“บทเรียน” เมื่อ “เรียนรู้”
ความรู้จากค่ายนำร่องเด็กหัวแหลม ศูนย์สงเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ
ภาคภูมิ ลบถม
จากคำนิยามผู้มีสามารถพิเศษทางการเรียนรู้ที่กล่าวว่า “เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่เมื่อพิจารณาจากความสามารถอันโดดเด่นแล้ว มีความสามารถในการแสดงออกสูง เด็กเหล่านี้ต้องการโปรมแกรมการเรียน หรือบริการที่แตกต่างจาการจัดการศึกษาในโรงเรียนปกติ เพื่อที่จะให้เด็กเหล่านี้ได้ตระหนักถึงการใช้ศักยภาพเพื่อตนเองและสังคม”
ดันนั้นการพัฒนาเด็กหัวแหลม “จึงเป็นการพัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติ ยืดหยุ่นเฉพาะบุคคล อยู่ในชีวิตประจำทุกช่วงและยั่งยืนตลอดชีวิต เป็นการพัฒนาแบบทักทอต่อเนื่อง คำนึงถึงความต้องการในการพัฒนาและลีลาการเรียนรู้ที่แตกต่างกันแต่ละคนมีเครื่องมือเพื่อการพัฒนาและการเรียนรู้ที่เหมาะสม”
การทำงานของศูนย์ GTX Center หรือศูนย์เสาะหาและพัฒนาเด็กผู้มีความสามารถในท้องถิ่น (Gifted and Talented Exploring Center)จึงมีเป้าหมายในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กได้รับการพัฒนาแบบองค์รวม ๘ ด้าน คือ ร่างกาย (Physical) จิตใจ (Spiritual) คุณธรรมจริยธรรม (Moral) ทักษะสังคม (Social Skill) ทักษะชีวิต (Life Skill) ทักษะการคิด (Thinking Skill) ความสามารถด้านใดด้านหนึ่ง (Academic and Non – academic Areas) และพัฒนาเติมเต็มทุกด้าน (Compliment and Appreciation)
หรือจะกล่าวได้ว่าการจัดการเรียนรู้ทั้ง ๘ ด้านนั้นเป็นการปลูกฝัง สอดแทรก ส่งเสริม เติมเต็มและเชื่อมโยง โลกของเด็กใน ๓ มิติเข้าด้วยคือ คือ โลกส่วนตัว โลกห้องเรียน และโลกนอกห้องเรียน ผ่านสมการการเรียนรู้ แบบ Play + learn = plearn หรือที่เรียกว่า “เรียนปนเล่น” นั่นเอง
การจัดกิจกรรมค่ายระหว่างปิดภาคเรียนของศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “ค่ายเด็กหัวแหลม” นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงในหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ ในค่าย โดยเฉพาะต้องการฝึกการอยู่ร่วมกัน การช่วยเหลือกันและการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่อาจพบเห็นได้ในห้องเรียนปกติ กิจกรรมในค่ายต้องการปลูกฝัง ขัดเกลาพฤติกรรม ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้กับเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางการเรียนรู้
จากวัตถุประสงค์ของค่ายระหว่างปิดภาคเรียนจึงทำให้อนุมานได้ว่า กิจกรรมในค่ายเป็นกิจกรรมที่เน้นส่งเสริมเติมเต็มทักษะที่เกี่ยวกับ “โลกนอกห้องเรียน” หรือ “โลกทางสังคม” นั่นเอง
