เรื่องเล่าจากดงหลวง 155 พลัง KM G2K ในอนาคตคืออะไร ถาม KM เชียงใหม่

บางทราย
G2K กลายเป็นชุมชนที่มีตัวตนขึ้นมา และเติบโตขึ้นดังกล่าวแล้วโดยมีใจถึงใจ สาระถึงสาระ และกลายเป็นความผูกพันกันทางสังคมไปแล้ว ตามหลักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแล้วพื้นฐานของสังคมแบบนี้จะพัฒนาก้าวไปสู่การมีพลังทางสังคมแบบหนึ่ง

ผู้บันทึกติดตาม KM เชียงใหม่ พอสมควร ยกเว้นช่วงทำงาน ก็เห็นจุดเด่นที่ตอกย้ำว่านี่คือธรรมชาติของ KM และนี่คือ คุณลักษณะ Blogger ใน G2K จะไม่ขอกล่าวเพราะมีหลายท่านสรุปไว้หลายที่หลายแห่งแล้วครับ ข้อสรุปที่รวบยอดก็ต้องของท่านครูบาสุทธินันท์ Supper Blogger ของ G2K  และต้องกล่าวว่า KM จัดกี่ครั้งๆ ก็ย้ำข้อสรุปเหล่านั้นจนน่าจะเป็นคุณลักษณะของ KM Community member ไปแล้วมั๊ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของสังคมไทย (ไม่เว่อร์ไปนะ) ยุค Cyber ไปแล้ว  

การชุมนุม Blogger ทำให้เกิดกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ทางปัญญา ทำให้เกิดลูกหลาน Blogger ขึ้นมาใหม่อีกมาก และนับวันจะทวีมากขึ้นจนกลายเป็นที่กังวลของผู้ควบคุมไป เพราะต้อง บริหาร Capacity ของตัวแม่ข่ายอย่างหนัก น่าเห็นใจท่าน ทำไงได้ล่ะ สิ่งดีดีอย่างนี้มันติดตลาดติดลมบนไปแล้วครับ อิ อิ  

ตลาดนัดความรู้ขยายวงฐานความรู้ไปมากมาย ยังไม่มีใครสำรวจว่าครอบคลุมไปกี่สาขาวิชาความรู้กันแน่ เป็นตลาดนัดที่มีคนมาจับจ่าย Shopping เดินเที่ยวชม เยี่ยมเยือน และค้นคว้าเอาจริงเอาจังมากขึ้นทวีคูณ ดูท่าน Conductor รวบรวมตัวเลขไว้สิครับ  หรือท่าน Beeman ก็ประกาศทำนองว่า ล้านแล้วเจ้าข้า นั้นย้ำว่ามีผู้คนเข้ามา Shopping กันจำนวนมากมาย  

G2K กลายเป็นชุมชนที่มีตัวตนขึ้นมา และเติบโตขึ้นดังกล่าวแล้วโดยมีใจถึงใจ สาระถึงสาระ และกลายเป็นความผูกพันกันทางสังคมไปแล้ว ตามหลักสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแล้วพื้นฐานของสังคมแบบนี้จะพัฒนาก้าวไปสู่การมีพลังทางสังคมแบบหนึ่ง   

เมื่อเป็นเช่นนี้คิดต่อไปว่า อนาคตพลังของ KM G2K Community แบบนี้คืออะไร ผู้บันทึกไม่อาจฟันธงลงไปว่าคืออะไรครับ แต่ฝากประเด็นนี้เข้าที่ประชุม KM เชียงใหม่ด้วยครับว่าที่ประชุมนี้มีความเห็นเรื่องนี้อย่างไรบ้าง รวมพลคนรัก Blog G2K คงมีความเห็นที่หลากหลายครับ ท่านคิดอย่างไรครับ..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากดงหลวง

คำสำคัญ (Tags)#km เชียงใหม่#supper blogger#km community

หมายเลขบันทึก: 119643, เขียน: 14 Aug 2007 @ 22:48 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 18:15 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 26, อ่าน: คลิก


ความเห็น (26)

สวัสดีครับพี่บางทราย

  • ผมเป็นคนชอบมุมมองที่แตกต่างนะครับ มีเพื่อนบางคนยุให้ผมลองเขียนถึงการจัดงาน KM ในมุมมองเชิงวิพากษ์ดูบ้าง คือไม่เชียร์ใครทั้งสิ้น แต่มองแบบกลางๆ ผมก็บอกเขาไปว่า รอให้งานจบก่อนนะ บางทีวิจารณ์เขาก็เสียกำลังใจ อุตสาห์ตั้งใจทำงาน ผมก็ชื่นชมในความอุตสาหะ เอาเป็นว่า นี่เป็นผมคิดของผม ตามสไตล์ของผมละกัน บางคนที่คลั่งไคล้ชุมชนออนไลน์แบบนี้ อาจจะเขม่นผมก็ได้ ยังไงก็เพลาๆมือหน่อยละกันนะครับ

  • ผมวิเคราะห์เล่นๆว่า ทำไม KM ออนไลน์มันถึงเป็นกระแสแรงของพวกเรา ในขณะที่ชาวบ้านในชนบท ผมเชื่อว่าจะปลุกกระแสให้ตายยังไง พวกเขาก็ไม่มีทางจะวางแก้วน้ำชา มาสนทนาออนไลน์กันง่ายๆ และผมคิดว่า KM ก็ไม่ควรจะถูกสร้างให้มีมาตรฐานเดียวและยกย่องเชิดชูว่าโก้หรูอย่างนั้น คำถามก็คือ เป็นไปได้ไหมว่า เพราะเราเข้าไม่ถึง ชุมชนแบบชาวบ้านร้านตลาด ชนชั้นกลาง รวมถึงเด็กๆ น้องๆนักศึกษาที่เกิดและเติบโตมาในเมือง จึงเชื่อมั่นว่า"ชุมชนเสมือนจริง" อย่างนี้แหละ ที่จ๊าบ และสะท้อนความอินเทรนด์ หรือความหมาย อัตลักษณ์อะไรต่อมิอะไรที่รู้สึกว่า ตัวตนของเรามีค่า

 

  •               ไม่ปฏิเสธครับว่าชุมชนออนไลน์มีค่าในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หากแต่เมื่อมองในแง่จิตวิทยา เป็นไปได้ไหมว่า "หรือจริงๆ แล้ว ชนชั้นกลางที่หมกมุ่นอยู่กับการบริโภคและเทคโนโลยีอย่างเราๆนี่แหละ ข้างในจิตใจมีแต่ความหวาดหวั่น ความวิตกต่างๆนานา เปลี่ยวเหงา แปลกแยกจากงานและสังคมที่เราอยู่ จนต้องสร้างพื้นที่ที่จะเป็นชุมชนที่จะสื่อสาร และเกิดการยอมรับกันขึ้น"

 

  •     ผมคิดว่า ชุมชนออนไลน์ ก็เป็นชุมชนที่น่าสนใจนะครับ แต่ผมไม่เคยคิดจะตกหลุมรักมันเลย เพราะมันไม่มีทางจะแทนกลิ่นไอชุมชนที่เกาะเกี่ยวกันเป็นท้องถิ่นที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ มีความใสซื่อไร้เดียงสาของเด็กบ้านป่า มีความทรงจำที่เขียนออกมาไม่ได้ของคนชรา มีความเกรงกลัวผีจากการใช้ดิน น้ำ ป่า และสายใยที่ผูกพันกันในวิถีประเพณีที่ตกทอดกันมาหลายชัวอายุคนไปได้

 

  • ผมจึงอยากเตือนให้นักศึกษาที่สนใจงานพัฒนาชุมชน ต้องตระหนักจุดนี้ให้มาก และหาเวลาสัมผัสพื้นดินจริงๆ เข้าไปเรียนรู้จากชุมชนท้องถิ่นในชนบทจริงๆให้เยอะเท่าที่จะทำได้

 

  • ส่วนตัวผมไม่ชอบงานสมาคมเท่าไรนักครับ เพราะผมคิดว่ามันต้องสร้าง "เปลือก" หลายชั้น และมักจะทำให้ใจว้าวุ่นจากการถูกเปรียบเทียบ ทั้งนี้ KM ตามแบบที่ผมมอง น่าจะยิ่งทำ ยิ่งเรียบง่าย ยิ่งลดอัตตาตัวเองลง ยิ่งสงบ ยิ่งสื่อสารกันด้วยคำพูดน้อยลง แต่สัมผัสทางจิตวิญญาณอย่างลุ่มลึกมากขึ้น

