ถนนคอนกรีตอันยาวเหยียด
สูงเนิน, โคราช
๒๘ พฤษภา ๕๐
๑๒ : ๕๕ น.
.....
พ่อครับ
ผมเขียนบันทึกนี้ด้วยโน้ตบุ๊คคู่ชีพในขณะที่กำลังนั่งรถตู้มหาวิทยาลัยมุ่งหน้ามายังกรุงเทพฯ
นานมากแล้วที่ผมชวนตัวเองให้เขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ว่ายวนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ทุกครั้งก็ได้แต่ขานรับอย่างเงียบ ๆ ทั้งที่ห้วงภายในกลับอัดแน่นด้วยเรื่องราวอันหลากล้น และเรื่องราวเหล่านั้น ต่างก็เฝ้ารอวันที่จะกรีดกรายออกมาท่องโลกในรูปลักษณ์ของตัวหนังสือ แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ไม่สามารถจัดการกับเวลาแห่งความปรารถนานั้นได้สักที,
พ่อครับ, การเกิดเป็นลูกคนสุดท้องของพ่อ ไม่ได้สร้างความภูมิใจให้กับผมเท่ากับการได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ .. เพราะเมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นที่ดูเหมือนลูกคนเล็กจะต้องได้รับอาณัติแห่งชีวิตเหนือคนอื่น ๆ ไปโดยปริยาย แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ใคร่ได้รับโอกาสเช่นนั้นเลย กระนั้นผมก็ยังอยากจะบอกพ่อว่า ห้วงเวลาทั้งหมดที่ผ่านมา ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็น “ปมด้อย” สำหรับผมเลยแม้แต่น้อย
แต่อย่างไรผมก็ยอมรับว่า บางครั้งก็สั่นไหวต่อภาวะเช่นนั้นอยู่ไม่น้อย, (ภาวะที่มันเรียกตัวมันเองว่าปมด้อย) และะถึงแม้มันจะก่อตัวขึ้นอย่างลึกเร้น พร้อมพยายามอย่างเหลือทนในการกัดเกาะให้ผมรู้สึกว่าราวกับว่า ”ผมเป็นลูกคนสุดท้อง” ที่สุดแสนจะอาภัพ แต่สิ่งนั้นก็ได้แต่พยายาม..... และพยายามเท่านั้น เพราะผมไม่เคยพ่ายพับไปกับการคุมคามของมันเลย
หวนย้อนกลับไปในเทศกาลแห่งการเปิดเรียน จากประถมถึงมัธยมต้น ผมไม่เคยได้มีโอกาสได้ซื้อหนังสือเรียนเล่มใหม่, ผมไม่รู้เลยว่ากลิ่นหอมของกระดาษที่อัดแน่นในหนังสือเล่มงามนั้นหอมกรุ่นและตื่นตาเตะใจสักปานใด, ผมแทบไม่เคยได้ใส่เสื้อนักเรียนตัวใหม่, ไม่เคยมีกางเกงวอร์มตัวใหม่, เพราะทุกอย่างผมต้องรับมรดกทางการศึกษานี้จากพี่ชายผู้เป็นที่รักของผม !
