นใหญ่เสมอ และต้องมีเหตุจึงจะเกิดผลตามมา

การเกิดเหตุและผลก็มีเงื่อนไขที่มีองค์ประกอบมากมายแต่เป็นระบบ

จะบอกว่าไม่มีใครพ้นกรรมที่ทำมาได้ ก็น่าจะถูกต้อง

บทเรียนที่เราควรจะได้จากเรื่องราวในประวัติศาสตร์จึงน่าจะอยู่ที่การนำไปเป็นประโยชน์ในการพัฒนาปัญญาในปัจจุบันเพื่อนำไปสู่การหลุดพ้นทางจิตในอนาคต

บางครั้งคิดว่ากรรมดีและกรรมชั่วนั้น ดูเหมือนต่างขั้วกันมาก เหมือนขาวกับดำ

เป็นบุญกับบาป เป็นกุศลกับอกุศล....ฯลฯ

ก็เพราะคิดกันแบบนี้ จึงไม่หลุดพ้นสักที

ขออนุโมทนากับคติธรรมจากเรื่องพระเจ้าพิมพิสาร ที่นำให้เกิดปัญญานี้ครับ

สวัสดีค่ะพี่โยคี

มาเขียนในบันทึกนี้ เพราะกำลังมองดูว่า ชีวิตคนเรา มักมีอะไร ที่ซ้ำๆ วนเวียนกันไป เมื่อครั้งหนึ่งจำได้ว่า ได้เขียนขอคำแนะนำเรื่องการปฏิบัติธรรมจากพี่โยคี ซึ่งต่อๆมา ก็ได้มีการสนทนา จนบันทึกนี้ ยืดยาวที่สุด และก็มีผู้สนใจอ่านมากด้วย ในเวลาต่อๆมา ก็มีโอกาส ได้ทำบุญร่วมกันอีกมากมายหลายประการ โดยมิเคยได้พบเห็นหน้าค่าตา ตัวจริงกันมาก่อน

ก็เป็นความเฉพาะของเราที่ได้เกิดมา และจะได้สานบุกันต่อไป แบบนี้

วันหนึ่ง โยคีน้อย ก็พบว่า มีคนเข้าไปอ่าน เรื่อง สัญญาเดิม ที่เคยเขียนเล่าเรื่องว่า กลัวการขึ้นเครื่องบิน และฝันเห็นเครื่องบินตกเป็นประจำ

ก็ได้คิดว่า คงเป็นความจำข้ามภพมา

มีคนเข้ามาโพส และได้สนทนากันต่อไป เหมือนเหตุการณืที่โยคีน้อย เริ่มคุยกับพี่เลยค่ะ

ที่แท้ การเป็นกัลยาณมิตร และการได้พบกัลยาณมิตร ก็เกิดขึ้นตลอดเส้นทางชีวิตของเราเลยนะคะ

เมื่อมีคำถาม ก็ต้องหาคำตอบ นี่ก็เป็นหนึ่ง ในการฝึกฝนเรียนรู้ของตนเองด้วย โดยเฉพาะโยคีน้อย รู้น้อย

ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า อยากเล่าเรื่องให้พี่โยคีฟังค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 24 Oct 2008 @ 12:12

โยคีน้อย ตันติราพันธ์

สาธุ

จริงทีเดียว กัลยาณมิตรนั้นมีอยุ่ทุกหนทุกแห่ง

เมื่อได้เจอกันก็จะสานต่อสัมพันธ์ ทางปัญญากันต่อไป เหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในอดีต

ก็เช่นเดียวกับ ดร.อโลก ที่วันหนึ่งเจอในงานวันชาติแห่งหนึ่ง ก็บอกว่าเขารู้สึกว่าไม่ได้เป็นเพียงกัลยาณมิตรเท่านั้นแต่รู้สึกเหมือนเคยเป็นญาติกันมาก่อน

