การเกิดเป็นลูกคนสุดท้องของพ่อ ไม่ได้สร้างความภูมิใจให้กับผมเท่ากับการได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ

ถนนคอนกรีตอันยาวเหยียด

   

สูงเนิน, โคราช

   

๒๘  พฤษภา  ๕๐

   

๑๒ : ๕๕  น.

 

.....   

พ่อครับ

     

ผมเขียนบันทึกนี้ด้วยโน้ตบุ๊คคู่ชีพในขณะที่กำลังนั่งรถตู้มหาวิทยาลัยมุ่งหน้ามายังกรุงเทพฯ  

 

   

นานมากแล้วที่ผมชวนตัวเองให้เขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ  ที่ว่ายวนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต   แต่ทุกครั้งก็ได้แต่ขานรับอย่างเงียบ ๆ  ทั้งที่ห้วงภายในกลับอัดแน่นด้วยเรื่องราวอันหลากล้น  และเรื่องราวเหล่านั้น  ต่างก็เฝ้ารอวันที่จะกรีดกรายออกมาท่องโลกในรูปลักษณ์ของตัวหนังสือ     แต่จนแล้วจนรอด  ผมก็ไม่สามารถจัดการกับเวลาแห่งความปรารถนานั้นได้สักที,

 

 

พ่อครับ,   การเกิดเป็นลูกคนสุดท้องของพ่อ  ไม่ได้สร้างความภูมิใจให้กับผมเท่ากับการได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อ ..  เพราะเมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นที่ดูเหมือนลูกคนเล็กจะต้องได้รับอาณัติแห่งชีวิตเหนือคนอื่น ๆ ไปโดยปริยาย   แต่สำหรับผมแล้ว  ผมไม่ใคร่ได้รับโอกาสเช่นนั้นเลย   กระนั้นผมก็ยังอยากจะบอกพ่อว่า   ห้วงเวลาทั้งหมดที่ผ่านมา  ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็น ปมด้อย  สำหรับผมเลยแม้แต่น้อย  

    

แต่อย่างไรผมก็ยอมรับว่า  บางครั้งก็สั่นไหวต่อภาวะเช่นนั้นอยู่ไม่น้อย,   (ภาวะที่มันเรียกตัวมันเองว่าปมด้อย)  และะถึงแม้มันจะก่อตัวขึ้นอย่างลึกเร้น  พร้อมพยายามอย่างเหลือทนในการกัดเกาะให้ผมรู้สึกว่าราวกับว่า  ผมเป็นลูกคนสุดท้อง   ที่สุดแสนจะอาภัพ  แต่สิ่งนั้นก็ได้แต่พยายาม.....   และพยายามเท่านั้น   เพราะผมไม่เคยพ่ายพับไปกับการคุมคามของมันเลย

 

 

    

หวนย้อนกลับไปในเทศกาลแห่งการเปิดเรียน   จากประถมถึงมัธยมต้น  ผมไม่เคยได้มีโอกาสได้ซื้อหนังสือเรียนเล่มใหม่,  ผมไม่รู้เลยว่ากลิ่นหอมของกระดาษที่อัดแน่นในหนังสือเล่มงามนั้นหอมกรุ่นและตื่นตาเตะใจสักปานใด,  ผมแทบไม่เคยได้ใส่เสื้อนักเรียนตัวใหม่, ไม่เคยมีกางเกงวอร์มตัวใหม่,  เพราะทุกอย่างผมต้องรับมรดกทางการศึกษานี้จากพี่ชายผู้เป็นที่รักของผม !

 

 

  

พ่อครับ,  สมุดก็เช่นเดียวกันนั่นแหละ  ผมเองยังต้องรับมรดกเหลือใช้จากพี่ชายอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

 

 

   

ถึงแม้บางครั้งในเบื้องลึกของผมจะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง   แต่มันก็เป็นแต่เพียงคำถามในห้วงสั้น ๆ  ที่ก่อตัวขึ้นและพร้อมที่จะจากพรากไปในชั่วข้ามวัน   เพราะผมไม่เคยรู้สึกขาดเขินและขาดแคลนในสิ่งเหล่านั้นเลยสักนิด  หากแต่กลับรู้สึกถึงสถานะและความพอเพียงในสิ่งนั้นอย่างอิ่มสุข   และความรู้สึกนั้นก็ตกผลึกเป็นตะกอนความคิดอันมีค่าฝังแน่นเป็นรากลึกอยู่ในตัวตนของผมสืบมาจนบัดนี้