พ่อครับ, สมุดก็เช่นเดียวกันนั่นแหละ ผมเองยังต้องรับมรดกเหลือใช้จากพี่ชายอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ถึงแม้บางครั้งในเบื้องลึกของผมจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่มันก็เป็นแต่เพียงคำถามในห้วงสั้น ๆ ที่ก่อตัวขึ้นและพร้อมที่จะจากพรากไปในชั่วข้ามวัน เพราะผมไม่เคยรู้สึกขาดเขินและขาดแคลนในสิ่งเหล่านั้นเลยสักนิด หากแต่กลับรู้สึกถึงสถานะและความพอเพียงในสิ่งนั้นอย่างอิ่มสุข และความรู้สึกนั้นก็ตกผลึกเป็นตะกอนความคิดอันมีค่าฝังแน่นเป็นรากลึกอยู่ในตัวตนของผมสืบมาจนบัดนี้
พ่อครับ, ผมจำได้เสมอว่า ครั้งหนึ่งผมได้รับประกาศนียบัตรนักเรียนดีเด่นระดับจังหวัดจากรัฐมนตรีท่านหนึ่ง วันนั้น, ผมใส่เสื้อนักเรียนที่มีรอยปะอยู่ด้านหลัง ด้านหน้าของเสื้อมีร่องรอยเลือดกำเดาเกรอะกรังอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับใครอื่นที่ยืนเรียงรายอยู่ในแถวเดียวกัน
พ่อครับ, ครั้งหนึ่งผมต้องไปแสดงเป็นพิธีกรในวันเด็กแห่งชาติ ผมจำบรรยากาศก่อนวันงานได้เป็นอย่างดี แม่ต้องบากหน้าไปยืมกางเกงนักเรียนสีกากี “ซิบแตก” จากลูกชายของญาติข้างบ้านมาให้ผมสวมใส่ และแม่นั่นแหละ คือผู้ที่ควานหาเข็มกลัดเล็ก ๆ มากลัดยึดตรงเป้ากางเกงไว้อย่างแนบเนียน เพื่อให้อวัยวะที่มีชีวิตส่วนหนึ่งของผมได้เก็บตัวอยู่อย่างมิดชิด ซึ่งมันก็ลดความประหม่าและเขินอายได้อย่างดีเยี่ยม
พ่อครับ, ในทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน ผมมีภารกิจอันสำคัญที่ต้องหิ้วปิ่นโตไปวัดอย่างไม่ว่างเว้น ผมทานข้าวเช้าที่วัด ห่ออาหารและข้าวก้นบาตรไปเป็นอาหารเที่ยงที่โรงเรียน และวิถีเช่นนั้นก็ดำเนินไปตลอดห้วงเวลาที่เรียนในระดับชั้นประถม...
และผมก็ไม่เคยรู้สึกอายที่ใครต่อใครก็เรียกผมว่า “เด็กวัด” ...
พ่อครับ, ในฤดูฝนที่สายฝนสาดซัดอย่างหน่วงหนัก ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสเรียนรู้การ “ถอนกล้าและปักดำ” อย่างที่ลูกชาวนาคนหนึ่งพึงเรียนรู้และใช้ชีวิตกับวิถีเหล่านั้นอย่างเต็มตัว แต่ผมกลับต้องรับหน้าที่ที่พ่อมอบหมายให้อย่างไม่มีข้อแม้ โดยการต้อนฝูงวัวออกไปเลี้ยงตามป่าโคกท้ายหมู่บ้าน หรือไม่ก็ลัดเลาะไปตามสองฝั่งฟากของลำน้ำในเขื่อนลำปาว
นั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้ว่า ผมโตแล้ว โตพอที่จะมีหน้าที่ที่ต้องทำ ! โตพอที่จะต้องมีหน้าที่ให้รับผิดชอบ !
พ่อครับ, ภาพที่พ่อกำลังไถคราดแปลงนาในท้องทุ่งยังคงแจ่มชัดอยู่อย่างไม่รู้จาง - บางครั้งผมได้มีโอกาสยืนเกาะอยู่บนคราดที่ถูกลากโดยเจ้าทุยผู้ชำนาญทุ่ง บางครั้งผมดุ่มเดินตามรอยไถของพ่อเพื่อก้มเก็บไส้เดือนและปลาตัวน้อยใหญ่อย่างสนุกสนาน
พ่อไม่เคยบอกหรือสอนว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร เป็นมาอย่างไร สำคัญแค่ไหน แต่ผมก็รู้และสัมผัสได้ว่า มันคือชีวิตของพ่อ มันคือลมหายใจของคนที่พ่อรัก ... มันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อทำให้กับคนในครอบครัว หรือแม้แต่ญาติมิตรอีกจำนวนมาก
พ่อครับ, ผมเข้าใจเช่นนี้ถูกหรือเปล่า พ่อกำลังสอนให้ผมรู้ว่าชีวิตคนเราเรียนรู้จากผืนดินมากกว่าตัวหนังสือที่เรียงตนอย่างเป็นแบบแผนในตำราอันมากมาย ...