  • ไม่จำเป็นต้องให้กำลังใจกันมากมาย จนอาจจะทำให้กลายเป็นกำลังใจแบบพึ่งพิง และไม่ "พอเพียง" เพราะกำลังใจที่แท้จริงและยั่งยืน น่าจะสร้างจากภายในตัวเราเอง หากแต่ถ้อยคำติติงจากมิตรแท้ โดยไม่กลัวจะสูญเสียความรักต่างหาก ที่จะช่วยให้การแลกเปลี่ยนเกิดปัญญาที่แท้ได้

  • ผมชอบเก็บตัวอยู่ในชุมชนเล็กๆมากกว่า ความเห็นที่สะท้อนออกไป ก็ด้วยเจตนาดีที่จะเห็น G2K มีการพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ หากรบกวนความรู้สึกมิตรสหาย ต้องขออภัยด้วยนะครับ

 

สวัสดีครับน้องยอดดอย

  • ตบเข่าตัวเองหนึ่งที แล้วพูดว่าขยี้ใจเหลือกำลังน้องรัก

 

  • มีมุมมองหลายมุมครับ พี่เองเพิ่งเข้ามาได้ไม่กี่เดือน กล่าวได้ว่าใหม่ และยังเขินๆที่จะเขียนอะไรที่เป็นแบบฟันธงลงไปในเวทีนี้ เพราะเป็นสาธารณะ  เชื่อว่าอีกหลายคนก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน เรามีเส้นขั้นอยู่นั่นคือ มารยาททางสาธารณะสังคมนั่นเอง  ถ้านั่งจับเข่าคุยกัน อีกเรื่องหนึ่ง ท่านครูบาจึงบอกหลายครั้งว่าอยากจับเข่าคุยกันกับพี่ พี่เองก็คิดอย่างนั้นเช่นกันครับแต่ยังไม่มีโอกาสเหมาะครับ

 

  • อย่างไรก็ตามพี่เห็นว่าในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้พี่ต้องการเปิดขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมีที่นั่ง ที่ยืนบ้าง โดยผ่านเราครับ หยิบเอาเรื่องราวชนบทออกมาตีแผ่ให้สาธารณะทราบ ได้เห็น ได้เข้าใจ 

 

  • หาก G2K คือพื้นที่สาธารณะจริง เรายังมีสำนึกมารยาททางสังคมกำกับเราอยู่ เราก็พยายามเอาเรื่องราวออกมาตามจังหวะ โอกาส โดยที่เรื่องราวนั้นอาจจะเป็นเพียงสายลมพัดผ่านชายเขาไปก็ตาม  แต่ได้บันทึกไว้ในสาธารณะแล้วครับ

 

  • เรายังเข้าสู่พื้นที่ เข้าสู่ของจริงในหมู่บ้านและรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่และความผูกพันที่เรามีต่อสังคมนั้นๆ  และพี่ก็เชื่อว่าจะมีใครสักกี่คนที่หยิบเรื่องราวของชาวบ้านที่เราตีแผ่เอาไปวิเคราะห์วิจารณ์ อันเป็นเวทีปัญญา รับลูกและเสริมสร้างภูมิต่อเนื่องกันไป ก็ไม่ได้คาดหวังครับ  อาจจะมีเพื่อนร่วมเดินทางไปกับเราบ้าง แต่ก็น้อยนิด  ก็เป็นเรื่องจริงๆของสังคมนี้ไม่ใช่หรือน้องยอดดอยครับ

 

  • เมื่อเราคลุกคลีชนบท เราเห็น เราพบ เรารู้สึก เราซึมซับ และบางครั้งเราก็แอบเสียน้ำตาด้วยซ้ำไป ว่า ระบบ...ทำไมถึงโหดร้ายกับชาวบ้านอย่างนั้น ขูดรีด ส่วนที่ชาวบ้านจะได้รับ เบียดบังส่วนที่เป็นของเขาซึ่งก็น้อยนิดอยู่แล้ว พี่มาพิจารณาดูไม่มีช่องทางไหนเลยที่ชาวบ้านจะมีเวทีไปร้องแรกแหกปากให้ผู้ปกครองแผ่นดินรับรู้รับทราบและแก้ไข เขาเองก็แทบเอาตัวไม่รอดด้วยปัญหาการเมืองที่รุนแรง เวทีนี้ก็เป็นช่องทางเล็กๆที่เหมือนเราโผล่มือขึ้นมาจากใต้น้ำแล้วโบกให้คนรับรู้ว่า มีคนจมน้ำอยู่ตรงนี้นะ

 

  • บางคนเห็น แล้วก็เดินผ่านไป  บางคนเห็นแล้วก็ส่งเสียงให้กำลังใจ  แต่บางคนไม่เหลียวมองด้วยซ้ำไป เราก็อย่าคาดหวังอะไร เพียงทำหน้าที่ให้ที่ยืนในสาธารณะแก่ชาวบ้านบ้างเท่านั้นครับน้องครับ บันทึกไว้ในที่สาธารณะทั้งเรื่องดีๆ และปัญหา น้อยใหญ่

 

  • พี่คิดดังกล่าวครับ และมอง เวที KM คือเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง อาจจะแตกต่างกันในบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ เธอ เขาเหล่านั้นต่างก็รับใช้สังคมนี้อยู่เหมือนเรานั่นแหละ เพียงต่างบทบาทกันไป เธอ เขาทำหน้าที่ของเขา เราทำหน้าที่ของเรา เวทีนี้ทำให้เรารับรู้เรื่องของเขาบ้าง และเขาก็มารับรู้เรื่องของเราบ้าง 

 

  • แต่หากว่าสังคมหรือจะเรียกชุมชน KM  จะมีพลังขึ้นมา เพราะพัฒนามากขึ้น มากขึ้น กำลัง Form ตัวตนขึ้นมามากขึ้นๆ แล้วอนาคตคิดอย่างไรกัน จะใช้พลังนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างไรต่อสังคม ด้านไหนก็ได้ ครับ

 

  • ไม่รู้ว่าถามเร็วเกินไปหรือเปล่า  อาจจะปล่อยให้พัฒนาต่อไปอีก สัก 1-2 ปีหรือเปล่า พี่ก็ลองตั้งคำถามดูน่ะครับน้องยอดดอยครับ

 

  • ขอบคุณมากที่มาแลกเปลี่ยนกันแบบลึกๆเช่นนี้ครับ

สวัสดีครับพี่บางทราย

  • อ่านบทความเห็นของคุณยอดดอย ทำให้ผมคิดอะไรต่อไปอีกเยอะ ผสมกับการแลกเปลี่ยนกับท่านอื่นๆ เช่นกันครับ ทำให้ผมนึกถึงภาพนี้ครับ
  • The image “http://www.tourdoi.com/webboard2/board_1/images/104716-021249-Sv301858.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.
  • ภาพจาก http://www.tourdoi.com/webboard2/board_1/images/104716-021249-Sv301858.jpg
  • ทิ้งไว้ให้คิดกันก่อนนะครับ เกี่ยวกับต้นไทรนะครับ
  • ขอบคุณมากครับ

สวัสดีครับน้องเม้ง HD

  • ชอบภาพนี้ครับเพราะจินตนาการได้บรรเจิดเลยครับ
  • ขอบคุณครับ

สวัสดีครับอาจารย์ไพศาล

คุณยอดดอยเล่าถึงบันทึกนี้เลยติดตามมา อ่านแล้วก็ต้องขอแสดงความเห็นบ้างนะครับ

ผมมองว่า gotoknow เป็นโอกาสอย่างที่อาจารย์บอกว่าทำให้เราสามารถพบคนที่อาจจะแตกต่างในหน้าที่ บทบาท ความรับผิดชอบ และอยู่ต่างที่ สามารถแลกเปลี่ยน และต่อยอดความรู้

ผมเริ่มจากไม่รู้จักใครเลยครับ แต่ค่อยๆ เข้าไปอ่านบันทึกคนโน้นคนนี้ ให้ความเห็นบ้าง เอามาเขียนต่อยอดบ้าง ก็ได้รู้จักคนมากขึ้น

