อยู่นิวเดลีมา 1 เดือนเต็ม สิ่งที่น่าเสียวใส้และยังตื่นเต้นทุกวันก็คือการขับรถของคนอินเดีย ยิ่งกว่าบ้านเราหลายเท่า โดยเฉพาะการเข้าวงเวียน เรียกว่าต้องวัดดวงกัน แม้จะมีป้ายบอกให้รถในวงเวียนไปก่อนแต่ ไม่เคยมีใครสนใจ จึงวัดกันด้วยความเร็วที่เข้ามา ใครหัวรถนำเข้ามาก่อนก็จะมีความรู้สึกว่ามีสิทธิ์ไปก่อน ผมนั่งดูการขับรถและเข้าวงเวียนทุกวันๆ จนชักเริ่มชินและคิดว่าหากเราขับเองก็คงต้องใช้หลักเดียวกันคือ เอาความเร็วในการเข้าวงเวียนเป็นหลัก คนไทยหลายคนหัวเสียมากเวลาขับรถเข้าวงเวียน แต่ผมเห็นว่าทำให้การจราจรลื่นไหลดีเหมือนกัน ทุกคนทำเหมือนกันหมด ไม่มีใครต่อว่าใคร และบางครั้งเกิดการปาดหน้ากัน ด้วยความเร็วรถต่างกัน อย่างมากก้แค่มองหน้า ยกไม้ยกมือแล้วก็ต่างคนต่างไป
การขับรถตามถนน ถือว่าไม่มีเส้นแบ่งเลนถนน เพราะไม่มีใครขับอยู่นเส้นเลย คร่อมกันหมด และวิ่งเบียดกันชิดมาก เรียกว่าเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันดีจัง ถนนมีสองเลนแต่พ่อเจ้าพระคุณวิ่งเบียดกันจนเป็นสี่เลนเรียกว่าวัดใจกันเช่นกัน รถส่วนมากจึงเอากระจกข้างพับไว้เลย ไม่ใช่กลัวกระจกไปโดนรถอื่นแต่เพื่อจะได้แทรกเข้าไปได้และชิงไหวชิพริบในท้องถนน
ทุกวันๆ จึงเป็นเรื่องที่ตื่นเต้น ชิงไหวชิพริบกันในเรื่องเล็กๆ น้อยและหากใครผ่านการจราจรบนท้องถนนไปได้ก็จะทำให้ภูมิใจ สมดังคำที่ว่า ต้อง ได้อย่างเดียว (take) ไม่ยอมเสีย(give) นี่ละคนอินเดีย
อ้อ นอกจากต้องสูกันระหว่างคนขับรถแล้ว บางถนนก็จะมีวัวของพระเจ้ามาร่วมวงด้วย
ก็ครับ ตื่นเต้นทุกวันเลยครับ อยู่อินเดีย
อ่านไป หวาดเสียวไป ที่สุดก็ได้รับความภาคภูมิใจทุกวันใช่ไหมคะ
กำลังศึกษาและฝึกสมาธิเหมือนกัน คิดว่าพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องพิสูจน์ได้ มีเวลาก็แลกเปลี่ยนกันบ้างนะคะ สวัสดีค่ะ
ดิฉันเองสนใจศึกษาธรรมะ มานับ 10 ปี แต่ก็ได้จากการอ่าน ฝึกปฎิบัติบ้างแต่ไม่ได้ลึกซึ้ง ต้องเรียกว่าแทบจะไม่มีพื้นฐานเลย ไม่เข้าใจแม้คำว่าสมถะ/วิปัสนา คิดว่าการทำสมาธิคือการนิ่งๆ คิดอะไรให้ช้าลง ไม่ด่วนตัดสินใจ และคิดเชิงบวก ประมาณนี้ แต่วันหนึ่งก็ได้พบกัลยาณมิตร จากการโพส เรื่องกฏแห่งกรรม ที่ดิฉันได้อ่าน แล้ววาบซึ้ง จึงอยากเผยแผ่ กัลยาณมิตรท่านนั้น ก็เข้ามาต่อกระทู้ และเป็นผู้จุดประกายให้ฝึกปฎิบัติสมาธิอย่างจริงจัง แก้จะคอยแก้ไขปัญหาให้วันต่อวัน ทำให้รู้หลัก และวิธีปฎิบัติที่ก้าวหน้าขึ้น และมีส่วนทำให้ดิฉันตั้งใจนั่งสมาธิทุกวัน เป็นต้นมา