เราสามารถนำเอา "ต้นทุนทางปัญญา" ในตัวเรา มาเป็นวัตถุดิบ "ในการผลิตความเป็นอัจฉริยะ" ได้ตามต้องการ

          ผล ย่อมเกิดมาจาก เหตุ  เหตุที่มาของ การสร้างความเป็นอัจฉริยะ นั้น คือ  น้ำใจ  น้ำคำ  และน้ำมือ : 

น้ำใจ  หมายถึง  ไฟแห่งความปรารถนาอย่างแรงกล้า  อันเป็นไฟกระตุ้นอยู่ในใจอยู่ทุกลมหายใจ  อันเป็นไฟแห่ง คุณค่า  หรือ  ค่านิยม  ที่มีอยู่ในตนเอง  ข้อสำคัญของไฟในใจนี้ไม่ใช่ความเครียดหรือการฝืนทำ  หรือความพยายามทำแต่อย่างไร  แต่เป็นไฟในใจที่ทำอย่างสนุก  เพลิดเพลิน  มีชีวิตชีวา  ตื่นเต้น  และทำด้วยใจรัก  อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญร่วมอยู่ด้วย  

น้ำคำ  หมายถึง  ภาษาที่ใช้อยู่ภายในใจ  คนเรานั้นมีการสื่อสารอยู่ภายในตนเองอยู่ขณะ  ภาษาที่ใช้อยู่ภายในนี้  เป็นได้ในรูปแบบต่าง ๆ หรืออาจจะประกอบขึ้นมาจากหลาย ๆ รูปแบบเข้าด้วยกัน  เช่น

·       อาจเป็นภาพที่ปรากฏอยู่ภายในใจ (ภาพนิ่ง  หรือภาพเคลื่อนไหว  ขาวดำหรือสี ฯลฯ)

·       อาจเป็นเสียงที่ปรากฏอยู่ภายในใจ (ต่างน้ำเสียง  ต่างความดัง  ต่างทิศทาง  ต่างระยะพูดกับตนเอง  หรือพูดกับผู้อื่นในใจ ฯลฯ)

·       อาจเป็นความรู้สึกต่อการสัมผัสในใจ (การเคลื่อนไหวร่างกายในการกระทำต่าง ๆ  การได้กลิ่น  การรู้รส  และความรู้สึกต่าง ๆ ในใจอันเกิดจากการสัมผัสร่างกายทางใจ ฯลฯ)

ข้อสำคัญ คือ  ให้จับตาดูด้วย สติ  ในทุกลมหายใจว่า  ภาษาที่ปรากฏอยู่ภายในนั้นสอดคล้องกับ ความเป็น อัจฉริยะ  ที่ตนเองกำลังจะสร้างขึ้นใช่หรือไม่  ถ้าใช่ก็ถือว่าไปในทางที่ถูกต้องแล้วให้เดินหน้าต่อไป  แต่ถ้าพบว่ามีการสื่อสารภายในในทางที่ขัดขวาง  หรือทำลายอัจฉริยะ  ที่ตนเองมุ่งสร้างอยู่นี้  ก็ให้รีบทำการปรับเปลี่ยนเสียใหม่  ให้เป็นภาษาภายในที่สอดคล้องกับทิศทางแห่งความเป็นอัจฉริยะซึ่งตนเองมุ่งสร้างอยู่นี้ 

หนทางแห่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสารในใจตนเองให้ได้ผลโดยเร็วนั้น  อาจมีได้หลายวิธี เช่น  Psycho-Cybernetics, Neuro-Linguistic Programming,  Neuro-Associative Conditioning, ฯลฯ)   

น้ำมือ  หมายถึง  การกระทำหรือลงมือปฏิบัติ  การเรียนแค่รู้แล้วไม่นำมาปฏิบัติความรู้นั้นก็ไร้ประโยชน์  และถ้าปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่มีการกระทำความรู้นั้นก็เสื่อมลง ๆ จนถึงขั้น หมดอายุ  แต่ถ้ามีการกระทำอย่างต่อเนื่องอย่างสร้างสรรค์  ความรู้นั้นก็สามารถเจริญเติบโตเชิง นวัตกรรม  ได้ 

ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับ  การเรียนรู้นั้นต้องคู่กันกับการกระทำอยู่เสมอ  เพราะเมื่อรู้แล้วทำ  ก็จะเกิดผลการกระทำ  ว่าทำได้ดีเพียงใด  ถ้ายังทำไม่ได้ผลดีเป็นที่พึงพอใจก็เท่ากับการเรียนรู้อย่างหนึ่งแล้ว  แต่พอครั้งใดที่ทำได้ผลดี  เป็นที่พึงพอใจ  ก็เป็นเรียนรู้พร้อมกับการเสริมความมั่นใจด้วย  ซึ่งจะเป็นเมล็ดพันธุ์สร้างความเจริญงอกงามทางปัญญาต่อ ๆ ไปสู่ความเป็น  อัจฉริยะ  อันต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุดครับ