วันนี้ ไปสอนที่ โรงงานปิโตรเคมี แห่งหนึ่ง (นอกเครือ SCG) ที่ มาบตาพุด ระยอง
สอน มาหลายวัน พบว่า ผู้เรียนบางคน (ไม่ทุกคน) ยัง อยู่ในกรอบเดิม เช่น
วิศวกร อย่างข้าฯ นักบัญชี นักกฎหมาย ช่างกลอย่างข้าฯ แน่กว่าใคร เจ๋ง..... ใครประนามไม่ได้ ปากเสียแต่ไม่รู้ตัว ข่มขืนสาวๆด้วยวาจาและสายตา ต่างคนต่างอยู่ ข่มกัน ฯลฯ
หลายคน ทำงาน แบบ โหมดเอาตัวรอด หรือ รู้สึก unsecure ก็มักจะแสดงออกด้วยการ หลบหลีก เงียบ ต่อต้าน ดื้อเงียบ องุ่นเปรี้ยว เครียด โกหก ดูถูกกันเอง ฯลฯ
ผม ก็เลย ต้องแก้เกมส์การสอน ด้วยการ ทำสุนทรียสนทนา และ อธิบาย ความวิปริตของชีวิตการทำงานในโรงงาน ที่วันๆ เอาแต่งาน ไม่มีสุนทรียสนทนา ต่างคนเอาตัวรอด พูดจาแบบทำร้ายจิตใจกันตลอดมา นายเอาตัวรอด ลูกน้องกะล่อนไปวันๆ เป็นต้น ------> แต่ ไม่สำเร็จครับ ว้าว .... คนบางคน "กะลา"หนามากๆๆ เป็น นัก คิดมากๆๆๆๆ แต่ ไม่ทำ ไม่คุย และ บางคน เป็นนัก "ไม่คิด" (การศึกษาไทย ครอบมาแบบเต็มๆเลย) ...... พวกเขามองตนเองไม่ออก ว่า ตนเองตกอยู่ในวังวน ของสังคมวิปริต และ นึกไม่ถึง โรงงานปูน ฯ และ โรงไก่แช่แข็ง ฯลฯ ได้ เอาสังคมเรียนรู้ ไปใส่ในโรงงานได้แล้ว
ความที่ งง กับ ข้อมูลใหม่ ที่เปิดโลกให้ดูว่า สังคมวิปริตในโรงงาน สามารถเปลี่ยนเป็นสังคมเรียนรู้ได้ .... อาจจะทำให้ พวกกะลาหนา ใช้ การเถียง เพื่อจัดการความไม่มั่นคงในใจของตนเอง
..... คนที่กะลาหนามากที่สุดคนหนึ่ง ถึงกับ โกรธผม ออกอาการถามผมว่า ที่ผมพูดมา มีหลักฐานทางวิชาการ และ สถิติอะไรมาวัด ว่าพวกเขา "วิปริต" ....... เป็นคำถามที่ดีนะ ผมก็บอก ผมไม่สนใจสถิตินะ ผมอยากให้พวกคุณ ผ่านกระบวนการเรียนรู้มากกว่า ลองค้นเอง เจอเอง แยกแยะผิดถูกเอง มาเชื่อผมทำไมล่ะ
เพื่อจะจัดการกับ คนกะลาหนา .....ผมเลยเปลี่ยนแผนการสอนใหม่ .... ทำ story telling สะเลย เอา เจ้ากะลาหนาสุดของห้อง ให้เป็นผู้เล่า และ คนอื่นๆ ทำ TL (ตอแหล)ล้อมวงฟัง ..... โดย เบื้องหลัง ของการทำ storytelling คือ ให้"เวที" เจ้ากะลาหนา ได้ พูดๆๆๆๆๆ พวกเราที่ทำ TL ก็ ฟังๆๆๆๆๆๆ จะได้ เป็น "จิตบำบัด" (Psycho therapy) ไปเลย