ในห้วงนั้น, ทั้ง ๆ ที่มันคือชีวิตอันยิ่งใหญ่ของพ่อที่มีต่อผม แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วทำไมพ่อถึงไม่อยากให้ผมต้องใช้ชีวิตด้วยการฝังตัวเองอยู่กับท้องทุ่ง, คราดไถและปักดำเหมือนอย่างที่พ่อกำลังกรำงานแห่งชีวิตนั้นเรื่อยมาและก็ไม่ยอมปล่อยวางมาจนบัดนี้
พ่อเคยบอกผมว่า .. ชาวนาคือผู้ยิ่งใหญ่ เป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ ซึ่งตอนนั้นผมยังเด็กเกินกว่าที่จะรู้ได้ว่า “ประเทศชาติ” มีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ส่วนหนึ่งที่ผมพอจะเข้าใจในคำที่พ่อบอกย้ำก็คือ การปรารถนาให้ผมได้ดิบได้ดี เป็นข้าราชการสนองคุณแผ่นดินเพื่อรับใช้พระเจ้าแผ่นดิน ... สิ่งนั้นยังคงก้องกระหึ่มอยู่ในตัวตนของผม
ทุกครั้งที่ผมใส่ชุดปกติขาว ผมสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า ชาวนาผู้ทรงเกียรติอย่างพ่อมองชุดนั้นด้วยแววตาอันปลื้มปิติ ตรงกันข้ามกับแม่ที่เขินอายและค่อนข้างไม่กล้าเข้าใกล้ชุดปกติขาวนั้นอย่างเห็นได้ชัด
พ่อครับ, ถึงแม้ผมไม่คุ้นชินกับการแสดงความรักต่อพ่ออย่างที่ควรจะเป็น ทั้งการไม่เคยไหว้ ไม่เคยสวมกอด แต่ผมก็เชื่อว่า พ่อรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว หัวใจของผมอัดแน่นไปด้วยความรักที่มีต่อพ่ออย่างมหาศาล
พ่อครับ, บันทึกฉบับแรกฉบับนี้ คือ การบันทึกความรักของผมที่มีต่อคนของความรักที่มีชื่อว่า “พ่อ” ...พ่อ ที่ซึ่งเป็นชาวนาผู้กรำงานอันหน่วงหนักอยู่กลางทุ่ง ชาวนาผู้มีลูกคนเล็กเป็นข้าราชการที่ยากไร้ แต่ไม่ไร้เกียรติ ขณะที่พี่ทั้งหลายของผมมีอันต้องชะตากรรมเป็นผู้สืบต่ออาชีพชาวนาแห่งท้องทุ่งแทนพ่ออย่างหนักหน่วง
บันทึกนี้, ผมคงเขินอายที่จะให้พ่อได้อ่านด้วยตนเอง แต่ผมก็หวังว่าในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กชายแผ่นดิน โตขึ้นและอ่านหนังสือออก ผมจะให้เขาได้อ่านบันทึกนี้ให้พ่อฟัง ... พ่อจะได้รู้ว่า ลูกคนเล็กของพ่อรักพ่อมากแค่ไหน และเด็กชายแผ่นดินเองก็จะรู้ว่า ...ชื่อของเขา มีความหมายอย่างไร เกี่ยวข้องกับความฝันใฝ่ของคุณปู่ (ชาวนาผู้ยากไร้) เช่นใดบ้าง
รักพ่อ
ลูกชายคนเล็ก
๑๓ : ๕๘
สระบุรี...
จริงๆ แล้วเป็นสิ่งดีและไม่ใช่เรื่องน่าอายนะคะที่จะบอกคนที่เรารักให้รู้ว่า...เรารักเขาแค่ไหน กอดสักนิดนึงยิ่งดี ครั้งแรกๆ อาจจะเขิน พอทำบ่อยๆ เข้าเดี๋ยวก็ชินไปเอง แถมจะรู้สึกด้วยว่าถ้าไม่ได้ทำก็เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง
แหมแต่วิธีที่ให้หลานอ่านให้ฟังก็เข้าท่าค่ะ สงสัยว่าปู่ฟังแล้วต้องแอบไปร้องให้เพราะซาบซึ้ง ต้องบอกคุณหลานให้หัดอ่านคล่องๆ ก่อนนะคะ เดี๋ยวอ่านไปสะกดไปคุณปู่หลับพอดี : )
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
เข้ามาเป็นครั้งที่ 4 ด้วยความเต็มใจอย่างที่สุดเพื่อที่จะโพสต์ความเห็นให้ได้ ( สิน่า )..