ผมเองอ่านบันทึกของหลายคน แต่ตอบน้อยครับ แรกๆ ผมพยายามจะตอบแบบหามุมมองอื่นมาแลกเปลี่ยน แต่ก็ค่อยๆ พัฒนามาเป็นเรื่องการเชียร์ การชมข้อเขียนบ้าง

จากประสบการณ์การเรียนตั้งแต่เด็กจนโตของผม ไม่ค่อยได้รับคำชมครับ คำเยินยอเคยได้ คำด่าแบบไม่สร้างสรรก็ยังติดหู ผมถึงอยากสร้างทักษะตรงนี้ให้กับตัวเองด้วย เพราะผมเชื่อว่าการพูดในแง่ดี การให้กำลังใจนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ถ้ามากไปอย่างที่คุณยอดดอยว่าไว้ ก็คงไม่ดีแน่

ผมคิดว่าเราต้องชม และวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ผมไม่ค่อยเห็นเราทำกันเท่าไหร่ ผมคิดว่ามันคล้ายๆ กับการลูบหลังแล้วตบหัวเบาๆ น่ะครับ

เรื่องว่าเป็นปรากฎการณ์หรือไม่ ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะครับ ผมมองว่า โกทูโนน่าสนใจตรงที่มุ่งเป้าหมายไปที่คนวัยทำงาน นักวิจัย นักวิชาการ และผมเข้าใจว่าได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งตรงนี้ผมทั้งดีใจและหวาดหวั่น เพราะรู้ๆ กันว่าการรณรงค์นั้นเป็นเรื่องไฟไหม้ฟาง เป็นๆ หายๆ ถ้าไม่รณรงค์กันแบบต่อเนื่องก็ไม่เกิดประโยชน์ 

ส่วนที่ผมไม่เห็นว่าเป็นปรากฎการณ์นั้นเพราะผมเห็นว่าในเกมออนไลน์หรือในบล็อกอย่าง myspace และ facebook หรือแม้แต่ video blog  อย่าง youtube ที่เราทราบกันนั้นกระเทือนสังคมมากกว่าเยอะ ทั้งด้านบวกหรือลบเพราะมีโรงเรียนหลายแห่งปิดกั้นการใช้งาน facebook และมีนักเรียนถูกไล่ออก หรือถูกถอนทุนการศึกษาเพราะการโชว์รูปไม่เหมาะสนใน facebook แล้วหลายกรณี ส่วนเกมออนไลน์นั้นยิ่งไปกันใหญ่ครับ กรณี gold mine ในจีนที่ตั้งร้านให้คนมาเล่นเป็นอาชีพ หรือกรณีล่อลวง อาชญากรรมที่เกิดเพราะการซื้อขายของในเกมก็มีให้เห็นกันแม้แต่ในประเทศเรา

ส่วนประเด็นคำถามที่อาจารย์ไพศาลถามถึงอนาคต G2K นี่ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ผมแค่คิดเล่นๆ ว่าถ้าบล็อกเกอร์ใน โกทูโน ติดการเขียนกันขนาดที่ว่าทางราชการต้องมีการปิดกั้นการเขียนบล็อกในที่ทำงาน แบบนี้ผมถึงถือว่าเป็นปรากฏการณ์ (แสดงว่าฮิตจริง) น่าเอามาถกเีถียงกันน่าดูเลยครับ (รู้สึกว่าคุณแผ่นดินเคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้แล้วนะครับ ที่นี่)

kmsabai
เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับอาจารย์บางทราย
P
พี่วิสุทธิ์P
และพี่เม้งครับP
   *** ก่อนอื่นต้องบอกวัตถุประสงค์ที่เข้ามาลปรร  ในบันทึกนี้ก่อนนะครับ
           1. เพราะว่าคนที่บอกให้พี่ยอดดอย  วิพากย์งานนี้  คือผมเองครับ  kmsabai ....
            2.เพื่อให้เกิดความเข้าใจและทราบบริบทเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคิดเห็น  และผู้คนที่เกี่ยวข้องครับ
            3.เพื่อให้ได้ประโยชน์จากมุมมองที่แตกต่าง
   
  ***จุดเริ่มต้นของการเสนอให้พี่ชาย  พี่ยอดดอย
 วิพากย์งานนี้มาจาก.........
                    ก่อนการประชุม 1 สัปดาห์  ผมได้โทร
         เพื่อคุย แลกเปลี่ยนสอบถามเกี่ยวกับความคืบ  หน้าเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรม  การพัฒนาเด็กและครอบครัวที่อ.ปาย    ซึ่งพี่ยอดดอยได้เสนอโครงการให้ผมและพี่เอกทราบก่อนหน้านี้  แต่ก็ไม่ได้ข่าวเพิ่มเติมเลย  
              หลังจากคุยประเด็นนี้เสร็จผมก็ได้ชวนพี่ยอดดอยมางานสัมนา Km เชียงใหม่ด้วยกัน  และบอกว่างานนี้คนเตรียมกันเขาทุมเทและมุ่งมั่นมาก  โดยเฉพาะพี่เอก                
            
     แต่ก็ได้ฟังมุมมองที่แตกต่างไปจากพี่ยอดดอย  ทำให้ผมเห็นว่าอืม...มันเป็นความคิดที่ดี  ที่น่าสนใจนะ...  เป็นความเห็นที่แตกต่างจากเพื่อน 
                 
         จากกัลยาณมิตร(ทั้งพี่เอก  และผมเอง)  จากความคิดและหัวใจที่บริสุทธิ์ดวงหนึ่ง  ที่ไม่มีส่วนได้เสียใดๆทั้งสิ้นต่อการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป  ของงานนี้
      
               ผมจึงบอกพี่ยอดดอยว่า..พี่ลองเขียนความคิดเห็นพี่ต่องานนี้ดูสิครับ    ตอนแรกพี่เขาก็ปฏิเสธ  เพราะว่าไม่อยากวางระเบิด...  
    
              แต่ผมคิดว่ามันเป็นการลองวิทยายุทธ์  ของจอมยุทธ์ทั้งหลายในนี้  ว่าจะเกิดความคิด ที่สะท้อนกลับอย่างไรบ้าง  เมื่อพบสิ่งที่อาจจะเป็นยาขม  ต่อความเข้าใจ  และความรู้สึกของตน
    
         ผมคาดเดาว่าส่วนใหญ่  ส่วนมากแล้วคงจะมาในแนวท่านอาจารย์บางทรายที่ นิ่ง  และสะท้อนข้อมูลกลับอย่างสร้างสรรค์  อย่างผู้ใหญ่ที่มีเมตตาสูงยิ่ง    ที่ผมอ่านแล้วไม่รู้จะเปรียบหรือใช้ภาษาว่าอะไรนะครับ..อืม  ..เซียน  ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า??
     ขอยืนยันว่าสิ่งที่พี่ชายที่น่ารัก  และแสนดีต่อเด็กๆและเยาวชนบนยอดดอยปางมะผ้า  สะท้อนออกมานั้น  ไม่ใช่การป่วนใดๆนะครับ
    ผมขอร่วมรับผิดชอบด้วยต่อความคิดเห็นของพี่ยอดดอย  หากจะมีคนที่รู้สึกไม่ดีต่อพี่ชายของผมคนนี้ครับ
              Kmsabai...pai hospital
         
kmsabai
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์บางทราย  พี่วิสุทธิ์ และพี่เม้ง

ไม่ทราบว่าเป็นอะไร  ขอลงใหม่นะครับ

 

   *** ก่อนอื่นต้องบอกวัตถุประสงค์ที่เข้ามาลปรร  ในบันทึกนี้ก่อนนะครับ
           1. เพราะว่าคนที่บอกให้พี่ยอดดอย  วิพากย์งานนี้  คือผมเองครับ  kmsabai ....
            2.เพื่อให้เกิดความเข้าใจและทราบบริบทเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคิดเห็น  และผู้คนที่เกี่ยวข้องครับ
            3.เพื่อให้ได้ประโยชน์จากมุมมองที่แตกต่าง
   