 

 

  

พ่อครับ,  ผมจำได้เสมอว่า  ครั้งหนึ่งผมได้รับประกาศนียบัตรนักเรียนดีเด่นระดับจังหวัดจากรัฐมนตรีท่านหนึ่ง   วันนั้น,  ผมใส่เสื้อนักเรียนที่มีรอยปะอยู่ด้านหลัง  ด้านหน้าของเสื้อมีร่องรอยเลือดกำเดาเกรอะกรังอยู่อย่างชัดเจน   ซึ่งมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับใครอื่นที่ยืนเรียงรายอยู่ในแถวเดียวกัน

 

 

   

พ่อครับ,  ครั้งหนึ่งผมต้องไปแสดงเป็นพิธีกรในวันเด็กแห่งชาติ  ผมจำบรรยากาศก่อนวันงานได้เป็นอย่างดี   แม่ต้องบากหน้าไปยืมกางเกงนักเรียนสีกากี  ซิบแตก  จากลูกชายของญาติข้างบ้านมาให้ผมสวมใส่   และแม่นั่นแหละ  คือผู้ที่ควานหาเข็มกลัดเล็ก ๆ  มากลัดยึดตรงเป้ากางเกงไว้อย่างแนบเนียน   เพื่อให้อวัยวะที่มีชีวิตส่วนหนึ่งของผมได้เก็บตัวอยู่อย่างมิดชิด  ซึ่งมันก็ลดความประหม่าและเขินอายได้อย่างดีเยี่ยม

 

 

  

พ่อครับ,  ในทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน  ผมมีภารกิจอันสำคัญที่ต้องหิ้วปิ่นโตไปวัดอย่างไม่ว่างเว้น   ผมทานข้าวเช้าที่วัด  ห่ออาหารและข้าวก้นบาตรไปเป็นอาหารเที่ยงที่โรงเรียน  และวิถีเช่นนั้นก็ดำเนินไปตลอดห้วงเวลาที่เรียนในระดับชั้นประถม...

 

 

   

และผมก็ไม่เคยรู้สึกอายที่ใครต่อใครก็เรียกผมว่า เด็กวัด ... 

 

 

   

พ่อครับ,  ในฤดูฝนที่สายฝนสาดซัดอย่างหน่วงหนัก   ผมไม่ค่อยได้มีโอกาสเรียนรู้การ ถอนกล้าและปักดำ  อย่างที่ลูกชาวนาคนหนึ่งพึงเรียนรู้และใช้ชีวิตกับวิถีเหล่านั้นอย่างเต็มตัว  แต่ผมกลับต้องรับหน้าที่ที่พ่อมอบหมายให้อย่างไม่มีข้อแม้  โดยการต้อนฝูงวัวออกไปเลี้ยงตามป่าโคกท้ายหมู่บ้าน  หรือไม่ก็ลัดเลาะไปตามสองฝั่งฟากของลำน้ำในเขื่อนลำปาว 

 

 

   

นั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้ว่า   ผมโตแล้ว   โตพอที่จะมีหน้าที่ที่ต้องทำ ! โตพอที่จะต้องมีหน้าที่ให้รับผิดชอบ !    

 

พ่อครับ,  ภาพที่พ่อกำลังไถคราดแปลงนาในท้องทุ่งยังคงแจ่มชัดอยู่อย่างไม่รู้จาง -   บางครั้งผมได้มีโอกาสยืนเกาะอยู่บนคราดที่ถูกลากโดยเจ้าทุยผู้ชำนาญทุ่ง  บางครั้งผมดุ่มเดินตามรอยไถของพ่อเพื่อก้มเก็บไส้เดือนและปลาตัวน้อยใหญ่อย่างสนุกสนาน 

 

 

 

   

พ่อไม่เคยบอกหรือสอนว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร  เป็นมาอย่างไร  สำคัญแค่ไหน  แต่ผมก็รู้และสัมผัสได้ว่า  มันคือชีวิตของพ่อ  มันคือลมหายใจของคนที่พ่อรัก  ... มันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อทำให้กับคนในครอบครัว  หรือแม้แต่ญาติมิตรอีกจำนวนมาก

 

 

 

 

 

พ่อครับ,  ผมเข้าใจเช่นนี้ถูกหรือเปล่า  พ่อกำลังสอนให้ผมรู้ว่าชีวิตคนเราเรียนรู้จากผืนดินมากกว่าตัวหนังสือที่เรียงตนอย่างเป็นแบบแผนในตำราอันมากมาย ...