ผล คือ ผมได้ "ปม" ในใจ ของเจ้า กะลาหนา และ จับจุดได้แล้ว (แต่ ในฐานะ ครู จะเปิดโปงไม่ได้ ต้อง หาช่องแก้ปมนี้) .... โดยเขาต้องแก้ปมด้วยตัวของเขาเอง ผมได้แต่ใช้เทคนิค "เนียน นุ่ม ลึก"
คราวนี้ ผมลองฉายภาพนิ่ง ของ วิถีชาวบ้าน สังคมเรียนรู้ เปี่ยมสุข และ พอเพียง เช่น มูลนิธิข้าวขวัญ ลุงทองเหมาะ มหาชีวาลัยอิสาน ฯลฯ แต่ก็ไม่สำเร็จ เจ้ากะลาหนายัง เถียง ( ส่วนใหญ่ของผู้เรียน เปิดกะลา Ok กันหมดแล้ว) .....เจ้า.กะลาหนา ก็ยังคาใจ "ไม่เชื่อ" อีก .... ผมก็ได้แต่นึก "น่าสงสาร ...โลกของเจ้ากะหนา (คนนี้) ดัน ไปนึกว่า โลกของเอ็ง คือ ประเทศไทย"
คราวนี้ ก็ต้องแก้เกมส์ ในฐานะครู จะไปโกรธศิษย์ไม่ได้ ..... เอางี้ ..... พาทั้งห้อง 30 กว่าชีวิต บุกไป บ้านจำรุง ดีกว่า ใกล้ๆระยอง ..... ไปแบบ ไม่ได้บอกพวกผู้เรียน ผมติดต่อ คุณเรวัติ (ปูน ฯ แก่งคอย) นัดเข้าไปชม บ้านจำรุง แบบ นัดเย็นนี้ เจอกัน บ่ายรุ่งขึ้นเลย
ใช้เทคนิค ข้าฯ พูดเอ็งไม่เชื่อ พาไปเจอชาวบ้าน ของจริงดีกว่า ให้ชาวบ้าน ปอสี่ ปอหก พูดดีกว่า .... ฮ่าๆๆๆ
ไปเจอชาวบ้าน คือ พี่มานพ กว้างขวาง ยายๆ ป้าๆ และ พรรคพวก
- เจอ ชาวบ้าน จัดเก้าอี้ ล้อมวง ชวน พวก มนุษย์โรงงาน มาล้อมวง .... ฮ่าๆๆ ก็เหมือนกับที่ผมสอนเลย show & share ..... เป็นอะไรที่ คนโรงงานนี้ ไม่เคยทำ ทำแต่ล้อมวง QCC แบบขืนใจทำ ทำแบบ Format บ้าเครื่องมือทางสถิติ ฯลฯ
-
ภาพด้านล่าง เป็นภาพ นักร้องสาว คราวแม่ผม ร้องเพลง สร้างบรรยากาศ มันเป็นอะไรที่ คนโรงงานไม่รู้จักสร้างขึ้นมา .....
- ผู้เรียนส่วนใหญ่ เข้าใจเรื่องการเรียนรู้ดี ยกเว้น สองสามราย ที่ผมมาเปิดโลก ผู้เรียนกลุ่มนี้ รู้จักการตั้งคำถาม การสักถาม การฟัง ฯลฯ ช่วยผม เปิดกะลา ให้ เจ้ากะลาได้มากจริงๆ
- ชาวบ้าน เข้าประชุม แบบ ไม่ทะเลาะ แบบไม่โหวต ตัดสินใจกันวันนี้ไม่ได้ก็คุยกันคราวหน้า ไม่มีการคุยกระทู้ที่ตกลงกันไม่ได้นอกเวที ไปถกกันในเวที ฯลฯ ...... พวกโรงงาน ช็อค โอโห พวกชาวบ้านเขามีความสนุข พวกเรา มีแต่ หน้าดำหน้าแดง จะฆ่ากันตายเพื่อเอาชนะ