เพราะอ่านแล้วซาบซึ้งกับแง่งามของความรักที่ฉายชัดอยู่ในทุกตัวอักษร..
ยิ่งอ่านหลายๆเที่ยวยิ่งรู้สึกว่า
ความขาดแคลน ความขัดสนไม่ได้ทำให้ทุกอย่างสูญสิ้น..
เพราะความรักช่วยให้เราเอื้อมเก็บดวงดาวจากฟากฟ้าได้..
ความรักช่วยให้เราเติบโตกว่าที่เราเป็นได้..
ความรักเปิดเผยสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเราและทำให้ตัวตนภายในของเราเปล่งประกาย..
ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ของคุณแผ่นดินที่สร้างสรรค์บุคคลที่ " ดีงาม " คนหนึ่งให้กับสังคมนี้ด้วยความรักจากส่วนลึกของหัวใจท่านทั้งสองคน..
ขอบคุณคนของความรักที่เขียนบันทึกนี้ได้อย่างงดงามที่สุด..ขอบคุณค่ะ
แวะมาทักทาย ด้วยคิดถึงค่ะ
สวัสดีค่ะ
ซึ้งจัง ขอให้รวบรวมความกล้า ไปกอดคุณพ่อซักครั้งซีคะ
ทำไมคุณกอดลูกได้วันละไม่รู้กี่ครั้ง จะกอดพ่อบ้างไม่ได้
นี่คือ ค่านิยมของคนสมัยเก่าที่ ไม่ค่อยนิยม แสดงความรักต่อลูกอย่างเปิดเผย กลัวลูกได้ใจว่าพ่อแม่รัก
แต่สมัยนี้ เราต้องแสดงค่ะ ไม่พร่ำเพรื่อ แต่ต้องบ่อยๆ ลูกจะสนิทกับพ่อแม่ และผูกพันมากค่ะ
พี่เองกอดลูกชายตั้งแต่เกิด จนถึงปัจจุบันนะคะ รักเขาค่ะ ลูกและหลานคือที่สุดแห่งความรักแล้วค่ะ
สวัสดีครับ
ขอบคุณนะครับสำหรับการมาเยือน -
ผมเองก็เฝ้าถามตนเองเสมอว่าทำไมคนในครอบครัวถึงไม่แสดงความรักด้วยการโอบกอดกันและกัน นั่นคือคำถามที่วนเวียนอยู่กับผมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน,
ไม่ได้ทำก็เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง ... นี่คือสิ่งที่ผมกำลังรู้สึกว่าขาดหายไปมาอย่างยาวนาน และรู้ทั้งรู้แต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะแสดงออกมา
คงไม่เกินสองปีครับ..ที่หลาน ๆ จะได้อ่านบันทึกนี้ให้คุณปู่ได้ฟังและผมคงมีความสุขมากที่เสียงของผมเป็นส่วนหนึ่งในเสียงของคนอ่านที่สื่อสารไปยังพ่อ...
