จาก "โรคไม่ชอบคำชม" นิตยสาร Spice, August 1999

"ผิวของคุณสวยจัง"
"เฮอะ หยาบยังงี้เนี่ยนะ"

"ชุดนี้หล่อจัง"
"อือ ถ้าคนอื่นใส่"

"ผมทรงนี้เท่ระเบิด"
"ก็เห็นอยู่ว่าหงอกแล้ว พูดออกมาได้ยังไงวะ"

ฯลฯ 

รู้สึกคุ้นๆ มั๊ยกับคำตอบทำนองนี้?

ทั้งๆ ที่คนเราชอบคำสรรเสริญเยินยอ  แต่ก็มีคนพวกหนึ่งทนรับฟังคำชมหรือเยินยอจากคนอื่นไม่ได้ ไม่รู้จักพูดขอบคุณเวลาได้รับคำชม แต่กลับหาทางพูดให้ร้ายตนเองมาตอบโต้  หรือไม่ก็พูดกลับไปทำนองว่า "จริงหรือเปล่า" พูดเป็นเล่น" "ตาบอดหรือไง"  อะไรประเภทนี้  

ถ้าเพื่อนชมว่า "แหม วันนี้หน้าตาดูสดใสจัง" คนจำพวกนี้ก็จะตอบทำนองว่า "เฮ่ย ตอนนี้มีแต่เรื่องเครียดทั้งนั้น" "เหรอ  เมื่อคืนนอนไม่หลับเลยเนี่ยนะ"

ทำไมบางคนจึงยอมรับคำชมไม่ได้ และตอบโต้ไปอย่างนั้น คงไม่ใช่เพื่อต้องการคำชมเพิ่มมากขึ้นอีก หรืออยากให้คนอื่นชมซ้ำย้ำให้ฟังอีกเป็นแน่

ทำไมคำชมจึงเป็นสิ่งที่ทำให้บางคนรู้สึกไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ ไม่มีความสุข
ตัวคุณเองรู้สึกอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า?
คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไมคนบางคนจึงตอบคำชมของคุณด้วยคำพูดที่ให้ร้ายตัวเองอย่างนั้น
นี่คือเหตุผลที่สรุปมาได้ 

การมองตัวเองในแง่ร้าย
คนบางคนประเมินตัวเองว่าด้อย คิดถึงตนเองในแง่ร้าย จึงเกิดอาการแปรเจตนารมณ์ของคำชมที่ได้รับเป็นอย่างอื่นที่ไม่ดีเกี่ยวกับตนเอง เช่น ถ้ามีใครชมว่า "นุ่งยีนตัวนี้แล้วคุณเท่จัง" ก็จะคิดว่าจริงๆแล้วคนพูดคงอยากจะว่าตนเองแต่งตัวไม่ถูกกาละเทศะ เป็นต้น

อาการให้ร้ายตนเองแบบนี้ มักจะเกิดเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับร่างกายและบุคลิกภาพ  เมื่อถูกชมว่า "คุณนี่ฉลาดจริงๆ" หรือ "คุณตลกจัง" ก็จะรู้สึกอัดอัดทันที  แบบนี้เป็นพวกที่ไม่มั่นใจในสติปัญญาความสามารถของตน
 
ไม่เคยได้รับคำชมในวัยเด็ก
การไร้ความสามารถที่จะรับคำชมได้อย่างสง่างาม  อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากประสบการณ์เดิมในวัยเด็กก็เป็นได้ ผู้ปกครองที่เข้มงวดบางคนไม่เคยพูดชมเชยลูกหลานของตนเลย ทำให้คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าจะแสดงออกอย่างไร และรู้สึกยากลำบากที่จะตอบรับคำชมของคนอื่น

ในสมัยก่อน ผู้หญิงจะถูกอบรมว่าต้องสงบเสงี่ยมหงิมงาม ไม่แสดงออกนอกหน้าว่าพอใจหรือไม่พอใจ จะกรี๊ดกร๊าดอย่างเดี๋ยวนี้ไม่ได้เป็นอันขาด ดังนั้น ผู้หญิงจะมีอาการเช่นนี้มากกว่าผู้ชาย

อย่างเช่นคุณชมพูเล่นเปียโนได้ดีมาก เมื่อจบการแสดงมีคนชม เธอไม่กล้าที่จะพูดว่า "ขอบคุณค่ะ ดิฉันก็รู้สึกว่าวันนี้เล่นได้ดี ตั้งใจซ้อมมากเลยค่ะ" แต่เธอจะตอบว่า "ดิฉันยังด้อยฝีมือค่ะ" หรือไม่ก็ "วันนี้ยังไม่ดีสำหรับดิฉันหรอกค่ะ" เป็นงั้นไป
 