- ชาวบ้านเขารู้จักกันหมด ใครเป็นใคร ... แต่พวกโรงงาน เห็นแต่หน้า ไม่เคยคุย เพิ่งมารู้ตนเองว่า "สังคมโรงงานวิปริต" ไปเยอะเลย มีแต่ โหมดเอาตัวรอด หรือ Unsecure mode รู้สึกแต่ว่า ตนเองไม่ปลอดภัยที่จะพูด ที่จะแสดงออก ที่จะคิด ที่จะทำ ฯลฯ
ผมก็ไม่รู้ว่า เจ้ากะลา ป่านนี้ กะลาเปิดออกหรือยังนะ เพราะ เรื่องแบบนี้ ผมต้องให้ผู้เรียน มีระยะเวลาส่วนตัว ได้ย่อย ได้คิด ได้บ่ม ค้นหาตนเอง ฯลฯ ถ้าโชคดี เขาอาจจะ Hansei เจอตัวตนของเขา
(Hansei ภาษาญี่ปุ่น = สำนึกผิด มี 3 ขั้นตอน คือ
ยอมรับว่าผิดด้วยตนเองไม่มีใครบังคับ + หาต้นตอสาเหตุที่ผิดพลาด + นำเสนอ ลงมือป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ)
ถ้ายังไม่ได้อีก เดือนหน้า ทั้งหมด จะเจอผม ที่ป่าช้า ฯ ขอนแก่น ไปแบบสมัครใจ ถ้าเจ้ากะลาหนา เบี้ยวไม่ไปป่าช้า ก็คงต้อง หาอุบายใหม่ หรือ ตัดหางปล่อยวัดไปก่อน ช่วยคนอื่นๆก่อนดีกว่า เอาไว้เวลาว่างๆๆๆๆ ค่อยมาจัดการเจ้ากะลาครับ
ผมนึกถึง ยุทธศาสตร์ในการสอน คือ ถ้า มี บัวสี่เหล่า
การจัดการ บัวต่ำสุด ผมต้องใช้ พลังงานมาก เช่น 100
สู้ มาใช้ พลังงานแค่ 20 จัดการให้ บัวขั้นบนสุด ได้ ค้นพบ และเมื่อค้นพบแล้ว ก็มาช่วยผม จัดการ บัวชั้นรองๆลงมา
ดีกว่าผมคนเดียว หมดแรงกับ บัวล่างๆ จนไม่ได้จัดการบัวสูง สุดท้ายไม่มีสักบัว ที่ "ค้นพบ" จบกิจเลย
Hansei คืออะไรครับ? ผม search เจอแต่ภาษาเยอรมัน -_-! (ใน wikipedia อะนะครับ). ถ้าประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รัฐบาลก็คงเอามาตั้งที่ระยองนี่หละมั้ง มีของดีตั้งหลายอย่างแล้วมีอีกซักอย่างก็คงไม่เป็นไร. (แต่หาที่เรียนยากหน่อย) ผมไม่รู้ว่าสังคมจะวิปริตหรือเปล่า ขอให้อากาศและน้ำรอบๆ โรงงานอย่าวิปริตไปด้วยแล้วกัน. เลือกตั้งรวมเขตสงสัยส.ส.แกลงได้อีกท่า. (นอกเรื่อง :-P)
ขออนุญาต นะคะ
hansei เป็นภาษาญี่ปุ่นอ่ะค่ะ น้องบ่าววีร์ พี่หนิงเข้าใจว่า หมายถึงการระลึกตัวและสำนึกผิด ค่ะ
อย่างไรรอผู้รู้ท่านอื่นอีกนะคะ
น้องบ่าววีร์ลองแวะไปที่ http://www.emsstrategies.com/dd080104article2.html
หน่อยไหมคะ พี่หนิงเจอว่า...