แต่ถ้าคุณทราบระยะเวลา ก็คงจะประมาณผลของสมาธิดิฉันอย่างคร่าวๆได้ คือ ประมาณ 2 เดือนเศษ สุดท้ายเมื่อปลายเดือนก่อน ดิฉันก็มีความรู้สึก อยากมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น เลยปลีกวิเวก 5 วัน ก็ได้ประสบการณ์มาพอประมาณ ดังที่ได้บันทึกไว้เป็นบางส่วนแล้ว แต่เมื่อกลับมาจากปลีกวิเวก ดิฉันก็ไม่สามารถติดต่อคุณกัลยาณมิตรได้อีก เพราะ WEB ขัดข้องมาจนถึงวันนี้ และเป็นWEB ที่เปิดเสรี จึงดิฉันก็ไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร รู้สึกเสียดายมาก ปัจจุบัน ดิฉัน ก็ยังตั้งใจฝึกตัวเองทุกวัน อยากจะขอความกรุณาให้คำแนะนำในการปฎิบัติต่อไปด้วย เพื่อให้มีความก้าวหน้าต่อไป ขณะนี้ ได้เรียนรู้แค่การตั้งสติ ในการบริกรรมได้นานขึ้น นั่งได้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ค่ะ ขออนุโมทนาบุญล่วงหน้าค่ะ
กราบขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำที่มีคุณค่ามาก บางครั้งการเริ่มต้นเป็นความยากมาก โดยเฉพาะกับการไม่รู้อะไรมาก่อน มีเพียงแต่ใจอย่างเดียว หรือรู้มาอย่างไม่ประติดประต่อ แค่คำว่าสติ ยังตีความกันไปเสียยืดยาว และเมื่อฝึกปฎิบัติ จึงได้ทราบว่า เมื่อมีสติ ก็เหมือนมีพลังอยู่ในตัว พลังในการยับยั้ง หรือระมัดระวัง แต่การจะเจริญสติให้ได้ทั้งวัน ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี ก็จะตั้งใจฝึกไป แล้วการทำสมาธิมีความสำคัญอย่างไรหรือคะ
ขอบคุณค่ะ
สมาธิมีความสำคัญครับ โดยเป็นฐานที่จะให้สติเกิด ลองนึกถึงการเล่นแบบหนึ่งซึ่งเราเคยเล่นกันตั้งแต่เด็ก เช่น การต่อตัวเพื่อจะหยิบของที่ผูกไว้ในที่สูง ต้องต่อตัวเพื่อที่จะเอื้อมมือหยิบถึง เราต้องให้อีกคนหนี่งยืนแล้วเราขี่คอเพื่อจะได้ไปยังจุดที่จะเอื้อมมือหยิบของได้ คนที่เรายืนขี่คอก็คือสมาธิครับ หากสมาธินิ่ง ก็จะทำให้เราสามารถเอื้อมมือหยิบของได้ง่ายขึ้น ถ้าสมาธิไม่นิ่ง ก็ยากที่จะหยิบครับ
ทุกอย่างมีจุดพอดี การทำสมาธิเพื่อที่จะให้จิตนิ่งเป็นฐานที่จะทำให้สติเกิดเพื่อนำไปพิจารณาธรรมได้ ดังนั้น ความหมายของผมคือ หากสมาธิมากไป ก็สติเกิดไม่ได้ ถ้าน้อยไป ก็จิตไม่นิ่ง ดังนั้นสมาธิจำเป็นครับ แต่ต้องพอดี
ความพอดีนี้ จำเป็นสำหรับการรู้ธรรมครับ ในทางโลกก้มีเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงครับ ที่เป็นแนวทางที่ให้คนอยู่กับความพอดี พอเพียง ทางสายกลาง มีเหตุมีผล ไม่เสี่ยง มีความรู้คู่คุณธรรม ซึ่ง สิ่งเหล่านี้คือธรรมชั้นยอดครับ
ด้วยความปรารถนาดี