  ***จุดเริ่มต้นของการเสนอให้พี่ชาย  พี่ยอดดอย
 วิพากย์งานนี้มาจาก.........
                    ก่อนการประชุม 1 สัปดาห์  ผมได้โทร
         เพื่อคุย แลกเปลี่ยนสอบถามเกี่ยวกับความคืบ  หน้าเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรม  การพัฒนาเด็กและครอบครัวที่อ.ปาย    ซึ่งพี่ยอดดอยได้เสนอโครงการให้ผมและพี่เอกทราบก่อนหน้านี้  แต่ก็ไม่ได้ข่าวเพิ่มเติมเลย  
              หลังจากคุยประเด็นนี้เสร็จผมก็ได้ชวนพี่ยอดดอยมางานสัมนา Km เชียงใหม่ด้วยกัน  และบอกว่างานนี้คนเตรียมกันเขาทุมเทและมุ่งมั่นมาก  โดยเฉพาะพี่เอก                
            
     แต่ก็ได้ฟังมุมมองที่แตกต่างไปจากพี่ยอดดอย  ทำให้ผมเห็นว่าอืม...มันเป็นความคิดที่ดี  ที่น่าสนใจนะ...  เป็นความเห็นที่แตกต่างจากเพื่อน 
                 
         จากกัลยาณมิตร(ทั้งพี่เอก  และผมเอง)  จากความคิดและหัวใจที่บริสุทธิ์ดวงหนึ่ง  ที่ไม่มีส่วนได้เสียใดๆทั้งสิ้นต่อการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป  ของงานนี้
      
               ผมจึงบอกพี่ยอดดอยว่า..พี่ลองเขียนความคิดเห็นพี่ต่องานนี้ดูสิครับ    ตอนแรกพี่เขาก็ปฏิเสธ  เพราะว่าไม่อยากวางระเบิด...  
    
              แต่ผมคิดว่ามันเป็นการลองวิทยายุทธ์  ของจอมยุทธ์ทั้งหลายในนี้  ว่าจะเกิดความคิด ที่สะท้อนกลับอย่างไรบ้าง  เมื่อพบสิ่งที่อาจจะเป็นยาขม  ต่อความเข้าใจ  และความรู้สึกของตน
    
         ผมคาดเดาว่าส่วนใหญ่  ส่วนมากแล้วคงจะมาในแนวท่านอาจารย์บางทรายที่ นิ่ง  และสะท้อนข้อมูลกลับอย่างสร้างสรรค์  อย่างผู้ใหญ่ที่มีเมตตาสูงยิ่ง    ที่ผมอ่านแล้วไม่รู้จะเปรียบหรือใช้ภาษาว่าอะไรนะครับ..อืม  ..เซียน  ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า??
     ขอยืนยันว่าสิ่งที่พี่ชายที่น่ารัก  และแสนดีต่อเด็กๆและเยาวชนบนยอดดอยปางมะผ้า  สะท้อนออกมานั้น  ไม่ใช่การป่วนใดๆนะครับ
    ผมขอร่วมรับผิดชอบด้วยต่อความคิดเห็นของพี่ยอดดอย  หากจะมีคนที่รู้สึกไม่ดีต่อพี่ชายของผมคนนี้ครับ
              Kmsabai...pai hospital
         

สวัสดีครับอาจารย์ P คุณแว้บ

  • ก่อนอื่นขอบคุณที่เข้ามาแลกเปลี่ยนครับ
  • แฮ่ม..ลูกสาวผมเรียนกับอาจารย์บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ หนอออ  ตอนนี้อยู่ ปี 4 Biotech ครับ
  • เข้าเรื่อง...ผมเข้าใจและเห็นด้วยหลายอย่างที่อาจารย์กล่าวมาครับ ผมคิดไปข้างหน้าด้วยครับ ขออนุญาติอ้างอิงท่านครูบาสุทธินันท์อีกครั้งครับ ท่านตั้งชื่ออาศรมของท่านเป็นเฮฮาศาสตร์ แรกๆผมก็เห็นว่าเออ "ท่านตั้งชื่ออะไรพิกลจริง"  เฮฮาศาสตร์ ศาสตร์อะไรกันหนอ..  ต่อมาติดตามบันทึกท่านบ่อยๆ ติดตามส่วนที่ท่านตอบบันทึก ..จนไปพบท่านที่อาศรม..จึงเข้าใจลึกซึ้งมากว่าทำไปจึงเป็น เฮฮาศาสตร์
  • มันเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่ต่างไปจากกรอบเดิม รูปแบบห้องเรียน วิธีการเก่าๆ ที่เคร่งเครียด หน้านิ่วคิ้วขมวด และเป็นบรรยากาศปิดกั้นปัญญามากกว่า ปิดกั้นการสร้างสรรมากกว่า  แต่หากทำแบบสบายๆ เปิดโล่งออกจากห้องเรียน กันเอง และกระตุ้นอารมอยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยเฮฮาเล็กๆ ใหญ่ๆ ตามโอกาส และได้ผล หากท่านที่ไม่เข้าใจ เห็นแต่รูปแบบภายนอกก็จะเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ครับ   แต่ผมเห็นมุมดังกล่าวจึงศรัทธาวิทยายุทธท่านครับ
  • ผมเห็นการก้าวหน้าของสังคม blog เลยคิดเลยไปถึงอนาคต ก็ต้องขออนุญาตอ้างท่านครูบาอีกครั้งครับ  ว่า ท่านกล่าวหลายครั้งว่าชาว Blog รักใคร่กันขนาดนี้ ใจถึงใจ สาระถึงสาระ มันกลานเป็นแรงเกาะเกี่ยวกันไปเลย ตรงนี้คือพลัง ผมเชื่อว่าท่านเห็นพลังนี้ และเอ่นปาก แหย่ก๊วนตั้งหลายครั้งว่าน่าจะทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทั้งแหย่ให้คนนั้นน่าจะทำนั่นทำนี่  นั่นท่านเห็นพลัง ท่านเห็นแนวทางสร้างสรร ท่านเห็นว่าน่าที่จะทำอะไรได้มากขึ้นให้แก่สังคมมากกว่าการคุยกันบนหน้าจอคอมฯเท่านั้น (ท่านครูบาครับหากผมเข้าใจผิดขอกราบขออภัยด้วยครับ)  ผมเองก็เห็นอย่างนั้น อย่างที่ท่านเห็น คิดว่าหลายท่านอาจจะคิดเหมือนๆกัน หรือใกล้เคียงกัน หรือแตกต่างกัน ก็น่าที่จะเป็นประเด็นได้ครับ
  • บรรยากาศที่สร้างสรรนี้น่าที่จะนำไปต่อยอดสร้างสิ่งอื่นๆต่อเนื่องไป  เช่นท่านครูบาให้เราไปปลูกต้นไม้กัน  ไปกราบใหว้พระที่วัด  ไปร่วมประเพณีท้องถิ่น เหล่านี้เป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆเบื้องต้น อนาคตอาจจะยกก๊วนไปปลูกป่าให้แก่น้องดอกแก้วกันบ้างเป็นต้น 
  • เหล่านี้คือเจตนาของผมครับอาจารย์

