ระบบการผลิตของเวียตนามจึงอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ของผู้นำเท่านั้นว่าจะให้ผลิตอะไรเท่าไหร่ เมื่อไหร่ อย่างไร .. ระบบเอกชนยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้ประเทศก้าวกระโดดจนพี่ไทยผวากันไปตามๆกัน ดูหนังสือพิมพ์บ้านเราหน้าเศรษฐกิจซิ ทุกสัปดาห์จะต้องมีเรื่องราวของเวียตนามปรากฏและสะดุ้งทุกทีที่กล่าวถึง เพราะการเจริญเติบโตของเขาเป็นสองเท่าของบ้านเรา

 

(ยังให้ทายอยู่ว่ากล่องไม้ที่ติดผนังบนหัวเตียงมีไว้ทำไม ใครทายถูกมีรางวัลเป็นหนังสือนำเที่ยวเวียตนาม 1 เล่มครับ)

ค่ำคืนวันที่สองที่ Dong Ha เวียตนามกลาง เพื่อนชวนไปทานอาหารค่ำแบบลูกทุ่ง ดูเขาจะกังวลนิดหน่อยว่าเรื่องหาร้านที่ทำอาหารมังสวิรัติไม่ค่อยได้ ผู้บันทึกเองก็บอกว่าอย่ากังวลไปร้านไหนก็ได้แล้วก็สั่งอาหารปกติที่ไม่ใส่เนื้อสัตว์เป็นใช้ได้ ผมลดความเคร่งครัดลงมา เพราะความกังวลของเพื่อนนี่แหละครับ  ทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นมากๆก็ทำให้เขาเดือดร้อน  หากเป็นเมืองไทยผู้บันทึกมักจะเตรียมอาหารติดตัวไปเอง โดยไม่ให้เพื่อนฝูงต้องเดือดร้อน 

วันนี้เพื่อนสร้างบรรยากาศใหม่โดยขับมอเตอร์ไซด์มารับ ก็ดีไปอีกแบบ เป็นร้านชายหาดคล้ายๆบ้านเราที่ตามหาดมักมีร้านอาหารแบบง่ายๆ มีโต๊ะเตี้ยๆตั้งอยู่สามารถยกไปวางตรงไหนก็ได้ตามชอบใจ มีเก้าอี้เตี้ยๆนั่งพอสบายก้นมีพนักพิงหลัง มีแขกมานั่งกันเต็มพื้นที่เหมือนกัน วิวดียามค่ำคืนเพราะพระจันทร์กำลังเต็มดวงและขึ้นทางทิศตะวันออกที่เรานั่งมองดูพอดี ทั้งที่เป็นกลางเมือง Dong Ha นะครับ ตรงนี้เป็นคล้ายๆบึงใหญ่กลางเมืองที่มีชายหาดเป็นทรายจึงเหมาะกับการทำร้านอาหารแบบง่ายๆ  เพื่อนๆสั่งหอยแครงย่างและเครื่องจิ้ม เขาสั่งเต้าหู้นึ่งและทอดจิ้มน้ำจิ้มมาให้ผู้บันทึก  

ก่อนหน้าที่อาหารทุกอย่างจะมาเขามีเครื่องกินเล่นมา 1 จานครับ ผมดูแล้วเป็นแตงกวาหั่นเป็นชิ้นๆสี่เหลี่ยมพร้อมใบสะระแหน่ และเครื่องจิ้มซึ่งเป็นเกลือผสมพริกไทยป่น ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นของกินเล่นที่เข้าท่าครับ หอมกลิ่นพริกไทยป่นและใบสะระแหน่ สักครู่เพื่อนก็สั่งเบียร์มาดื่มกัน  ผมตกใจจริงๆว่าคนเวียตนามเขาเป็นพวกคอทองแดงจริงๆ โต๊ะไหนๆก็เป็นเหมือนกันครับ คือ บ้านเราจะสั่งเบียร์ก็สั่งเป็นขวด จะกี่ขวดก็ตาม  แต่ที่เวียตนามเขาสั่งทีเป็นลัง  ยกลังมาเลยครับ เป็นขวดขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ดื่มไม่หมดลังเหลือกี่ขวดก็คืนได้ ผมไม่ดื่มหรอกครับ น้ำธรรมดาก็พอแล้ว(ผมหยุดดื่มมาเป็น 10 ปีแล้วครับ) 

อีตอนที่โต๊ะข้างๆลุกไปฉี่เพราะดื่มหมดไป 2 ลังแล้วนี่ซิครับ พี่ท่านเดินลงไปริมน้ำแล้วก็ปล่อยยูรีนลงแม่น้ำไปเฉยเลย ทุกคนก็เฉยเหมือนไม่มีอะไรแปลก เป็นเรื่องปกติ.... 

เช้าเพื่อนเอารถขนาด 4500 ซีซี มารับไปดูงานในพื้นที่เมืองที่มีความยากจนมากที่สุดในแถบนั้น คือเมือง Dakrong และเมือง Hai Lang ระหว่างทางคุยกันไปว่าระบบการทำการผลิตที่เวียตนามนั้นอยู่ภายใต้การกำหนดโดยรัฐ เพราะเป็นระบบคอมมิวนิสต์ หน่วยชุมชนที่เรียกคอมมูนนั้นเป็นหน่วยผลิตที่ไม่อิสระเพราะที่ดินเป็นของรัฐ กำลังทำเรื่องโอนให้เกษตรกรแต่ทำได้ช้ามาก ดังนั้นการผลิตจึงอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ  

แค่นี้ท่านพอจะนึกอะไรออกบ้างไหมครับว่าทำไมเวียตนามจึงมีผลผลิตออกสู่ตลาดโลกมากขึ้นจนกลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของเมืองไทยที่ร๊ากของเรา   

ก็เพราะเขากำหนดการผลิตโดยรัฐ และที่สำคัญรัฐเป็นผู้ตั้งเป้าว่าปีหน้าจะต้องผลิตให้ได้ยอดเท่าไหร่ เหมือนระบบธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป รัฐเองก็มีเป้าหมายที่จะโอนที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนเหมือนกัน แต่ค่อยๆทำไป น่าสนใจระบบฐานการผลิตแบบนี้ครับ เพราะต่างจากบ้านเราที่การผลิตเป็นอิสระ ใครเป็นเจ้าของที่ดินก็มีสิทธิที่จะปลูกอะไรก็ได้ ซึ่งผลออกมาก็เป็นแบบที่เรารู้เราเห็นกันอยู่   

ระบบการผลิตของเวียตนามจึงอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ของผู้นำเท่านั้นว่าจะให้ผลิตอะไรเท่าไหร่ เมื่อไหร่ อย่างไร .. ระบบเอกชนยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ทำให้ประเทศก้าวกระโดดจนพี่ไทยผวากันไปตามๆกัน ดูหนังสือพิมพ์บ้านเราหน้าเศรษฐกิจซิ ทุกสัปดาห์จะต้องมีเรื่องราวของเวียตนามปรากฏและสะดุ้งทุกทีที่กล่าวถึง เพราะการเจริญเติบโตของเขาเป็นสองเท่าของบ้านเรา 

พี่ไทยอย่าเผลอนะครับ  ฟุตบอลเขาก็ชนะเรามาแล้ว ระบบเศรษฐกิจเขาวิ่งตามตูดเรามาและกำลังแซงไปแล้ว..มัวแต่ทะเลาะกันอยู่นั่นแหละ เขาก็ยิ้มซิ เหมือนสมัยหนึ่งมีคำกล่าวว่า...นั่งอยู่บนภู ดูหมากัดกัน...