ขอบคุณอีกครั้ง, นะครับ
สวัสดีครับ
อ่านด้วยความรู้สึก เต็มตื้น และชื่นชม
อาจารย์ เขียนได้ดี เหมือนเคย
ไม่สามารถรอที่จะเอาไว้คราวหน้า พอเห็นต้องอ่านเมื่อเจอ ทันที
งดงามค่ะ งดงามมาก สำหรับความรู้สึกดีๆ ที่ลูกชาย มีกับพ่อ
สวัสดีค่ะ...คุณแผ่นดิน
พี่ค้าบพี่มีอารายหลายๆอย่างที่ผมดันไปเหมือนกับพี่อีกอ่ะค้าบ เพราะผมก้อเป็นลูกคนสุกท้อง และผมต้องรับเอาสิ่งที่เรียกว่ามรดกทางการศึกษามาโดยตลอดอ่ะค้าบ แต่ที่ต่างก็คือผมไม่ได้เป็นลูกชาวนาอันทรงเกียรติเหมือนพี่ และชีวิตการได้ใช้มรดกทางการศึกษาไม่ถึงกับขั้นที่พี่ได้รับ ผมยอมรับว่าผมได้รับความสะดวกสบายกว่าพี่มากมายมหาศาลเลยทีเดียว แต่พี่รู้มั้ยค้าบว่าผมปรารถนาที่อยากจะกลับไปมีพี่ชายอีกสักครั้ง คือว่าผมต้องสูญเสียพี่ชายผมไปตั่งแต่ผมอายุได้ 12 ปี คือพี่ชายผมได้จบชีวิตตัวเองลงตอนที่เค้าอายุได้ 15 ปี ดังนั้นผมจึงต้องได้อยู่อย่างไร้ซึ่งพี่ชายมาโดยตลอด ผมบอกกับตัวเองเสมอว่าผมไม่ต้องการสิ่งบำรุงทางการศึกษาชิ้นใหม่ แต่สิ่งที่ผมต้องการก้อคือ สิ่งที่เรียกว่า มรดกทางการศึกษาจากพี่ชายคนนี้ของผม
และผมก้อตั้งคำถามกับตัวเองเสมอมาว่าทำไมตอนที่พี่ชายเราอยู่เราถึงไม่รู้สึกรักพี่เราเลย แต่ทำไมตอนที่ไร้วึ้งชีวิตของเค้าเราถึงรักเค้ามากขนาดนี้ สิ่งที่ผมโหยหามาโดยตลอด 8 ปี คือคำว่า พี่ชาย
8 ปี ที่ผมพยายามหามันผมก้อรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้และผมก้อพยายามหาสิ่งอื่นใดเข้ามาทดแทนแต่ก้อไม่สามารถที่จะทำให้ผมยอมรับได้เท่าที่ควร แต่ตอนนี้ผมได้เจอพี่ชายที่ผมคิดว่าเค้าจะช่วยเติมให้ผมได้ไม่มากก้อน้อยได้ และผมอยากจะบอกเลยว่า พี่คือพี่ชายที่ผมอยากจะขอความเติมเต็มในชีวิตนี้ของผม ถ้าพี่ไม่รังเกียรติที่จะเติมเต็มให้ผม ผมจะยินดีเป็นอย่างสูง
......น้องสภา.............
สวัสดีครับ
ด้วยความสัตย์จริง, ผมว่าคุณเบิร์ดเป็นอีกคนที่มีลักษณะเด่นในทางการใช้ภาษา และแหลมคมในทางความคิด สังเกตจากเรื่องที่เขียนบันทึกนั้น มีแง่งามและแง่มุมที่น่าคิด น่าสนใจ - ชวนต่อต่อการแลกเปลี่ยน ขบคิด และร่วมสังเคราะห์เนื้อหา หรือประเด็นอย่างมหาศาล ซึ่งสถิติการเข้าดูน่าจะยืนยันว่าคุณเบิร์ดได้กลายเป็นบันทึกแห่งสาธารณะเป็นที่ชัดเจนแล้ว
.....
ความขาดแคลน ความขัดสนไม่ได้ทำให้ทุกอย่างสูญสิ้น..
เพราะความรักช่วยให้เราเอื้อมเก็บดวงดาวจากฟากฟ้าได้..
ความรักช่วยให้เราเติบโตกว่าที่เราเป็นได้..
ความรักเปิดเผยสิ่งที่ดีที่สุดในตัวเราและทำให้ตัวตนภายในของเราเปล่งประกาย
....
ขอบคุณในกระบวนความข้างต้น - ทุกคำและทุกความหมาย ครับ....