บทความชิ้นนี้จึงเป็นการนำเสนอ “บทเรียน” ที่ได้จากประสบการณ์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในค่าย ฯ เดือนตุลาคม ๒๕๔๙ และค่าย ฯ ฤดูร้อนเดือนเมษายน ๒๕๕๐ เพื่อเป็นการทบทวนเนื้อหา (Lesson learned) แล้ว ประมวลความคิด (Conceptualize) ให้เป็น “ความรู้” (Knowledge) ในการพัฒนาการจัดกิจกรรมค่ายระหว่างภาคเรียนครั้งต่อ ๆ ไป
“เด็กหัวแหลม” คือใคร
จากประสบการณ์ทำงานกับเด็กหัวแหลมในช่วงค่ายระหว่างปิดภาคเรียนทั้ง ๒ ครั้งที่ผ่านมานั้น ทำให้ต้องนึกคำว่า “ร้อยพ่อพันแม่” เพราะเป็นการยากที่จะบอกได้ชัดเจนครบถ้วนในคำ ๆ เดียว หรือประโยคสั้น ๆ ว่าเด็กหัวแหลมคือใครหรือมีคุณลักษณะอย่างไร กล่าวคือเด็กแต่ละคนจะมีลักษณะที่แตกต่างโดดเด่นกันคนละแบบคนละด้านจนทำให้เห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาที่เหมาะสม เฉพาะด้านเฉพาะคน ตามความถนัดอย่างแท้จริงในเนื้อหาวิชาการสาขาต่าง ๆ แต่สำหรับ “วิชาชีวิต” หรือทักษะสังคมนั้น อาจเป็นเพราะเด็กมีความแตกต่างด้านความสามารถเช่นกัน ครูจึงต้องจุดประกายให้เด็กเห็นถึงคุณค่าและเคารพซึ่งความแตกต่าง ซึ่งในความแตกต่างนั้นพอที่จะจัดแบ่งเป็น ๔ ประเภทตาม “แม่แบบ” จำลองคุณลักษณะทางสังคม (Social Characteristic Model)เพื่อตอบคำถามที่ว่าเด็กหัวแหลมคือใคร โดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรมจากกิจกรรมค่าย ฯ ครั้งที่ผ่านมาได้ดังนี้
๑. หัวแหลมแบบ พระราชา – อำนาจ (king & power) เด็กหัวแหลมที่มีลักษณะเหมือนพระราชา คือ เป็นคนที่มีลักษณะเป็นผู้นำ ชอบใช้อำนาจ สนใจเรื่องโครงสร้าง การบริหารจัดการกระบวนการทำงานในกลุ่ม ชอบใช้คำสั่งและมีแนวโน้มที่จะครอบงำเพื่อน หรือ สถานการณ์ในกิจกรรมการเรียน มักเป็นคนต้นคิด ชอบพูดก่อน หรือ แสดงความคิดเห็นในการทำกิจกรรมตลอดเวลา อยู่ใต้อำนาจสั่งการจากบุคคลอื่นได้ไม่นาน และบางครั้งเกรงกลัวความล้มเหลว
๒. หัวแหลมแบบ นักรบ - ความกล้า (Warrior & courage) เด็กหัวแหลมที่มีลักษณะเหมือนนักรบ คือ เป็นคนที่มีอารมณ์มั่นคง มีความสนใจที่ไร้ขีดจำกัด แต่ชอบเสี่ยง ชอบเกมส์การแข่งขัน หรือทำกิจกรรมประเภทเดาหรือทายปัญหา และพยายามทำสิ่งใหม่ ๆ เป็นคนกล้าแสดงออก อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับวัตถุ สิ่งของหรือประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ต้องการการควบคุมเพียงเล็กน้อยเนื่องจากจะมีวินัยในตนเองและมีสามัญสำนึกสูง
๓. หัวแหลมแบบ ผู้วิเศษ - ความรู้ (Magician & knowledge) เด็กหัวแหลมที่มีลักษณะเหมือนผู้วิเศษ คือ เป็นคนชอบเรียนรู้จากอ่านหนังสือมากกว่าการปฏิบัติ ตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วและให้ความสำคัญกับคำถามประเภท “อย่างไร” (How) และ “ทำไม” (Why) มากกว่า “อะไร” (What) จดจำข้อมูลได้เป็นจำนวนมากทั้งจากการอ่านและฟังคำบรรยาย สามารถใช้ถ้อยคำสำนวน ลีลาภาษาพูดแบบผู้ใหญ่ มีสมาธิสูง ไม่สนใจสิ่งรอบข้างในขณะที่กำลังสนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ สามารถถ่ายทอดความรู้ ชี้แจง อธิบายความให้คนอื่นได้รับรู้ค่อนข้างชัดเจน ตลอดจนจดจำทักษะความสามารถของเพื่อนในกลุ่มได้เป็นอย่างดี