Use Hansei: Responsibility, Self-Reflection, and Organizational Learning. In a nutshell, this concept is about reflecting on mistakes/weaknesses and devising ways to improve. Hansei is a concept that Toyota uses as a practical improvement tool like Kaizen. Toyota actually conducts Hansei events (like Kaizen events) to improve products and processes. As hansei is utilized, the improvements are fed back into the organization and disseminated.<p> </p>
ยินดีค่ะน้องบ่าววีร์
เทวดา เพี๊ยบเลยนะครับ
สาธุๆๆๆ
อ่านแล้ว เห็นเลือดหยดติ๋งติ๋งๆ เลยครับ
สวัสดีครับอาจารย์
反省 ของวิศวกรอาจจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมก็ได้. โรงงานของเขาจะดี ไม่ปล่อยของเสียออกมาจนทำให้ คนที่อยู่รอบเดือดร้อน. ถ้าเขาทำไม่ได้ เขาก็คงจะลาออกไปทำงานอื่นแทน. (หวังว่าจะทำได้นะ อยากให้ชุมชนกับโรงงานไปกันได้ ไม่เบียดเบียนกัน) ผมเอาใจช่วยนะครับ.<div>
</div><div>
</div>
เมื่อสัปดาห์ก่อน...ก็เจอสองรายค่ะ...จากการไปเป็นวิทยากรเรื่อง "วิถีพุทธสู่ความสุขในการทำงาน" ... เจอคนที่ท้าทายต่อ "ความจริงของชีวิต" เขาถามกะปุ๋มว่า... "เอาอะไรมาตัดสินความดีความชั่วของเขาในเมื่อเขาพอใจจะทำ...เขาบอกว่ากะปุ๋มมีสิทธิ์อะไรที่จะมาตัดสินว่า..เขาทำดีหรือไม่ดี"...
แหม!!!...เจอแบบนี้ไม่อยากเสียเวลานานค่ะหลังจากพยายาม...นำเข้าสู่...แห่งความจริงของชีวิตแล้ว...ก็ยังไม่ซึ้งซาบ...ในความหมายแห่งคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...ก็ได้แต่สงสารและเมตตา....แต่ก็จำต้องปล่อยและวางไว้ก่อน...ไปพยุงอีกเจ็ดสิบกว่าคนที่พออาจร่วมเดินทางไปกับเราได้...
ซึ้งใจเลยค่ะที่ครูบาอาจารย์...ท่าน...สอนเสมอว่าสิ่งที่เราพูดที่เราสอนนั้น...อย่าไปหวังว่าคนฟังนั้นจะรับได้เท่ากัน...
อ่านบันทึกนี้อ่านไปยิ้มไปเลยค่ะ...
(^_____^)
กะปุ๋ม
ช่วงนี้รู้สึกว่าจิตเกิดบ่อยค่ะ
ต้องฝึกมากกว่านี้อีก ถ้าวันที่ 18 นี้ได้ไปขอนแก่นด้วย ก็จะเยี่ยมมากๆ เลยค่ะ
แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะได้ไปรึเปล่า รอหัวหน้าอนุมัติ อิอิ :D
สวัสดีดีค่ะ อาจาร์ย
หุหุ อาจาร์ยนึกไม่ออกล่ะสิว่าใคร ....
ไป ป่าช้า..อยากไปแก้ตัวอีกครั้งจังค่ะ
ปีที่แล้ว ปล่อยให้ความกลัว และ อะไรๆๆ ที่คิดไปเองทำให้ไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป
ขอให้รุ่นต่อไป พยายามเข้านะคะ และเก็บสิ่งต่างๆที่ได้เรียนรู้ในแต่ละครั้งที่เรียนให้ได้เยอะๆ เก็บได้แล้วก้ออย่าลืมเอามาใช้ด้วยนะจ๊ะ
1.คนที่กะลาหนาเราควรจะปฏิบัติหรือ treat เขาอย่างไรครับเพื่อให้เขาเข้าใจอย่างที่เราสอนและสามารถดึงเขาให้มาทำกิจกรรมตามที่เราวางไว้ครับ
2.ในสังคมที่สับสนวุ่นวายและยิ่งประเทศแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เราซึ่งมีความรู้และความสามารถเราควรจะช่วยเหลือชาติบ้านเมืองอย่างไรครับช่วยบอกเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปปฎิบัติได้จริงด้วยนะครับ