สิ่งแอบแฝงหรือซ่อนเร้น
บ่อยครั้งในสังคม การที่คนเราไม่รับคำชมของคนอื่น เป็นเพราะไม่ไว้ใจกันและกัน คิดว่าอีกฝ่ายหวังอะไรบางอย่างจากตน หรือมีอะไรซ่อนเร้นอยู่ในคำชมเหล่านั้น เช่น ถ้ามีผู้ชายคนหนึ่งชมคุณสมร เธอก็จะคิดว่าเขามาจีบหรือต้องการให้เธอช่วยทำอะไรบางอย่างให้

หลายคนคงเคยได้รับคำชมว่า "เธอเก่งจัง" แล้วตามด้วย "อยากให้ช่วย...ให้หน่อยได้มั๊ย"
ใครที่ได้รับคำชม แล้วตามด้วยคำขอร้องให้ทำโน่นทำนี่บ่อยๆ เข้า ก็จะพัฒนาความรู้สึกไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อใจว่าเวลาได้ยิน จะเป็นคำชมที่บริสุทธิ์ใจ หากแต่ชมเพราะหวังบางสิ่งบางอย่างจากตน

บางครั้งก็เกี่ยวกับลักษณะของคนที่ชมด้วย ถ้าคนชมฉลาดกว่า สวยกว่า  คนที่ได้รับคำชมมักจะไม่ชอบใจ รู้สึกว่าเป็นคำชมที่ไม่จริงใจ
 
กลัวที่จะยอมรับ
บางคนกลัวคำชมเพราะเกรงว่าเมื่อมีคนชมมาก  ตนเองจะเป็นจุดเด่น ทำให้เป็นที่หมั่นไส้หรืออิจฉาของคนอื่นๆ

บางคนกลัวที่จะได้รับคำชมในตอนแรก จนกว่าจะมีคนอื่นๆ มาชมในเรื่องเดียวกันซ้ำๆ เสียก่อนจึงจะถึงจุดที่พูดว่า "ขอบคุณ ฉันก็ว่ายังงั้นเหมือนกัน" ทั้งนี้ก็เพราะต้องได้ยินจากหลายปากซะก่อน จึงจะเกิดความมั่นใจว่าเป็นจริง

โรคไม่ชอบคำชมน่าจะเป็นความผิดปกติทางจิตใจที่รักษาได้ไม่ยาก แต่ถ้าอาการรุนแรงก็คงต้องพึ่งจิตแพทย์

แล้วจะต้องทำอย่างไร 
สำหรับคนที่บางครั้งรู้สึกไม่สบายใจเวลาที่มีคนชม ลองเปลี่ยนปฏิกิริยาที่เคยโต้ตอบด้วยการให้ร้ายตนเองหรือตอบกลับให้คนชมรู้สึกไม่ดี มาเป็นคำพูดง่ายๆว่า "ขอบคุณ" และตามด้วยรอยยิ้ม จะดีกว่า

นอกจากนั้น ลองฝึกมองดูตนเองในกระจก หาคำพูดเพราะๆดีๆมาชมตัวเอง พูดดังๆ เพื่อฝึกรับฟังคำชมจากเสียงของตนเองโดยไม่คิดหาข้อโต้แย้งร้ายๆ ขึ้นมา

เวลาที่ได้รับคำชม ไม่ว่าตัวเองจะคิดยังไง คำตอบควรเป็นคำที่อยู่ในวงเล็บเท่านั้น  ไม่จำเป็นต้องแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเรารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง หรือไม่เชื่อสิ่งที่เขาชม 

คำชม:  บ้านสวยจังเลย
คำตอบ:  รกไปหน่อยค่ะ (ขอบคุณ)
คำชม: อาหารอร่อยมาก คุณทำกับข้าวเก่งจริงๆ
คำตอบ: ฉันว่าวันนี้ออกจะเค็มไปนิด  (ขอบคุณ)
คำชม: สูทสีน้ำเงินสดอย่างนี้คุณใส่แล้วดูดีจริงๆ
คำตอบ: สีอื่นๆที่เคยใส่มันแย่หรือไง (ขอบคุณ)

โรคนี้หายได้ด้วยคำวิเศษ 2 พยางค์เท่านั้นคือ ขอบคุณ