สวัสดีครับ น้อง P kmsabai

  • ยินดีที่รู้จัก และขอต้อนรับครับ
  • ขอบคุณที่เข้ามาอธิบายขยายความที่น้องยอดดอยได้แสดงความคิดเห็นไว้  พี่เองรับฟังและยอมรับความคิดของน้องยอดดอยและน้อง  
  • ทุกที่ทุกแห่งมีความแตกต่างกันเสมอทางความคิด และการแสดงความต่างอย่างตรงไปตรงมาก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ครับ หากมองในทางสร้างสรรค์ ความต่างเป็นจุดที่ให้คนมาคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน และการที่คนมาคุยกันก็จะเป็นการสร้างข้อสรุปใหม่ๆเสมอ พี่เองเคยใช้ Conflict confrontation และได้ข้อสรุปที่ก้าวหน้าขึ้นไปอีก  แต่ต้องเป็นการ ทำแบบ Rational confrontation ครับ
  • ในกรณี KM เชียงใหม่นี้ พี่มองในมุมที่ชื่นชมครับ พี่คิดว่าเป็นการจัดงานที่ใช้รูปแบบ(วัฒนธรรมท้องถิ่น) ผสมกับสาระ คือการบรรยาย อภิปราย พูดคุยกัน ฯลฯ เมื่อเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อลังการอยู่แล้วเข้ามาผสมก็ดูงาน มลังมะเลือง อร่าม เหมือนการต้อนรับผู้หลักผู้ใหญ่ต่างประเทศเลย  ก็ดีครับ
  • คิดเลยไปว่า ทำไม การเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สวยงาม ดีงาม จะต้องแสดงเฉพาะต้อนรับผู้ใหญ่ต่างประเทศเท่านั้นเล่า ?  "คนไทยอย่าง Blogger ที่มากันทั่วประเทศ ก็สมควรที่จะได้รับชม สัมผัส ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมสวยงามท้องถิ่นนี้ด้วย ก็ให้คนไทยด้วยกันได้ชื่นชม ของไทยๆ ของท้องถิ่น"  รับรองว่าพี่น้องที่มาจากภาคใต้อาจจะไม่เคยสัมผัสเช่นนี้เลยก็ได้  และเช่นเดียวกัน พี่น้องจากภาคอีสาน จากกรุงเทพฯ หลายท่านก็ยังไม่เคยสัมผัสใกล้ชิดแบบนี้เช่นกัน ท่านอาจารย์พิชัย น้องเอก และคณะ จัดโอกาสนี้ให้พี่น้องได้รับชม สัมผัสกันเต็มๆ พี่ว่ามุมนี้สร้างสรรค์มากๆครับ สมกับที่เจ้าภาพ "อุบ" เอาไว้ เวลาเราขึ้นดอยเราได้ดูพี่น้องปกากะญอ ฟ้อนรำ แบบชนเผ่า ได้ดูพิธีของ "อะบอจิมา" ของอะข่า พิธี "ก๊วบ" ของไทโซ่ พี่เองชื่นชมและ ทึ่งกับวัฒนธรรมของพี่น้องชนเผ่ามากๆ ยิ่งได้รับคำอธิบาย ความหมายของพิธีกรรม ยิ่งซาบซึ้ง ขึ้นไปอีก พี่คิดว่ามุมมนี้ น้องทั้งสองก็คงเห็นเหมือนพี่ครับ
  • "การละเล่น พิธีกรรม วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือที่สื่อให้คนตั้งประเด็นเข้าถึงด้านลึกของคุณค่า วิถีของท้องถิ่นนั้นๆ" ฯลฯ มากมายที่จะตั้งประเด็นเอา "ของดี" ออกมาครับ  แต่ต้องมีกระบวนการเอาสิ่งดีดีเหล่านี้ออกมานะครับ
  • พี่มองไปข้างหน้าว่า เออ..ชุมชน Blogger นั้นพัฒนามาไกลมากพอสมควร และพี่เห็นพลังเหมือนท่านครูบาเห็นพลัง และหลายๆท่านก็เห็นพลัง คิดเล่นๆ แต่เอาจริงๆว่า เออ พลังเหล่านี้หากตั้งคำถามกับคนที่อยู่ในอารมณ์ Blog นั้นน่าที่จะมีมุมมองมากมาย และแน่นอนย่อมแตกต่างกัน พี่จึงลองตั้งประเด็นน่ะครับ และน้องยอดดอยก็มีมุมมอง น้อง kmsabai ก็มีมุมมอง พี่ก็เคารพครับ "และรับได้" ไม่ว่าจะเป็นด้านไหนก็ตาม จะให้คนคิดทางเดียวกันหมดก็เผด็จการน่ะซี อิ อิ..
  • "แต่หากการตั้งประเด็นนี้มีส่วนทำให้เกิดการกระทบต่องาน KM เชียงใหม่ โดยไม่มีเจตนา ก็ต้องกราบขออภัยจริงๆ และขออภัยแทนน้องยอดดอย น้อง kmsabai  ด้วย ครับ" 

สวัสดีครับ

พี่บางทราย พี่ยอดดอย น้องหมอสุพัฒน์

อ่านอย่างปราณีต ด้วยใจปราณีต

  • ผมเองมาจากชุมชน เรียกว่าชุมชนเล็กๆชายขอบประเทศไทย และทำงานคลุกคลีตีโมงอยู่ เลือดเนื้อแลหัวใจก็เป็นคนทำงานชุมชน ผมตระหนักดีว่า การก้าวไปสู่การเรียนรู้-ปัญญาที่ไพศาลนั้น อาศัยความพร้อมทุกด้าน เวลาด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ "ใจ" ต้องเป็น "ใจที่ใหญ่" ด้วย
  • ผมไม่เคยปฏิเสธเทคโนโลยี ต่อต้านทุนนิยมและในขณะเดียวกันก็น้อมรับศึกษา เรียนรู้ เปิดใจ และคิดโจทย์ที่ท้าทายว่า เราจะทำอย่างไรให้ ปรากฏการณ์เคลื่อนไปอย่างเร็วของโลก เกิดผลประโยชน์กับชุมชน เกิดความสมดุลของการพัฒนาปัญญาของชาวบ้าน
  • "Blog" เป็นเครื่องมือ ทางเลือกเท่านั้นเอง ดังนั้น หากทางเลือกนั้น มันเหมาะสมกับการเรียนรู้ มันสอดคล้องกับการพัฒนาที่ในยุคปัจจุบัน เกิดสังคม เกิดกลุ่มที่รวมเอาผู้คนที่มีจิตสำนึกดีงามเข้ามารวมกัน ไม่ว่าจะใช้วิธีการไหนก็ตาม ผมไม่สนใจ แต่ผมอยากเรียนรู้ และเข้าไปร่วมด้วยช่วยกันอย่างสุดชีวิต
  • ผมเชื่อในสิ่งที่ตนทำ และทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อ อาจเป็นการใช้ "ศรัทธา" นำปัญญา แต่นั่น ก็เป็นวิถีของผม ที่ใช้กุศโลบายให้ตัวเองทำตามฝันอุดมการณ์
  • มันไม่แปลกหากทำตามอุดมการณ์แล้วมันผิด ถือเป็นเรื่องธรรมดาว่าเราได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง ไม่ปิดกั้นตัวเอง เปิดใจ ให้ง่าย ให้งาม ขอสิ่งเดียวก็คือ "จิตกุศล" หากมีจิตที่เป็นกุศล กิจการงานที่ทำ ย่อมเป็นกุศลดังเจตนา
  • ยอมรับการออกความเห็นที่ต่างเพื่อการสร้างสรรค์ครับ แต่ในขณะเดียวกันอยากให้เดินเข้ามาหาเราด้วย ผมไม่ใช่ "ระเบิด" และ ทุกท่านที่มาร่วมเจตนาก็ไม่ใช่ระเบิดที่เกิดการกางกั้นก็พร้อมจะระเบิดด้วยโทสะจริต ด้วยการที่เปิดใจ ฝึกใจให้ใหญ่ ฝึกฝนตัวเองทั้งข้างใน ข้างนอก ผมก็ผ่านมายาคตินี้ได้อย่างราบรื่น
  • ขอขอบคุณพี่ชายบางทราย มา ณ โอกาส นี้ พี่เป็นต้นแบบในการคิด ในการเปิดใจ  และเป็นคุณอำนวยในโลกเสมือนแห่งนี้เป็นอย่างดี
  • ขอขอบคุณ หมอสุพัฒน์ที่รัก ที่เป็นผู้เชื่อมใจสู่ใจ ด้วยใจ - - -
  • ขอขอบคุณพี่ยอดดอย ที่สะท้อนแง่มุมตรงไปตรงมา จริงๆอยากให้มาร่วมงานสัมมนาครับ เพราะบางอย่างผมไม่สามารถอธิบายได้ - - - และบางที ไม่อยากจะอธิบาย ในบางประเด็น
  • "ไม่มีใบสั่งใดมามีอำนาจเหนือเรา เราอยากจะหลุดพ้นสังคมตอแหล สังคมทฤษฎี เบื่อพวกวิชามารและเสียงเห่าใบตองแห้ง เข้าไปอยู่ในโลกเฮฮาศาสตร์บ้านหลังใหม่ที่อบอุ่น พัฒนาความพึงพอใจ ไปสร้างเสริมความเข้าใจ ให้ไปเป็นความตั้งใจที่จะทำอะไรร่วมกัน"  ข้อความในบันทึก พ่อ  ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ในบันทึก http://gotoknow.org/blog/sutthinun/119935

สวัสดีคะ หนูแวะมาเยี่ยมคะ และไปงาน KM เชียงใหม่มา อยากเล่าว่าได้เห็น ได้รับรู้ ได้ซาบซึ้งมิตรภาพอันแสนงามและความเป็นกัลยาณมิตรของชาว gotoknow