สวัสดีครับ
ผมไม่เคยสูญเสียความมั่นใจในความศรัทธาที่มีต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งหมายถึงการศรัทธาต่อความรักด้วยเช่นกัน และเชื่อเสมอมาว่า ในแง่มุมันอัปลักษณ์ของชีวิตมีผลึกอันเป็นแง่งามของชีวิตแฝงซ่อนอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
ชีวิต...ดำเนินไปได้ เพราะมนุษย์ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อปัญหาและไม่เคยที่ละทิ้งต่อศรัทธาที่มีต่อการดำเนินชีวิต
ผมเหยื่อยต่อการขับเคี่ยวกับเรื่องราวในอดีตที่ยังเป็นปัจจุบันของผม แต่บางครั้งก็รู้สึกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราขาดไม่ได้ ซึ่งบ่อยครั้งมันก็ช่วยให้ชีวิตดูจะรื่นเริงขึ้นมาไม่น้อยเช่นกัน
ขอบคุณมากครับ..และขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตและหวนรำลึกถึงความสุขในวันและวัยที่ล่วงผ่านมาแล้ว, นะครับ
กับอีกบทหนึ่งของชีวิต ได้อ่านเรื่องราวของคุณแผ่นดินที่ไร
ไม่ใช่ได้อัถะของบทความ แต่ได้อัถะของบทชีวิตไปด้วยทุกที
บทนี้ ทำให้ย้ำคิดได้ว่า ผลแห่งการทำดีย่อมได้ดีไปด้วย
การกำเนิดเกิดก่อ จากที่ใด จากใคร นั้นก็ไม่สำคัญ เท่ากับการกระทำ ต่อจากนั้นไป
..
ในบทจบของบทบันทึก ได้เห็นถึงความภูมิใจที่ใครเล่าจะเท่าผู้บันทึก
...
อ่านแล้ว บทชีวิตผมอยู่ไหนหนอ
เป็นการเรียงร้อยถ้อยคำที่แสดงความรู้สึกได้ประทับใจมาก ๆ ครับ...
ผมว่า...น่าจะดีกว่านะครับ ถ้าพ่อจะได้รับรู้ความรู้สึกนี้ในวันนี้ ดีกว่าต้องรออีกตั้ง 2 ปี...
ผมก็เป็นลูกคนสุดท้องครับ และผมก็เข้าใจความรู้สึกหลาย ๆ อย่างของลูกคนสุดท้องดีครับ...
นอกเหนือจากความงดงามของภาษาในบันทึกนี้แล้ว สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือความรักที่ลูกคนหนึ่งอยากบอกพ่อครับ...
ขอบคุณมากครับ...
สวัสดีครับ
กำลังจะเข้าห้องประชุม, นิสิตยังมาไม่ถึง จึงแวะหลบมาเข้าบล็อกเติมเต็มกำลังใจสักยก
ผมเองก็หลับตานึกภาพไม่ชัดเหลือเกินว่าในวัยเด็กพ่อโอบกอดผมมาก หรือน้อย... แต่นั่นมันไม่สำคัญแล้ว เพราะปัจจุบันนี้ ผมสัมผัสได้อย่างเหลือล้นว่าท่านรักและเป็นห่วงผมมาก ...
และเมื่อเราเป็นพ่อคนเราก็ยิ่งรู้และเข้าใจในบางคำถามของวันที่ล่วงมา
....
ขอบพระคุณมากครับ
สวัสดีครับ
ได้ยินเรื่องเล่าสั้นจากลุกคนเล็กเหมือนกัน พลอยให้โลกนี้ไม่เงียบเหงาขึ้นมาเท่าตัว
ผมเป็นกำลังใจให้เช่นกันนะครับ...และขอให้ลูกคนเล็กคนนี้สู้ ๆ อย่างไม่ย่อท้อต่อไป -
ขอบคุณนะครับที่แวะมาทักทาย,,,
สวัสดีครับ
การเขียนบันทึกในขณะที่รถกำลังแล่นตะบึงเป็นเรื่องยาก แต่ผมก็มีความสุขที่ได้เขียนบันทึกนี้และหลังนำมาเผยแพร่เป็นบันทึกก็ยิ่งมีความสุขที่ได้บอกเรื่องราวของตนเองและคนที่ตนเองรัก ซึ่งแม้จะดูเป็นเรื่องส่วนตัวมากไปหน่อย แต่ผมเชื่อว่า มันมีความเป็น "ส่วนรวม" อยู่บ้างเหมือนกัน
อันที่จริงก็คิดนานและนานมากว่าจะนำมาเผยแพร่ดีมั๊ย แต่ท้ายที่สุดก็นำมาบอกกล่าวต่อผู้คน...
ในอนาคตอันใกล้จะเป็นบันทึกที่รวมเป็นนวนิยายเล่มแรกของผมก็เป็นได้
...
ขอบคุณครับ