๔. หัวแหลมแบบ นักรัก - ความรัก (Lover & love) เด็กหัวแหลมที่มีลักษณะเหมือน นักรัก คือ เป็นคนที่ชอบสังคมในขณะเดียวกันก็รักอิสระและมีความเป็นปัจเจกสูง มีอารมณ์ที่อ่อนไหว ให้ความสนใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นเวลานาน ผูกผันกับอดีตหรือกิจกรรมที่ทำผ่านมาแล้ว มักไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง มีความสนใจและพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนคนอื่น ๆ เสมอ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่พึงตระหนักไว้เสมอว่า คุณลักษณะของเด็กหัวแหลมบางคนอาจมิได้มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว บางคนอาจมีลักษณะแบบอื่นแอบแฝงซ้อนเร้นอยู่ หรือมีมากกว่า ๑ ด้าน หรือมีลักษณะร่วมกันบางประการ เช่น คนที่เป็นพระราชาก็อาจเป็นนักรักได้ในเวลาเดียวกัน หรือ นักรบและผู้วิเศษก็อาจอยากจะขึ้นเป็นพระราชาบ้าง เป็นต้น ทั้งนี้ในความเป็นจริง ห้องเรียนในค่าย ฯ ได้แสดงให้เห็นว่าสำหรับทักษะสังคมแล้วเราไม่สามารถส่งเสริมคุณลักษณะแบบหนึ่งแบบใดอย่างโดดเดี่ยวได้เหมือนกับเนื้อหาวิชาการตามความถนัด เช่น พระราชาก็ควรมีลักษณะของนักรบ ผู้วิเศษ และนักรักรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ถ้าเด็กโดดเด่นในทักษะสังคมเพียงด้านเดียวจะทำให้เด็กตกอยู่ในภาวะ “หัวแหลมเบี้ยว” คือขาดทักษะสังคมในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างปกติสุข
เมื่อทราบเบื้องต้นว่าเด็กหัวแหลมมีคุณลักษณะอย่างไร กระบวนการทำงานต่อไปจึงเป็นหน้าที่ของ ผู้จัดการเรียนรู้ (Learning Facilitators) ทั้งหลายที่ต้องทบทวน ช่วยกันขบคิดต่อไปว่าสำหรับพื้นที่ห้องเรียนในค่ายระหว่างภาคเรียนนั้น จะทำงานอย่างไรเพื่อให้เกิดความรู้ที่เป็นประโยชน์ทั้งเด็กและบุคคลากรมากที่สุด เพื่อพัฒนากิจกรรมที่ท้าทายการเรียนรู้ตามคุณสมบัติเฉพาะของเด็ก
“ห้องเรียน” ในค่าย ฯ: กระบวนการจัดการเรียนรู้
นิยาม “ห้องเรียน”
จากโจทย์ของกิจกรรมค่ายที่ต้องการส่งเสริมทักษะชีวิต ทักษะสังคม ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมหรือเติมเต็ม “โลกทางสังคม” กับเด็กหัวแหลมที่มีทั้ง พระราชา นักรบ ผู้วิเศษและนักรักนั้น ห้องเรียนในค่ายจึงมีความแตกต่างจากห้องเรียนในโรงเรียนในหลาย ๆ มิติด้วยกัน เช่น ห้องเรียนในค่ายอาจไม่มีรั้วรอบขอบชิด ไม่มีผนังห้อง ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ ไม่มีกระดานดำ ฯลฯ เป็นห้องเรียนที่ไม่จำกัด “การมองเห็น” (Non-limited of visibility) ซึ่งอาจเป็น ริมแม่น้ำ ริมลำธาร น้ำตก ภูเขา ทะเล ตลาดสด พิพิธภัณฑ์ หมู่บ้าน ลานวัด เมืองโบราณ ฯลฯ ซึ่งเป็นห้องเรียนที่เด็กมีอิสรภาพในการเลือกและอิสรภาพการแสดงออก (Freedom of Choice and Freedom of Expression) ภายใต้การกำกับดูแลแนะนำจากวิทยากร ครู หรืออาจารย์ ในฐานะผู้จุดประกายทางความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) และกระตุ้นจินตนาการ (Imagination) เพียงเท่านั้น