ช่วงเวลา 3 วันที่อยู่ในงาน มีโอกาสคุยกันกับบรรดาผู้สนใจหลายท่านที่ไปงาน ซึ้งมาจากทุกภาคของประเทศไทย แต่ละคนก็จะแสดงแง่มุมความคิดของตัวเองที่ชอบในแต่ละเรื่องราว

สิ่งที่ได้จากงานนี้ในความรู้สึกของตัวเองแล้วคุ้มค่ากับการได้มาเข้าร่วมประชุมมครั้งนี้มาก ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนฯ จะนำไปปฏิบัติปรับใช้กับตัวเองให้เหมาะสมกับตัวเองและเหมาะสมกับผู้อื่นต่อไป  

 

สวัสดีน้องเอกครับ

  • การแลกเปลี่ยนในเรื่องที่ต่างทางความคิดคือการทดสอบความแกร่งของการหาเหตผล เป็นการทดสอบความแกร่งของจิตใจ และทดสอบอารมณ์ของปุถุชน  หากควบคุมให้อยู่ภายใต้เหตุและผลแล้วก็เป็นเรื่องที่ดียิ่งครับ

 

  • ความแตกต่างคืออาภรณ์ของความก้าวหน้า หากความแตกต่างนั้นคือ "เพียงแตกต่างทางความคิด"

 

  • ความแตกต่างทำให้เกิด ข้อสรุปที่เป็นแก่น เมื่อเปิดใจแก่กัน พี่เชื่อว่าทุกคน ทั้งน้องเอก น้องยอดดอย และน้องหมอ เห็นใกล้เคียงกัน

 

  • พี่สนับสนุนสิ่งที่น้องเอกทุ่มเททำ และพี่ก็ยอมรับสิ่งที่น้องยอดดอยคิด  พี่อยากให้น้องยอดดอยเข้าถึงเนื้อในของสิ่งที่น้องเอกทำ และน้องเอกก็ควรเปิดใจรับความต่าง และเข้าไปรับรู้ส่วนต่างตรงนั้นด้วย แบบมิตรพึงปฏิบัติกับมิตร ที่พี่ปฏิบัติกับน้อง ที่น้องปฏิบัติต่อพี่ นี่สิประเสริฐ  และเชื่อว่าน้องทั้งสองคน ทั้งสามคนก็ยอมรับสิ่งที่กล่าวอยู่แล้ว พี่เชื่อมั่นเช่นนั้น

 

  • ในหมู่บ้าน เราเห็นความต่างมากมายแต่ไปทำบุญวัดเดียวกัน ไปร่วมพิธีตามประเพณีด้วยกัน ไปกราบผู้เฒ่าด้วยกัน แลกข้าวแลกน้ำกันกิน  แต่เมื่อเข้าเวทีประชุมหมู่บ้าน ต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป "การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง" คนหัวบ้านขัดกันทางความเห็นกันและทะเลาะกับคนท้ายบ้าน  แต่เมื่อพ่อเฒ่าเรียกมาปรองดอง ด้วยความเคารพในวัฒนธรรมแห่งการอยู่ร่วมกัน ผู้เฒ่าก็เรียกมาผูกข้อต่อแขนกัน จบ แล้วก็นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน  ท่ามกลางการให้กำลังใจของผู้เฒ่าต่อคนทั้งสอง สังคมก็อยู่รอดปลอดภัยมาจนทุกวันนี้ และผู้เฒ่าก็มักกล่าวว่า ให้ยอมรับนิสัย ใจคอ บุคลิค ของกันและกันที่มีความเป็นเฉพาะตน

 

  • พี่เชื่อว่าน้องยอดดอยมีเหตุมีผลที่ยังกล่าวมาไม่หมด น้องหมอก็เห็นว่าเรื่องนี้หากเป็นส่วนตัวแล้วละก็ คุยกันแบบเปิดอกกันไปเลย ก็ตรงไปตรงมา แบบจริงใจต่อกัน เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการมิใช่หรือ debate กันให้ตก อาจจะได้ข้อสรุปที่สร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมาอีกมากมายก็ได้

 

  • พี่เห็นคุณค่าของน้องทั้งสามคน นี่คือเด็กยุคใหม่ที่จะมาแทนที่คนรุ่นพี่ "พี่ดีใจที่รู้จักน้องๆ" ซึ่งน้องๆทั้งสามต่างจากเด็กอีกจำนวนมากที่เอาแต่เดินวนไปวนมาอยู่ที่ร้าน Super store และในหัวมีแต่ เพลงรุ่นใหม่ มือถือรุ่นล่าสุด ไม่รู้จักด้วยซ้ำไปว่า วิธีการปลูกข้าวที่กินเข้าไปทุกมือนั้นมีกี่วิธี การที่ชาวบ้านเพาะกล้าผักในกะบะยกสูงจากพื้นดินนั้นหมายความว่าอย่างไร ทำไมทำเช่นนั้น ทำไมไม่เพาะกล้าที่พื้นดิน ฯลฯ เพียงเขาควักกระเป๋าจกเงินมาซื้อสิ่งต่างๆเพื่อบริโภคเท่านั้น ไม่รู้จักที่ไปที่มา ไม่รู้จักคุณค่า ไม่รู้จักกระบวนการ มองไม่เห็นหยาดเหงื่อ  เพราะมันเป็น instance consumer น้องหมอมีแรงไฟอันแกร่งกล้าที่ช่วยเหลือต่อคนชนบท  "เพียงเราต่างทางความคิดบ้างเท่านั้นเอง  แต่ประสงค์สูงสุดคือความผาสุขของชาวบ้าน ความร่มเย็นของแผ่นดิน"

  • มองไปข้างหน้ายาวๆ ไกลๆ เราต้องการพันธมิตรแบบเราอีกมากมายเพื่อสังคม ประเทศชาติ ยิ่งหายากจะตายไป น้องเอกครับ น้องยอดดอยและน้องหมอ ครับ

สวัสดีครับน้อง P MOO

  • แอบบมารวมงาน KM เชียงใหม่ ถิ่นเก่าพี่นะเนี่ยะ
  • เพื่อนๆยังอยู่กันเต็มเมืองเลย
  • น้องมาเก็บเอาความรู้ และความรู้สึกดีดีกลับไปเพียบเลยล่ะซี ดีครับ เสียดายที่พี่ไม่ได้มาครับ

สวัสดีค่ะ พี่บางทราย

     เห็นด้วยกับคุณเอกค่ะ ที่ว่า blog เป็นเครื่องมือ เป็นทางเลือก ของการเรียนรู้

    ด้วยการเรียนรู้ทุกวันนี้ทุกคนเข้าว่าคือการเรียนในห้องแคบๆ หรือกับคนใจแคบ

    แต่gotoknow

สวัสดีค่ะ พี่บางทราย

     เห็นด้วยกับคุณเอกค่ะ ที่ว่า blog เป็นเครื่องมือ เป็นทางเลือก ของการเรียนรู้

    ด้วยการเรียนรู้ทุกวันนี้ทุกคนเข้าว่าคือการเรียนในห้องแคบๆ หรือกับคนใจแคบ

    แต่gotoknow คือห้องเรียนที่เปิดกว้างสำหรับคนหลายวัย หลายหน้าที่ หลายภาระกิจ แต่ทุกคนมุ่งหวังเพื่อสังคมที่ดีขึ้น

    และ gotoknow

สวัสดีครับท่านบางทราย

  • ไปเชียงใหม่ไม่มีโน๊ตบุ๊คกับเขา เลยเหมือนคนไม่ได้ไปร่วมสัมนา  (น่าสงสารตัวเอง)
  • ขนาดท่านไม่ได้ไปร่วมงาน  ยังเขียนได้ประทับใจจริงๆ
  • ว่าจะเอารูป ไทรงามที่ อ.พิมาย  มาแข่งกับ ต้นไทรของนายเม้ง  แต่ยังหาไม่เจรอ ครับ

ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ P

  • ผมเห็นด้วยครับ ผมก็ขัดแย้งกับการเรียนในห้องมาพอสมควร ยิ่งเรียนแบบบีบสมองยิ่งเบื่อหน่าย
  • ผมเคยเอาลูกสาวลาออกจากโรงเรียนมาแล้ว เพราะครูให้ไปตอนกิ่งมะม่วงมาส่งครูภายใน 7 วัน มะม่วง....ที่ไหนมันจะออกรากปรู๊ดปราดภายใน 7 วัน
  • วิธีกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้แบบบูรณาการนั้นข้อเท็จจริงมันไม่ได้อยู่ในห้องครับ อย่างที่เรารู้กัน
  • ขอบคุณครับ