เป็นเรื่องของทวิภพหรือพหุภพ ข้ามชาติ ข้ามโลก

ในเว็บของไทยยุโรปดอทเน็ตที่พี่เป็นโมเดอเรเตอร์ http://forums.thaieurope.net/index.php?topic=3969.60 ในบันทึก"ขอมอบภาพนี้แด่เพื่อนไทยในยุโรป ก็มีคนอ่านมาแล้ว สองพันหกร้อยกว่าครั้ง ก็ล้วนเป็นกัลยาณมิตรที่คงเคยสนทนากันมาก่อนในอดีตกาล

เส้นทางนี้เคยเดินกันมาแล้ว ก็จะต้องเดินกันต่อไป เพื่อทำให้ถึงซึ่งความรู้แจ้ง ตามรอยพระพุทธเจ้าต่อไป

สาธุและเจริญสุข

 

สวัสดีวันทาบูชาครู คือแสงหนึ่งสว่างไสวในใจศิษย์ เป็นนิมิตแห่งเทวามาสังหรณ์ ให้เวียนวนค้นพบจบวงจร ได้อาทรสอนสั่งอย่างคุ้นเคย เหมือนได้ต่อท่อธรรมหนุนนำพา จึงศึกษาตามแนวทางอย่างเปิดเผย ทำจึงรู้ ดูจึงเห็น เหมือนเช่นเคย ปล่อย ละ เลย เสียบ้าง ช่างบางเบา สอนเอาไว้ให้เห็นเป็นประโยชน์ เพื่อตอบโจษปรัศนีย์มิโง่เขลา ให้วิชชาพาจิตติดตัวเรา เป็นสำเนาพาเดินเจริญตน ถึงวันครูวันนี้หรือปีไหน ครูพลเดช พละชัย ทุกแห่งหน ขอเทพไท้เทวัญชั้นเบื้องบน อำนวยผล ทุกประการ สราญเทอญ มาระลึกถึงพระคุณครู โยคีน้อย 16 มกราคม 2552

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 24 Jan 2009 @ 01:58

โยคีน้อย

สิ่งที่เราต้องทำเสมอๆ คือดูใจตัวเอง

เพราะข้อมุลที่สำคัญที่จะใช้สำหรับการเดินทางต่อไป ในทางใด อย่างไร คือใจของตนเอง

คะแนนที่จะได้จากข้อสอบชีวิตคืออยู่ที่ตัวเอง

หมั่นทำหมั่นสอบ จบปริญญาเอกในไม่ช้าแน่นอน

สาธุจ๊ะ

สวัสดีค่ะพี่โยคี

วันนี้คิดถึงบันทึกนี้

จำได้ว่าเรื่องราวในบล็อกนี้เกิดขึ้นมากมาย

รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงไปทางจิตวิญญาณของโยคีน้อยด้วย

หมู่นี้มีงานมากมายล้นมือเหมือนกัน

แต่แปลกกับรู้สึกอยากนั่งสมาธิ

ก่อนนอนนั่งได้นาน

รู้สึกนิ่งๆ เย็นๆ ลึกๆ ทำได้นานขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ง่วงนอนด้วย

อิ่มใจ สบายใจ

เป็นช่วงแห่งความรู้สึกดีระหว่างวันเลยค่ะ

เป็นธรรมชาติของจิตใช่หรือเปล่าคะ

ที่จะต้องจัดการตนเองให้สมดุลย์

เล่าให้พี่ฟัง ไว้อ่านในวันที่ว่างก็แล้วกัน

สวัสดีค่ะ

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 21 Aug 2009 @ 08:27

ตันติราพันธ์

ความจริงแล้ว อะไรเข้ามาในจิตใน ก็ดูให้หมด ทุกอย่าง ไม่มีเว้น

ถ้าความสงบเข้ามาแล้วชอบ ก็จะติดสงบ และไปไม่ไกลกว่านั้น

ถ้าความทุกข์เข้ามาแล้วไม่ชอบ ก็จะติดอีก

อะไรเข้ามาก็ดู รู้ตัวแล้วก็ดู รู้ตัวไปเรื่อยๆ

ไม่เดือดร้อนเพราะเดี๋ยวมาแล้วก็เดี๋ยวไป

เจริญสุขจ๊ะ

 