ห้องเรียนในค่ายจะเป็นเหมือน “ห้องเรียนชีวิต” เป็นห้องเรียนที่เติมเต็มในส่วนที่ห้องเรียนในโรงเรียนไม่สามารถส่งเสริมเติมเต็มให้ได้ ลักษณะการเรียนรู้มีการ “หยั่งเชิง” เพื่อที่จะ “ดูใจ” ผู้เรียนทั้งนี้ให้แน่ใจว่าเด็กคนนั้น ๆ มีความโดดเด่นเป็นพื้นฐานในด้านใด จากนั้นจึงเป็นการ “เกลาจิต” หรือให้กระบวนการพัฒนาที่เหมาะสม โดยการจุดประกายความคิดและกระตุ้นจินตนาการการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติในสถานการณ์ที่เหมาะสม
สมการ Play + learn = plearn
จากความแตกต่างของห้องเรียนในค่ายอันมาจากวัตถุประสงค์ที่แตกต่างจากห้องเรียนในโรงเรียน ส่งผลสะท้อนมายังรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ต้องเน้นที่การเรียนที่สนุกสนาน เน้นที่การบูรณาการ (Integration) เชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาและความสนุกสนาน เป็นการ “เรียนปนเล่น” โดยนำคำ ๓ คำมาสร้างเป็นสมการข้างต้น ตามความเข้าใจน่าจะมีความหมายดังนี้
คำว่า Play หมายถึงการเล่น การท่องเที่ยว ทัศนะศึกษา การทำกิจกรรมกลุ่มตามสถานที่ต่าง ๆ
คำว่า Learn หมายถึงการเรียนรู้เนื้อหาวิชาการตามสาขาต่าง ๆ
คำว่า Plearn หมายถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการนำการเล่นและการเรียนมารวมกันกลายเป็น “เรียนปนเล่น” หรือเป็นความรู้ที่ได้จากการเรียนที่ให้ความสนุกสานเพลิดเพลิน บันเทิงใจผู้เรียนและเปลี่ยนบรรยากาศการสอน หากพิจารณาจากสมการการจัดกิจกรรมดังกล่าวทำให้หลาย ๆ กิจกรรมต้องปรับกระบวนการเรียนรู้ที่ก่อนหน้านั้นมีลักษณะหยุดนิ่ง (Static) กล่าวคือ การเรียนถูกจัดในลักษณะแบ่งแยกขั้วตรงข้ามกันอย่างชัดเจน เรียนเป็นเรียน เล่นเป็นเล่น ซึ่งพื้นที่ของห้องเรียนในค่ายดูจะไม่เอื้อให้การเรียนเพียงอย่างเดียวจะให้ผลสัมฤทธิ์กับเด็กเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งนี้พบว่ามีปัจจัยบางอย่างเป็นตัวแปร เช่น อารมณ์ความรู้สึกของเด็ก ๆ ที่คิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว (Homesickness) ความรู้สึกแปลกแยก (Aliened Feeling) ต่อเพื่อนใหม่ ครูใหม่ ห้องเรียนใหม่ ฯลฯ
แต่เมื่อทำการปรับทดลองใช้สมการดังกล่าวเป็นแนวทางกิจกรรม พบว่าเนื้อหาและกิจกรรมที่เน้นความสนุกสนานเพลิดเพลินสามารถสอดแทรก ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว สามารถดึงดูดความสนใจ จุดประกาย สร้างแรงบันดาลใจ กิจกรรมสนุก ๆ เหล่านี้จึงกลายเป็นสถานการณ์พิเศษเฉพาะ ที่ดึงความสามารถที่ซ้อนเร้นในตัวเด็กออกมาได้ ทำให้ทั้งเนื้อหาที่ต้องการสอดแทรกในกิจกรรมนั้นดำเนินร่วมกันไป มีความเคลื่อนไหวอย่างมีพลวัตร (Dynamic)