สวัสดีครับท่าน P สะ-มะ-นึ-กะ

  • เวลาเดินรู้สึกตัวเบาๆบ้างไหมครับ แหะ แหะ..ก็เดินทางบ่อยน่ะซีครอบครัวผู้รัก G2K ครอบครัวนี้ น่ารักที่สุดเลย
  • ก็ผมเกาะติดขอบเวทีเลยหละ แม้ไม่ได้ไปร่วมงานก็ต้องเอาแบบนี้แหละครับจะได้ทันกับเขา รับรู้ว่าเขาทำอะไรบ้างครับ  

สวัสดีครับ มีคนพูดพาดพิงเยอะ โอ้โห!! หูร้อนไปหมด ก็เลยแวะเข้ามาทักทายนะครับ

  • ก่อนอื่น ตัวผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ากรุณาเข้ามาช่วยเติมเต็มในห้องแห่งความรู้เล็กๆนี้ ได้คิดต่อๆกันไป โดยไม่ชี้บ่งว่าใครถูก ใครผิด แต่เรามาสร้างบรรยายกาศฝนการเรียนรู้ร่วมกัน อันนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก
  • ทั้งตัวเจ้าของสถานที่เอง ก็เป็นผู้ใหญ่ใจดี ผ่านการทำงานที่มีทั้งความกลมกลืน และแตกร้าวมาเยอะ ก็เลยรู้วิธีจัดการกับข้อมูลที่มีความขัดแย้งกันได้เป็นอย่างดี นี่ถ้าเป็นบันทึกของคนอื่น  บางทีผมก็อาจจะไม่ได้รับความเป็นกลางแบบนี้
  • นี่เราจะเห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจากพี่บางทรายเลยนะครับ ว่า KM ที่ดี ต้องมีระบบการจัดการความขัดแย้งทางความคิดที่สุขุมและสมานฉันท์อยู่ด้วย เจ้าตัวอาจจะรู้แล้วไม่ได้สกัดออกมา แต่ผมเชื้อเชิญให้คนอื่นมองกรณีศึกษาในบันทึกเรื่องนี้ในเชิงวิเคราะห์ แล้วคุณจะเห็นจุดนี้ และอาจจะเห็นอะไรที่สร้างสรรค์อีกมากที่เราไม่เคยรู้มาก่อน
  • นี่อาจจะเป็นคุณูปการหนึ่ง ของการกล้าแสดงความขัดแย้ง ไม่เห็นด้วยในเชิงสร้างสรรค์นะครับ
  • เวลาคนอื่นทั่วไปเขาคิดอย่างหนึ่ง ผมจะพยายามคิดว่ามันมีมุมอะไรบ้างนะที่เราสามารถคิดให้ต่างออกไปได้ วิสัยนักวิจัยมักจะถูกฝึกให้เป็นอย่างนี้นะครับ ไม่ได้ตั้งใจจะใช้โวหารเป็นคมมีดกรีดกรายไปโดนใครจริงๆ
  • แต่ผมว่าจริงๆแล้ว ตัวเราเป็นผู้กำหนดความรู้สึกของเราเป็นส่วนใหญ่ ถ้ามองความขัดแย้งด้วยใจที่มีความสุขได้ และใช้มันเป็นเสมือนเครื่องมือตรวจสอบตัวเองเครื่องมือหนึ่ง อย่างน้อยเราก็อยู่เหนือโลกที่วุ่นวายขึ้นมานิดนึงละครับ
  • สำหับผม คำชมน่าอภิรมย์พอๆกับคำติ ชีวิตที่รัดกุมจึงน่าจะมีสองสิ่งนี้อยู่เป็นตุ้มถ่วงหูอย่างละข้างให้เราก้าวย่างได้อย่างสมดุลนะครับ

 

สวัสดีครับน้องรัก "ยอดดอย"

  • ทุกครั้งที่พี่ไปศึกษาบันทึกของน้อง และข้อคิดเห็นของน้องในที่ต่างๆ ก็นึกว่า นี่คือคนทำงานจริง ซึมซับ "หมู่บ้าน" เอามาเต็มๆ แบบ "คนใน" ด้วยซ้ำไป พี่ดีใจวา  เออ..เรากำลังคิดตำหนิน้องๆจำนวนไม่น้อย ที่จบออกมาทำงาน เราส่ายหน้ากันว่าเด็กรุ่นหลังคิดไม่เป็น  ทำอะไรกันก็ไม่รู้ ไม่เป็น ไม่ได้เรื่อง  แต่ก็มีน้องยอดดอยที่แหละที่เป็นอีกแบบหนึ่งแตกต่างมากกับสิ่งที่เราคุยกัน ได้รับรู้คุณหมอ ส่วนเอกนั้นปรากฏตัวตนชัดเจนในบันทึก ที่ยืนยันความเป็นคน คิด คนทำงาน และทุมเท สร้างสรรค์มือเอกสมชื่อ
  • ศึกษาบันทึกของน้องยอดดอยไปๆมาๆ พี่ยังคิดว่า น้องยอดดอยนั้นมีส่วนคล้ายๆพี่ด้วยซ้ำไป หลัง 14 ตุลา พี่ทำอะไรที่ไหน อย่างไรบ้าง ลองสอบถามอาจารย์ ชยันต์ อาจารย์ฉลาดชาย อาจารย์วิรดา หรืออาจารย์ธเนศ เจริญเมือง....ท่านเหล่านั้นรู้จักพี่ดี โดยเฉพาะท่านอาจารย์ชยันต์ ท่านมีพระคุณกับพี่มากด้วยซ้ำไป เพราะเงื่อนไข 14 ตุลานั้นพี่ต้องตกระกำรำบากมาก ท่านยื่นมือมาช่วยพี่  และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้พี่ยังเดินอยู่บนเส้นทางเส้นนี้  ทั้งๆที่เพื่อนฝูงเดินลงบนเส้นทางนี้ไปเกือบหมดแล้ว เราซึมซับแทบทุกอณูของชนบทมาและปลดปล่อยออกไปด้วยงาน แม้ว่าจะเป็นเพียงเสี้ยวส่วนของงานทั้งหมดที่ควรทำ  แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลย หรือแค่พูดกันเฉยๆ คนพูดมีมากแล้ว สังคมต้องการคนทำ นี่เองที่พี่คิดว่าเข้าใจถึงความรู้สึกน้องยอดดอย
  • คนทำงานหมู่บ้านนั้นร้อนอกร้อยใจ เมื่อชาวบ้านโดนรังแก โดนเอารัดเอาเปรียบ และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาพูดแทนเขา เป็นปากเป็นเสียงแทนเขาตามโอกาส ช่องทางที่พอมีอยู่บ้าง แต่เราก็วนเวียนอยู่กับอุปสรรคของงานพัฒนามาโดยตลอด นี่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างบุคลิคภาพของพี่ให้เป็นคนค่อนข้างเงียบและออกซีเรียส และแน่นอนจริงจัง จริงใจในสิ่งที่คิดที่ทำ จนคนที่ไม่รู้จักอาจจะมองเราไปในแง่ aggressive ไป แต่เมื่อเราแก่ตัวมากขึ้น ผ่านโลก เห็นคน นิสัยคน รู้จักคนมากขึ้น ก็เลือก และปรับตัวเพิ่มขึ้นว่าจะทำอย่างไรจึงจะเสริมสร้างศักยภาพ ประสิทธิภาพการทำงานให้ตอบสนองชุมชนมากขึ้น ลดความร้อนแรงลงมาและใช้เทคนิคมากขึ้นครับ
  • คนตั้งใจทำงานอย่างน้องยอดดอย น้องหมอ และน้องเอกนั้น นับตัวได้ว่ามีเท่าไหร่ในสังคมนี้ ทนุถนอมกันไว้ เพื่องานใหญ่ๆข้างหน้ายังมีอีกมากครับ ซึ่งต้องการจับมือร่วมกันในหมู่พันธมิตรทางใจ ครับ
  • พี่ยังทึ่งในสิ่งที่น้องยอดดอยบันทึกไว้หลายบันทึก ว่ามุมมองนั้นช่างสร้างสรรค์ และแตกต่าง  พี่เองก็พยายามทำเช่นนั้น คือ "ลองคิดต่างออกไป" การคิดต่างไม่ได้หมายความว่าจะไปล้มล้างสิ่งที่ท่านอื่นคิด  แต่หามุมมองใหม่ๆที่อาจจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้
  • สิ่งนี้พี่เองได้มาจากการ "เล่นกล้องถ่ายรูป" เรียกว่าบ้าก็ได้ เพราะถึงขนาดยึดห้องน้ำเป็นห้องล้างฟีมล์ขาวดำในสมัยก่อนนั้น โผล่จากห้องน้ำออกมาสว่างเลย แนวคิดนี้ก็ติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน
  • คราวเฮฮาศาสตร์ที่อาศรมครูบา พี่เองก็แสดงมุมมองที่ต่างออกไป แต่เป็นมุมมองการถ่ายรูป และเสนอไปแล้วใน Blog ของพี่ลองตามดูที่  เรื่องเล่าจากดงหลวง 142 เฮฮาศาสตร์ ครั้งที่ 2 มีบางมุมของ AAR  พี่ได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์แป๋วภายหลัง ท่านก็เห็นด้วยว่า เออ .. จริงนะ มุมมองที่ต่างออกไปก็สร้างสิ่งใหม่ๆออกมาให้เห็นจริงๆ พี่จึงเห็นด้วยกับการที่น้องยอดดอยจะมองต่างมุมออกไป ก็แล้วแต่ว่าจะหยิบมุมไหนมาเสนอครับ
  • ขอบคุณมากครับน้องยอดดอย ฝากความระลึกถึงน้องหมอด้วยนะครับ วัดจันทร์ ปางมะผ้า ปาย แม่สะเรียง พี่ลุยมาแล้ว แต่นานแล้ว ชักคิดถึงบรรยากาศเก่าๆเสียแล้วซิครับ
kmsabai
เขียนเมื่อ 
สวัสดีครับอาจารย์
P
  •  รู้สึกชื่นชมต่อความคิดเห็นของท่านมากๆครับ
  • ทุกประโยค  ทุกถ้อยคำ  ล้วนแฝงด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง  และมีคุณค่ายิ่งต่อผู้กำลังเดินทาง  อาจจะเริ่มต้น  หรืออยู่กลางเส้นทางไปสู่เป้าหมาย
  • คำชื่นชมทั้งหมดใดๆตอนนี้  รู้สึกว่าอาจจะมากมายเกินไปที่คนตัวเล็กๆ  และกำลังเดินเข้าสู่ถนน  เส้นทางสายความดี  ความจริง  และความงาม  เช่นผมจะรับได้หมดครับ   แต่ก็เหมือนกับการให้รางวัลทางความดี  ให้ไว้ก่อน  แล้วผมจะผ่อนที่หลังเพิ่มเติมครับ(คือทำให้ดียิ่งๆขึ้นเท่าที่สติปัญญาจะอำนวยครับ)
  • ทั้งพี่เอก  และพี่ยอดดอย  เป็นตัวอย่าง  เป็นแม่แบบที่ดีที่ทำให้ผมได้เรียนรู้และเข้าใจ  รวมทั้งมีประสบการณ์ดีๆในการเข้าถึง  เข้าใจ ต่อการเรียนรู้และการทำงานกับชาวบ้าน  กับชุมชน  ครับ     แม้ว่าผมจะเป็นเด็กบ้านนอกมาก่อน  แต่ก็อาจจะยังไม่ลึกซึ้งมากนัก  แต่เมื่อได้พี่ทั้งสองท่าน  ผมได้ซึมซับสิ่งที่ดีๆเสมอมาครับ
  • ขอบพระคุณท่าอาจารย์บางทรายมากๆครับ