 

 

 

   

ในห้วงนั้น,  ทั้ง ๆ ที่มันคือชีวิตอันยิ่งใหญ่ของพ่อที่มีต่อผม   แต่ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า  แล้วทำไมพ่อถึงไม่อยากให้ผมต้องใช้ชีวิตด้วยการฝังตัวเองอยู่กับท้องทุ่ง, คราดไถและปักดำเหมือนอย่างที่พ่อกำลังกรำงานแห่งชีวิตนั้นเรื่อยมาและก็ไม่ยอมปล่อยวางมาจนบัดนี้

 

 

 

   

พ่อเคยบอกผมว่า  .. ชาวนาคือผู้ยิ่งใหญ่   เป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ  ซึ่งตอนนั้นผมยังเด็กเกินกว่าที่จะรู้ได้ว่า ประเทศชาติ  มีหน้าตาเป็นอย่างไร   แต่ส่วนหนึ่งที่ผมพอจะเข้าใจในคำที่พ่อบอกย้ำก็คือ  การปรารถนาให้ผมได้ดิบได้ดี  เป็นข้าราชการสนองคุณแผ่นดินเพื่อรับใช้พระเจ้าแผ่นดิน ...  สิ่งนั้นยังคงก้องกระหึ่มอยู่ในตัวตนของผม 

 

 

 

   

ทุกครั้งที่ผมใส่ชุดปกติขาว  ผมสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า   ชาวนาผู้ทรงเกียรติอย่างพ่อมองชุดนั้นด้วยแววตาอันปลื้มปิติ  ตรงกันข้ามกับแม่ที่เขินอายและค่อนข้างไม่กล้าเข้าใกล้ชุดปกติขาวนั้นอย่างเห็นได้ชัด

 

     

พ่อครับ,  ถึงแม้ผมไม่คุ้นชินกับการแสดงความรักต่อพ่ออย่างที่ควรจะเป็น  ทั้งการไม่เคยไหว้   ไม่เคยสวมกอด    แต่ผมก็เชื่อว่า  พ่อรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว  หัวใจของผมอัดแน่นไปด้วยความรักที่มีต่อพ่ออย่างมหาศาล

  

พ่อครับ,  บันทึกฉบับแรกฉบับนี้  คือ  การบันทึกความรักของผมที่มีต่อคนของความรักที่มีชื่อว่า พ่อ  ...พ่อ  ที่ซึ่งเป็นชาวนาผู้กรำงานอันหน่วงหนักอยู่กลางทุ่ง  ชาวนาผู้มีลูกคนเล็กเป็นข้าราชการที่ยากไร้  แต่ไม่ไร้เกียรติ   ขณะที่พี่ทั้งหลายของผมมีอันต้องชะตากรรมเป็นผู้สืบต่ออาชีพชาวนาแห่งท้องทุ่งแทนพ่ออย่างหนักหน่วง 

บันทึกนี้,  ผมคงเขินอายที่จะให้พ่อได้อ่านด้วยตนเอง  แต่ผมก็หวังว่าในอีกไม่ถึง 2  ปีข้างหน้า  เมื่อเด็กชายแผ่นดิน  โตขึ้นและอ่านหนังสือออก  ผมจะให้เขาได้อ่านบันทึกนี้ให้พ่อฟัง ...  พ่อจะได้รู้ว่า   ลูกคนเล็กของพ่อรักพ่อมากแค่ไหน  และเด็กชายแผ่นดินเองก็จะรู้ว่า ...ชื่อของเขา  มีความหมายอย่างไร เกี่ยวข้องกับความฝันใฝ่ของคุณปู่  (ชาวนาผู้ยากไร้)   เช่นใดบ้าง    

 

 

รักพ่อ

 

ลูกชายคนเล็ก

 

๑๓ :  ๕๘

 

สระบุรี...