โชคดีจริงๆ ที่ผมไปประชุมสภา มวล. ที่นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ ๑๔ ก.ค. ๕๐    ไม่อยู่ประชุมทางไกลที่กรุงเทพ     ทำให้ผมได้ร่วมประชุมปรึกษาหารือการดำเนินงานโครงการวิทยาลัยวิทยาการสุขภาพ     และได้เรียนรู้วิธีคิดเรื่องนี้จากท่านนายกสภาฯ     ศ. นพ. จรัส สุวรรณเวลา   
          เรื่องนี้มีการพูดคุยกันมากว่า ๒ ปี     แต่พอทางทีม มวล. นำเสนอ ก็นำเสนอแบบ “กลับไปที่เก่า”     คือทำแบบแยกส่วน  ไม่บูรณาการกัน     ซึ่ง ศ. นพ. จรัส บอกว่าจะไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่า
          คนมักเข้าใจผิด  มองเรื่องตั้งโรงเรียนแพทย์ใหม่  ว่าเป้าหมายหลักคือ ผลิตแพทย์กับมีโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ    ซึ่งจะไม่ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพในพื้นที่
          เรื่องนี้ต้องคิดใหม่ ทำใหม่  ทำออกนอกกรอบ     ไม่ตกร่องเดิม  ไม่ทำเลียนแบบผิดๆ ที่มีอยู่เดิม     โดยต้องเปลี่ยนเป้าหมาย  ไปเน้นที่สุขภาวะของคนในนครศรีธรรมราช  และภาคใต้ตอนบน     เน้นที่การพัฒนาระบบสุขภาพของพื้นที่นี้     พัฒนาระบบบุคลากรสุขภาพในพื้นที่   
          คิดออกนอกกรอบเดิมในเรื่อง
               •ผลิตบุคลากรสุขภาพแบบบูรณาการวิชาชีพ    มีการเรียนและฝึกนักศึกษาแบบสหวิชาชีพ    ซึ่งในกรณีของ มวล. ได้แก่ นศ. พยาบาล  เภสัช  เทคนิคการแพทย์  แพทย์  สาธารณสุข  ฯลฯ  
               •บูรณาการระบบผลิตบุคลากรสุขภาพ กับการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่     โดยมียุทธศาสตร์ผลิตพยาบาลเข้าไปทำงานอยู่ในทุกตำบล เต็มพื้นที่     เป็นกองหน้า    เป็นเป้าหมายแรก     แล้วเอาแพทย์ตามลงไปที่ระดับอำเภอ  เป็นกองหนุน

          เรามักคุ้นกับการคิดแบบเอาวิชาชีพเป็นตัวตั้ง    เอาการผลิตบุคลากรเป็นตัวตั้ง     นี่เป็นกรอบเดิม
          กรอบใหม่คือ ผลประโยชน์ของชาวบ้าน  หรือสุขภาวะของชาวบ้าน    การมีวิทยาลัยวิทยาการสุขภาพ ควรมีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของชาวบ้าน   วิทยาลัยวิทยาการสุขภาพ เป็นกลไกประสานงานระหว่างสำนักวิชาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ     และประสานกับสถาบันและกลไกอื่นๆ ในพื้นที่
          ต้องคิดแบบ “พลิกกลับทาง” กับที่เราเคยชิน    ทั้งด้านการผลิตบัณฑิต และการวิจัย     วิจัยเพื่อชาวบ้าน  วิจัยประยุกต์/แก้ปัญหา     ผลิตบัณฑิต (ส่วนหนึ่ง – ไม่ใช่ทั้งหมด) เพื่อชาวบ้านในพื้นที่     ผลิตบัณฑิตด้วยวิธีการที่จะทำให้แต่ละวิชาชีพไม่ถือวรรณะ  เคารพและเห็นคุณค่าเพื่อนในวิชาชีพอื่น     และบัณฑิตเมื่อจบแล้วอยู่ทำงานในพื้นที่    
          ฝ่ายจัดการ/บริหาร ต้องหาวิธี “สร้างฝัน” ชนิดที่เป็น “ฝันร่วม” ในระดับ “ใฝ่ฝัน”    หากลไก “สานฝัน”  “ทอฝัน”     ร่วมกันฟันฝ่า  สู่ดวงดาว     ผมมองเห็นกระบวนการเล็กๆ มากมาย  ที่มองในมุมหนึ่ง น่าสนุก     และน่าจะมีวิธีมอบหมายให้บุคคลหรือทีมงาน ทำงานแบบ “นำร่อง” สัก ๖ เดือน เพื่อหารูปแบบ หรือโครงสร้างของการทำงานประสานงาน    

          ตอนแรกผมตกใจ ว่าความคิดนี้จะแท้งไป     เพราะท่านนายกสภาฯ และอาจารย์อีกหลายคนบอกว่า     ท่านนายกสภาฯ พูดมาหลายครั้ง    ในเวลา ๒ – ๓ ปี     แต่พอมีการยกร่างโครงสร้างการบริหารก็กลับไปเหมือนโครงสร้างทั่วไป    ซึ่งจะไม่ได้ผล   
          แต่พอยุให้อาจารย์จากสำนักวิชาที่เกี่ยวข้อง  ๑๐ คน ที่มาร่วมเสวนา ออกความเห็นแบบ dialogue     ผมก็เห็นชัดเจนว่า โอกาสสานฝันนี้สำเร็จ มีสูงมาก     เพราะจากที่อาจารย์แต่ละคนเล่า     เห็น “Intellectual Capital” มากมาย      ที่สำคัญที่สุด  ทุกคนที่มา “มีใจ” ต่อฝันนี้อยู่แล้ว
          ผมแนะว่า ให้คุยกันอีก เอาเรื่องราวดีๆ ที่น่าจะเป็น success stories เพื่อ “ฝันร่วม” นี้      มา ลปรร. และหาทางนำไปปฏิบัติในแต่ละสำนักวิชา     หรือปฏิบัติร่วมกันหลายสำนักวิชา

          ท่านนายกสภาฯ แนะต่อ ว่า อย่าทำเดี่ยว ต้องทำร่วมกับผู้อื่น    เช่นทำร่วมกับชุมชน   
          ผมแนะว่า     นี่เป็นงานสร้างการเปลี่ยนแปลง สร้างนวัตกรรม     ต้องมีกลไกของ change management แบบ innovative management      คือใช้ทั้งกลไกที่เป็นทางการ  และที่ไม่เป็นทางการ

          โชคดีจริงๆ ที่ผมได้มีโอกาสร่วมประชุมระดมความคิดครั้งนี้     การประชุมที่เป็นจุดเริ่มต้น ของ “นวัตกรรมใหญ่” ของระบบสุขภาพที่เน้นพื้นที่เป็นฐาน

วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.ค. ๕๐   
มวล.   นครศรีธรรมราช