เข้าไปอ่าน WEB
เข้าไปอ่านWEB ของคุณพลเดช เรื่อง ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย รู้สึก ใจมันปล่อยวางอย่างประหลาด บางข้อความเหมือนตัวเองก็เคยคิดแบบนั้น ในโลกนี้ ไม่มีเราไม่มีใครเลย มีเพื่อนคนหนึ่ง บอกว่าเขาเขียนบันทึกมรณะ เป็นประจำ ประมาณนี้ ต่อมาดิฉันเอง ก็เริ่มเขียนไป เป็นปีแล้ว เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่จะสั่งคนข้างหลัง จะบันทึกไว้ การคิดถึงความตาย ทำให้ใจเราสงบมาก และเมื่อจะคิดอะไร ก็เป็นไปแค่ชั่วขณะ จะขอนำบทความไปเผยแพร่บ้างจะได้ไหมคะ บางครั้งก็ต้องมีหน้าที่ อบรมคนอยู่ประจำ จะได้ช่วยกันขยายธรรมะต่อไป และก่อนเข้านอนคืนนี้ จะคิดว่า เป็นคืนสุดท้ายดู
ก็ต้องขออนุโมทนาบุญ ในกุศลจิตที่คุณพลเดชอนุญาต ให้เผยแผ่ข้อความ ที่ผู้ได้อ่าน แล้ว น่าจะบังเกิดความรู้สึก และการเปลี่ยนแปลง แห่งจิต ของตน ได้มากทีเดียว เช่นดิฉันเอง เมื่อเช้ามืด ที่ได้นั่งสมาธิ ปฎิบัติธรรม ตามปกติ ก็ได้น้อมนำ อารมณ์ ที่เกิดจากการอ่านบทความของคุณพลเดช ได้ผลดีค่ะ อยากจะบอกว่า ที่ครูบาอาจารย์ ท่านสอนไม่ให้ยึดถือ ตนนั้น ดิฉันเอง ก็ไม่เคยมีความรู้สึก แจ้งในใจ เหมือนที่คุณพลเดช เขียนเลย บางคนอาจคิดว่า การพูดถึงความตาย เป็นอัปมงคล แต่สำหรับดิฉัน ถือว่าได้อ่านสิ่งที่เป็นมงคลแก่ชีวิตอย่างยิ่ง ก็ขอให้ได้บุญกุศลที่ได้เกิด จาก การปฎิบัติธรรมเช้าวันนี้ อันเป็นผลจากการได้ น้อ้มนำข้อความของคุณ ที่เขียนได้อย่าง ถึงจิตใจ ของปุถุชนคนหนึ่งค่ะ สาธุ
สาธุครับ
คุณพลเดชคะ
วันนี้ดิฉันเลยนำเรื่องที่คุณอนุญาต เผยแพร่บทความได้ ไปปรึกษา เพื่อน เนื่องจาก เรามีการตั้งชมรมเล็กๆ ขึ้นมาทำงานให้สังคม เรื่องสุขภาพกายและใจ บางครั้งมีไปช่วยภัยพิบัติเป็นบ้าง สิ่งหนึ่งที่เราทำเสมอมา คือ การหาบทความดีๆ พิมพ์เผยแพร่ ตามกำลังปัจจัย ที่ช่วยกันออก หรือบอกบุญมาได้ แจ้งให้ทราบว่า พวกเราดีใจ ที่จะนำบทความของคุณพลเดชไปพิมพ์ และแจกในวันเสาร์หน้าคือวันที่ 25 สิงหาคม 2550 นี้ เพราะชมรมของดิฉันร่วมกับ ชมรมเพื่อนแพทย์ไร้พรมแดน พุทธสมาคม และอีกหลายกลุ่ม จะได้รับบุญ จัดกิจกรรมตรวจสุขภาพ พระภิกษุ ทั้งหมดของอำเภอพนัสนิคม จ.ชลบุรี ประมาณ 500 รูป เราจะร่วมกันรักษาผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาค่ะ