สวัสดีค่ะพี่โยคี

วันนีวันครู

มากราบครูคนแรกที่สอนให้ฝึกเดินจงกรม

และบังเกิดความรู้สึกใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

มากราบขอบคุณที่ช่วยให้ละความเขลาเพราะคิดเสมอว่า

การหยุดกายเท่านั้นจึงเป็นสมาธิ

แต่แท้จริงแล้วกาย ใจ เป็นคนละส่วนกัน

จึงได้นำมาปฏิบัติตราบเท่าทุกวันนี้

สิ่งใดที่ได้กระทำและบังเกิดผลบุญกุศล

นับหมื่นชาติแสนชาติของโยคีน้อย

ขอให้ผลบุญนั้นจงถึงแด่พี่โยคี ได้ส่วนเทียบเสมอกัน

และขอจงเป็นกัลยาณมิตรต่อกันเสมอในโอกาสที่จะได้พบเจอกัน

ในภพชาติใดก็ตาม

ให้ครูมีความสุข ความเจริญ ทั้งทางโลก ทางธรรมนะคะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

โยคีน้อย

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 17 Jan 2010 @ 00:58

โยคีน้อย

อนุโมทนาบุญกับจิตกุศลในวันครู

ครูของพวกเรานั้นมีมากมาย นับไม่ถ้วน

ครูของครูและของครู ซึ่งรวมทั้งตัวเราเองที่เป็นครูของตัวเอง

กายกับใจนั้นเป็นคนละส่วนแน่นอน แต่ก็ต้องอยู่ด้วยกัน ผสานกัน กลมกลืนกัน

เพราะด้วยกายกับใจหรือรูปกับนามนี้เท่นั้นที่จะทำให้เกิดปัญญา

และการจะเกิดปัญญาได้ ต้องอยู่บนความพอดี ถูกส่วนและลงตัว

สิ่งนั้นจึงจะเกิด

ไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องบังคับหรือบีบคั้น

ถ้าทุกอย่างพอดี ถูกส่วนและลงตัว มันจะเกิดขึ้นเอง

เป็นเช่นนั้นเอง

ในวันครู ที่โยคีน้อยมีจิตกุศล กตัญญู กตเวทิตา

จึงขอให้พรนั้นย้อนกลับไปยังผู้ให้เป็นทวีคูณ

อย่าลืมการแบมือ ปล่อยทุกอย่างออกไป

เพราะเมื่อถึงเวลา ก้ต้องเป็นเช่นนั้น

Love heart
เขียนเมื่อ 17 Jan 2010 @ 01:39
สวัสดีค่ะ มาร่ีวมตื่นเต้น กับทริปนี้ด้วยคนนะคะ เพราะไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศ ก็เลยมาเที่ยวต่างแดน จากอินเตอร์เน็ตแทนค่ะ ..
พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 17 Jan 2010 @ 01:53

คุณ Love heart ครับ

อินเดียอยู่ไม่ไกลจากประเทศไทยเลยครับ โดยทางเครื่องบินเพียง 3 ชม.กว่าก็ถึงแล้ว

มีอะไรให้เรียนรู้เยอะมากครับ

ทั้งบนถนน ใต้ต้นไม้และวิถีชีวิตของผู้คน

เป็นห้องเรียนชีวิตห้องใหญ่ที่อยากเชิญชวนให้คนไทยไปกันครับ

สวัสดีวันครูค่ะ

ด้วยความระลึกถึง

ธรรมะที่เคยสอน

และยังปฏิบัติอยู่ถึงวันนี้

ขอให้ครู "พี่โยคี"

มัแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ทั้งทางโลกและทางธรรมค่ะ

สาธุ สาธุ สาธุ

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 17 Jan 2012 @ 06:17

ครูคือทุกคนที่ให้ความรู้เรา สำคัญที่สุดคือพ่อแม่

ขอให้ทุกคนที่เป็นเพื่อนมนุษย์และเป็นครูของกันและกันจงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

พลเดช วรฉัตร
เขียนเมื่อ 17 Jan 2012 @ 06:19

ครูคือทุกคนที่ให้ความรู้เรา สำคัญที่สุดคือพ่อแม่

ขอให้ทุกคนที่เป็นเพื่อนมนุษย์และเป็นครูของกันและกันจงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

  รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น