        ห้องตรวจ  ตอนพักเที่ยง รพ.ปาย

สวัสดีครับพี่บางทรายที่เคารพ และเพื่อนๆ ทุกท่านที่น่ารักครับ

  • ผมได้เอาต้นไทรมาฝากไว้ซักพักแล้ว วันนี้ขอใช้หนี้คืนด้วยบันทึกนี้ครับ ต้นไทร สายใยโกทูโนว์
  • เป้าหมายของเราอยู่ที่เดียวกัน เพียงแต่อาจจะต้องมีสองเป้าหมายคือ เป้าหมายหลักปลายทาง และเป้าหมายที่เคลื่อนที่ได้ เป้าหมายนั้น คือ จะเคลื่อนที่ไปหาเป้าหมายหลัก
  • ตอนนี้เรารวมใจกันได้ วันหนึ่ง สิ่งที่หลายๆ ท่านหวังกันได้ จะเกิดครับ เพียงแต่ช่วยๆ กันขับเคลื่อนนะครับ
  • ขอบคุณมากๆ นะครับ

สวัสดีครับน้องหมอ

  • ขอบคุณมากสำหรับข้อคิดเห็นครับ
  • วันข้างหน้าคงมีโอกาสได้พบปะกันบ้างครับ
  • ฝากความคิดถึงน้องยอดดอยด้วยนะครับ
  • คิดถึงสนเกี๊ยะ เมี่ยงส้ม และยำใบเมี่ยง น้ำปู๋ หนอนไม้ไผ่ ฯลฯ

สวัสดีน้องเม้ง

น้องเม้งเข้าใจเปรียบเทียบดีจริงๆนะ เดี๋ยวพี่จะตามไปดูครับ

โอ้โฮ อ่านการวิพากษ์ความคิดที่แตกต่างมุมมองอย่างนี้ได้ความรู้มากทีเดียว และทำให้มีความละเอียดยิ่งขึ้นที่จะทำอะไรซักอย่างแล้วลองคิดมองด้วยมุมที่หลากหลาย

นึกถึงคำฝรั่ง Multiple Perspective Reflection ที่ให้มองอะไรหลายๆมุมว่าจากสิ่งหนึ่งที่ทำนั้น มันได้ก่อให้เกิดผลหรือปรากฏการณ์อะไรบ้าง หรืออย่างไรบ้าง ในมุมที่แตกต่างกันนั้น

เห็นด้วยค่ะว่า ความคิดที่แตกต่างอย่างมีเหตุผล ไม่ไปปรุงแต่งด้วยอารมณ์ เป็นการทำให้เกิดความก้าวหน้า สร้างสรรค์

สวัสดีครับ P คุณนายดอกเตอร์

  • น้อง..ตามเก็บข้อมูลดีจริง 
  • ความต่างมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์ ก้าวหน้า ในทุกๆเรื่อง แม้ในตัวเราเองก็ยังมีความต่างในเรื่องเดียวกันเลย ยิ่งคนเรามีภูมิหลังที่ต่างกัน มีเบ้าหลอมที่ต่างกัน มีสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน ก็ย่อมแตกต่างเป็นสิ่งธรรมดา
  • คุณน้องเข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้วนะครับ ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมซึ้งในความต่างของรูปธรรม
  • แต่โลก สังคมมนุษย์ไม่ได้ยอมรับความแตกต่างไปเสีนทั้งหมด และความแตกต่างก็ทำให้เกิดเรื่องมากมาย จากอดีตถึงปัจจุบัน ไปสู่อนาคตด้วย เพราะคนเราไม่ได้มองจากฐานเดียวกัน ความรู้สึก(อันเป็นพันธะของจิตใจ)เข้าไปผูกพันจนเกิดความรู้สึกของเราของท่าน
  • ผู้ปฏิบัติธรรมจึงพยายามหลีกเลี่ยงสังคม เพราะมนุษย์ใช้ความรู้สึกเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากกว่าการใช้ธรรมมาแสดงความคิดเห็น  แม้แต่พี่เองก็ตาม "เพราะยังตัดไม่จาก ลากไม่ไป.." เรื่องราวจึงเริ่มต้นที่ตรงนี้เอง
  • ท่านที่เดินผ่านสังคมแห่งมนุษย์ย่อมแปดเปื้อนไปด้วยอารมย์ที่สังคมนี้ปรุงแต่งมาตลอดเวลา การอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างปกติ คือการรู้เท่าทันเท่านั้นเอง และทำอย่างที่น้องกล่าวคือ ปล่อยวางเสีย ..
  • เอ...น้องครับ ไม่ใช่เทศนานะครับ มิบังอาจ เพียงแสดงความคิดเห็นครับ ขอบคุณมากๆเลยที่ผ่านมาทางนี้แล้วทักทายกัน.. ดีจัง