พุดถึงชมรมของเราก็มีคนหลายอาชีพ เช่นข้าราชการสาธารณสุข ข้าราชการครูบำนาญ ช่างตัดเสื้อ ครูสอนภาษาไทย(ให้ฝรั่ง) สนุกดีค่ะ บางครั้งไปเป็นวิทยากรให้ชาวบ้าน ได้ค่าตอบแทนเป็นขนม เต็มกระจาดเลย เรื่องราวที่พวกเราทำก็เน้นการดูแลร่างกาย และจิตใจเป็นสำคัญ ถ้าตรงวันหยุดก็จะมีสมาชิกไปช่วยกันมากหน่อย(ที่จริงมีราวๆ 10 คน) ไปคั้นน้ำผักให้ชาวบ้นรับประทานกัน เป็นความสุข ของคนอยากทำงานที่ไม่ต้องขึ้น กับคำสั่ง ระเบียบ กฏเกณฑ์ต่างๆ เป็นอิสระดี อยากจะเชิญชวนคุณพลเดชมาเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ สักท่านหนึ่ง ถึงจะอยู่ไกล มาร่วมงานกับเราไม่ได้ แค่เขียนบทความหรือให้คำแนะนำแก่พวกเราบ้างก็ยินดีค่ะ
ปรึกษาอีกเรื่องค่ะ หน้าปกจะใช้เป็นรูปอะไรดีคะ ที่จะสื่อว่าความตายเป็นธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้น หลีกเลี่ยงไม่พ้น และไม่น่ากลัว ส่วนนามผู้เขียนบทความจะให้ใช้ว่าอะไร ลงชื่อจริงได้ไหม
รบกวนเสียหลายเรื่อง จะรีบไปสั่งพิมพ์ กลัวไม่ทันเวลา ก็ขอให้คุณพลเดช มีส่วนของบุญกุศลที่กำลังจะเกิดขึ้น ทุกประการ ค่ะ
เมื่อคืนนี้ กว่าจะเข้านอน ก็ 2 นาฬิกา ของวันใหม่ ตั้งใจหาภาพปก ที่คุณพลเดชแนะนำ ซึ่งก็สื่อความหมายที่ดี รุ่งอรุณคือวันพรุ่งนี้ เทียนที่ใกล้จะดับ…ความตาย แต่เมื่อค้นหาภาพนับ พัน นับหมื่น ก็ได้ข้อคิด หรือความสับสนของตัวเองก็ไม่ทราบได้ บางครั้งเห็นภาพ บางภาพ แล้วแยกไม่ออกว่า นี่มัน เวลาเช้า หรือเวลาเย็นกันแน่ หากไม่มีคำกำกับ ก็ต้องมีการเข้าใจผิดกันบ้าง และบางครั้งดูโดยไม่อ่านคำบรรยาย เราเองก็เดาผิด ไปหลายภาพ มุมมองของแต่ละคน มีอิทธิพลต่อการสร้างความเชื่อให้แก่ตนเอง และคนอื่นได้ไม่น้อย แต่หากภาพนั้นถูกต้อง และคนบรรยายก็ถูกต้อง ก็สร้างประโยชน์มหาศาล อีกอยางที่ค้นพบ คือ คุณพลเดชเชื่อไหม คนในโลกนี้ ส่วนมาก เขาใข้เทียน แทนความสว่าง ความมีชีวืตกัน เกือบจะทั้งหมด แต่คุณพลเดช สามารถมองอีกแบบหนึ่งได้ ในขณะแทนเกิด ก็แทนตายได้ แล้วโจทย์ข้อนี้ ก็ทำให้ต้องนอนดึก เพราะหายากมาก เทียนกำลังจะดับ แต่ก็พอหาได้ และเช้านี้ก็จะลองนำมาวางตามจินตนาการ อยากให้หนังสือนี้ เป็นหนังสือที่ทำมาจาก ความตั้งใจทั้งหมด ซึ่งคาดว่าผู้รับก็จะรับกระแสนี้ได้เช่นกัน
สาธุครับ
ทุกอย่างในโลกนี้มีมากกว่า 1 ด้านเสมอครับ เช่นคำว่า จุติ คนทั่วไปจะเข้าใจว่าคือการเกิด แต่จุติคือความดับครับ ในภพภูมิหนึ่ง เมื่อจิตถึงเวลาที่จะดับ ก็จะแปรเปลี่ยนไปเกิดในภพภูมิอื่น เรียกว่าจุติ คือดับจากภพภูมินั้นครับ ไปปฏิสนธิในภพอื่น
ขออนุโมทนาสาธุกับกุศลจิตที่ตั้งมั่นด้วยดีแล้วครับ..... เพียงแค่ผ่านไปแล้ว ก็จะมีสิ่งใหม่เข้ามาในปัจจุบันอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยๆไปครับ
