กิจกรรมแรกที่ใช้เริ่มต้น คือ ให้เดินครับ เดินโดยไม่ให้สบตากับผู้ใดเดินไปตรงไหนก็ได้ในห้องประชุม เดินไปเรื่อยๆ ตามจังหวะของเสียงเพลงผ่านไปสักพักผมก็ให้ทุกคนจินตนาการว่า ถ้าอายุน้อยลงครึ่งหนึ่งจะเดินอย่างไรหลายคนเริ่มสนุก เดินแบบสบายๆมากขึ้น ไม่เกร็งเหมือนตอนเริ่มต้น
แล้วผมก็ลองให้ทุกคนลองลดอายุลงอีกครึ่งหนึ่ง แล้วเดินต่อพี่เตี้ย(คนสวยหน่วยโสต) ลงคลานสี่เท้าเลย (แต่เท่าที่ลองคำนวณอายุดูไม่น่าจะลดเร็วขนาดนี้นะป้านะ) หลายๆคนเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น และคละเคล้ากันมากขึ้นไม่นั่งแยกหน่วยงานเหมือนตอนเริ่มต้นแล้วจึงให้หยุดอยู่กับที่แล้วจับคู่กับคนที่อยู่ใกล้ที่สุด นั่งหันหน้าเข้าหากัน
ที่เลือกการเดินบวกกับจินตนาการให้ลดอายุตัวเองลงก็เพื่อเป็นการปูพื้นเข้าสู่กิจกรรมที่สองครับ
กิจกรรมที่สอง คือ reflective dialogue ฟังอย่างเป็นกระจกเงากิจกรรมนี้กำหนดให้ผู้อาวุโสกว่าเล่าเรื่องก่อน (ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองหน่อยครับ)และให้ผู้อาวุโสน้อยกว่าเป็นฝ่ายตั้งใจฟัง หัวข้อคือ ชีวิตวัยเด็กครับให้เล่าได้ตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงเวลาที่กำหนดให้โดยยังไม่บอกกติกาอะไรมากกว่านี้ ตีระฆังเต้ง! เริ่มได้
เมื่อหมดเวลา ก็ให้ฝ่ายตั้งใจฟังสะท้อนสิ่งที่ตัวเองได้ยินทั้งหมดให้ผู้อาวุโสฟังว่า ตนเองได้ยินอะไรบ้างจากนั้นก็สลับกันเล่าและฟังบ้างรอบสองนี้ผู้อาวุโสบางท่านถกแขนเสื้อฟังกันเลยทีเดียวกะว่าเดี๋ยวชั้นจะเก็บให้ละเอียดยิบเลยทีเดียว หูไม่ตึงแน่นอน
เมื่อหมดเวลาก็ให้สะท้อนกลับเช่นเดียวกันจากนั้นก็ให้รวมกันเป็น 6คนต่อกลุ่มครับคราวนี้ให้แนะนำคู่ของเราให้เพื่อนในกลุ่มฟังบ้างว่า คู่ของเรานี่เค้าโตมายังไงชีวิตวัยเด็กเป็นยังไง กติกาคือห้ามเจ้าของเรื่องพูดเอง (แต่ถ้าเล่าผิดก็แก้ได้)บรรยากาศสนุกสนานดีครับ แต่ละกลุ่มเล่าไปหัวเราะไปทุกคนคงมีช่วงชีวิตวัยเด็กที่มีความสุข
กิจกรรมฟังอย่างเป็นกระจกเงานี้มีหลายวัตถุประสงค์ครับ
- เป็นการทดสอบเครื่องฟังของแต่ละคนว่ายังใช้การได้อยู่มั้ย
- ปูพื้นก่อนที่จะเข้าสู่สุนทรียสนทนาในกิจกรรมต่อๆไป
- ได้เล่าเรื่องอย่างอิสระ ไม่มีถูก ผิด และคนฟังก็ฟังอย่างตั้งใจ
- ได้ทำความรู้จักเพื่อนร่วมงานมากขึ้น รู้จักตัวตนที่มาที่ไปของกันและกันมากขึ้น
ต่อบันทึกหน้านะครับ
ฮั่นแน่ มีแซวคนสวยซะด้วย
ก็ฟังไม่ค่อยถนัด... นึกว่าให้ลดอายุลูก อิ อิ
สุดๆเลยพี่คนสวยหน่วยโสตฯ พี่คิดได้ไงนี่ ลงทุนดีเนอะ 555++