3.ร่างรัฐธรรมมนูญปี 2550 เราในฐานะที่เป็นประชาชนชาวไทยเราควรจะไปลงใช้สิทธิ์เพื่อแสดงประชามัตติในฐานะที่อาจารย์มีความรู้ความเข้าใจเราควรลงว่ารับหรือไม่รับครับ
น่าสงสารคนที่ได้รับการอบรมเน๊อะ ปกติคำว่า "กะลา" ในที่นี้น่าจะหมายถึงพวกที่หนาแน่นด้วยกิเลส พวกที่แหงนหน้ามองหาพระศาสดาเป็นนิจ ซึ่งก็คือ "ปุถุชน" ที่แปลจากภาษาบาลีว่าพวกหนาแน่น และความจริงก็เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ผู้เขียนจึงไม่น่าจะใช้คำนี้ให้ ทิ่มแทงใจลงไปอีกเลย เพราะหากผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมมะจริงๆจังๆก็คงรับกับความจริงไม่ได้ จึงอยากให้ผู้อบรมเปิดใจสงสารพวกที่รับการอบรมหน่อยว่า อ่านแล้วทนไม่ได้ว่าต้องถูกเรียกว่ากะลา หรือกะลาหนาอีก อย่าซ้ำเติมฉันอีกเลย
Synergize = ไม่มีอัตตา ใช้โยนิโสมนสิการให้มากๆ จึงจะประสานเป็นหนึ่งได้ <ul>
</ul><p>เมื่อเข้าสู่ สภาวะธรรมของจิตว่าง จะพบว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นเนื้อเดียวกัน นี่แหละ หล่อหลอมกัน เป็น synergize ที่มีพลังอยู่</p><p>การเปิดใจ คุยกัน ทำ AAR จึงเป็น “เรื่องเล่าเร้าพลัง“ เพราะ ทุกคนไม่มีอัตตา </p>
ได้อ่าน Web เรื่องคนไร้กรอบแล้วรู้สึก อึ้ง ทึ้ง เสียว และประทับใจอาจารย์เป็นอย่างมากที่สามารถ.... จัดการ... หรือแก้ไขเกมส์ คนวิปริต ที่ท่านพูดถึงถึงพริกถึงขิง ตอนแรกก็ไม่ทราบวัตถุประสงค์ของโรงงานที่ต้องการจัดอบรมในครั้งนี้ว่ามีวัตถุประสงค์อันใด แต่คาดว่า น่าจะเป็นการจัดการเรื่อง.... ความเก๋า... ของพนักงานซะมากกว่า เพราะอ่านไปแล้ว ก็มีเพียงประสงค์เดียว สำหรับเรื่องนี้ขอชมเชยยกย่องผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง...
เราไม่รู้หรอกว่า ท่านและคนกะลาหนาคนนั้นมีปัญหาอะไรกัน...ถ้าให้เราวิเคราะห์ด้วยสมองอันน้อยนิด เรากลับมองว่า...ในฐานะที่ท่านเป็นครู ควรหรือไม่ที่จะนำเอาองค์กร ๆ หนึ่งมาวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่ให้เกียรติใด ๆ ออกสู่โลกภายนอกอย่างดุเดือด ท่านมีปัญหากับคนคนเดียว แต่ท่านเหมารวมทั้งโรงงาน...ทำไมหรือ...คนโรงงานมันไม่ดีตรงไหน แถมยังมีการเปรียบเทียบกับเครืออื่น ยิ่งเป็นการบ่งชี้ชัดว่าโรงงานนี้อยู่เครือใด...โอ้พระเจ้า...ใยน้ำใจมนุษย์ที่คิดว่าตนเองเป็นบัวที่สูงว่ากว่าคนอื่น มีเท่านี้เองหรือ....ท่านคิดผิดไปหรือเปล่าที่ปล่อยอารมย์ตัวเองเหยียดหยามคนอื่น (โดยรวม) ไม่ใช่เฉพาะคนกะลาหนา....แล้วยังจะเรียกตัวเองว่า "ผู้รู้"
เรียน ท่าน อาจารยไร้กรอบที่นับถือ
คุณ b เป็นพวกบัวกลุ่มใต้พื้นภิภพครับ ถ้าคุณได้ไปสัมนากับโรงงานนี้ คุณคงจะไม่โพสอย่างนี้หรอกครับ คงได้ฟังเจ้ากะลาหนาพูดมามากกว่า ไม่รู้รึป่าวว่า มีการทดสอบอารมณ์เกิดขึ้นคุณ B