ด้วยความปรารถนาดี
สวัสดีค่ะ คุณพลเดช
วันนี้ที่ประเทศไทย ตรงกับวันอาทิตย์ เป็นวันหยุด เวลาของอินเดียต่างกับประเทศไทยกี่ชั่วโมงคะ เคยไปแต่ที่ญี่ปุ่น ต้องตื่นก่อนจริงทุกวัน คือเขา 6 โมงเช้า แต่จริงๆคือ ตี4 บ้านเรา
เมื่อวานได้นำบทความถ้าพรุ่งนี้ ....ต้องตาย ไปหาโรงพิมพ์มาค่ะ ร้านแรก เป็นร้านคอมฯ ไม่ใหญ่เท่าไหร่ พอสอบถามถึงการทำปกสี เขาเรียกเล่มละตั้ง 40 บาทค่ะ มันค่อนข้างแพง แต่เมื่อคำนวนกับการเราปริ้นเอง ค่าใช้จ่ายก็พอกัน และที่สำคัญจำนวนมากด้วย พอเขาเห็นดิฉันอึ้ง เขาก็รีบโน้มน้าวว่า "ของแจกฟรี ปกขาวดำก็พอ ไม่เห็นต้องลงทุนมากเลย" ฟังจบดิฉันก็ตัดสินใจได้ทันที คืออกจากร้านไป และต่อมาก็ได้ไปที่โรงพิมพ์แห่งหนึ่ง เขาก็เอาแบบหนังสือมาให้ดู ปกกระดาษอาร์ทเนื้อมัน มีสีสรรของภาพสวยงามตามจริง ถ้าสั่ง 1,000 เล่ม ราคาจะถูกลงมาก และเมื่อเทียบกับร้านแรก ราคาห่างกันเกือบ 4 เท่า จึงขอแจ้งให้ทราบว่า ดิฉันยินดี จะได้ทำหน้าที่ แจกจ่ายหนังสือที่คุณพลเดช ตั้งใจเขียน เป็นธรรมทานครั้งนี้ ถึง 1.000 เล่ม ดิฉันอยากให้คนทั่วไป เขาได้หยิบเลือกสิ่งที่ดี มีประโยชน์ต่อชีวิตเขาขึ้นมา จึงอยากให้สิ่งเหล่านั้นปราณีต น่าจับต้องตั้งแต่แรกเห็น คุณคนแรกที่ดิฉันพบ เขาคงไม่เข้าใจถึงการให้อย่างมีคุณค่า "ของแจกฟรี ไม่เห็นต้องลงทุนเลย" บางครั้ง บางเวลาที่เราอยากจะแจกของ แล้วคนไม่อยากรับเมื่อนั้น เราจะซาบซึ้ง ถึงความปิติ ที่ควรจะเกิด หรือสูญเสียไปเลยโดยไม่มีโอกาสสัมผ้ส
วันนี้คงได้ภาพปกที่ให้ช่างศิลป์ ของเขาจัดวางให้ โดยใช้ภาพที่ดิฉันค้นหามาประกอบ ถ้าอย่างไรจะส่งไปให้ชม เกือบลืมค่ะ โรงพิมพ์ถามว่า พื้นกระดาษปก อยากได้สีอะไร รบกวนคุณพลเดชช่วยเลือกด้วย ทบทวนภาพของเราจะมี แสงเทียน มีรูปอรุณรุ่ง สีออกทางฟ้าๆ สว่าง ๆและพระอาทิตย์สีส้มอ่อนมากๆ แถมด้วยรูปมือที่สัมผัสกันครั้งสุดท้ายก่อนจะจากกันสีขาวดำ รบกวนเท่านี้ก่อน สายๆจะไปโรงพิมพ์ค่ะ มีอะไรจะเพิ่มเติม ก็เชิญเลยค่ะ
ด้วยความปรารถนาดีเช่นกัน
ขอเข้ามารบกวนรอบสองนะคะ
เพื่อนให้ถามว่า ถ้าจะเขียนตำแหน่งของคุณพลเดข จะเขียนว่าอย่างไรจึงจะถูกต้อง
สาธุกับคำอนุโมทนาทั้งหมดที่แจ้งมา รู้สึกเบิกบาน แจ่มใส และมีกำลังใจ แก้โจทย์แห่งชีวิตต่อไป คือการบอกบุญ เพื่อให้ญาติสนิท มิตรสหาย ได้ร่วมค่าจัดทำหนังสือเผยแผ่ธรรมะและบุญกับเราค่ะ เพื่อขยายเครือข่ายแห่งธรรมะ และบุญไปให้สุดทีกำลังเราจะทำได้ ขอให้ได้รับกระแสแห่งบุญด้วยกันตลอดไป