ท้ายที่สุดแล้วกิจกรรมค่ายระหว่างปิดภาคเรียนจึงเป็นการประยุกต์ใช้วิธีการและรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่การสาธิต การบรรยาย การท่องเที่ยว การฝึกและทดลองในสถานการณ์จำลอง ผ่านการดำเนินกิจกรรมในลักษณะพี่ช่วยน้องและเพื่อนช่วยเพื่อน ตลอดจนการสรุปบทเรียนผ่านการจัดนิทรรศการ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากิจกรรมของ “ห้องเรียน” ในค่ายนั้น มีทั้งส่วนที่เน้นเนื้อหาสาระ (Education) ผสมผสานกับความสนุกสนานในกิจกรรมเน้นความบันเทิง (Entertainment) ตามหลักการที่กล่าวว่า “สาระแห่งความบันเทิง” (Edutainment)
การเรียนรู้ของ “ห้องเรียน” ในค่ายจึงมีบรรยากาศที่ไม่เคร่งเครียด มีความสนุกสนานเพลิดเพลินควบคู่ไปกับการเรียนรู้ ตามหลักการ play + learn = plearn ซึ่งส่งผลบรรลุวัตถุประสงค์ของกิจกรรมค่ายระหว่างภาคที่ต้องการส่งเสริมและเติมเต็ม “โลกทางสังคม” ให้กับเด็ก
ความรู้แฝง (Hidden Knowledge)
จากวัตถุประสงค์ในการจัดค่ายระหว่างภาคเรียนที่ต้องการส่งเสริมเติมเต็มในกิจกรรมค่าย ที่ต้องการปลูกฝัง ขัดเกลา พฤติกรรม ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม บ่มเพาะทักษะสังคม อารมณ์ สติปัญญาให้กับเด็กผู้มีความสามารถพิเศษในฐานะเยาวชนอันเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของชาติ ที่ต้องการเน้นคุณธรรมนำความรู้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
หากแต่บทเรียนจากการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนที่จัดร่วมกันกับครูศูนย์ ฯ ทำให้พบว่า การจัดการเรียนการสอนที่เน้นคุณธรรม จริยธรรม นั้นไม่สามารถทำได้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนเนื้อหาวิชาการทั่วไป ในทางกลับกันจะต้องทำโดยการสอดแทรกคุณธรรม (Moral Reinforcement) เข้าไปในเนื้อหาวิชาการของแต่ละหลักสูตรให้มีความแยบยลมากที่สุด
ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับผู้จัดการเรียนรู้ (Learning Facilitators) ต้องพึงตระหนักเสมอว่า กิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่จัดขึ้นนั้นได้สอดแทรกองค์ความรู้หรือความรู้แฝง (Hidden & Embedded Knowledge) ในเรื่องใดเป็นสาระสำคัญ ทั้งนี้ยังต้องคำนึงอีกด้วยว่า ความรู้ที่สอดแทรกนั้นสอดคล้องกับจังหวะและลีลาชีวิต (Life Style) ของเด็กในช่วงนั้น ๆ หรือไม่อย่างไร
ดังตัวอย่างบทเรียนที่เป็นรูปธรรม เช่น เมื่อต้องการสอดแทรกความรู้ในด้านการยอมรับความแตกต่างหลากทางสังคมและวัฒนธรรม (Cultural Diversities) ในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันของผู้คนในสังคมผ่านกิจกรรมแบ่งกลุ่มการทำขนมเพื่อทำบุญเลี้ยงพระ เป็นที่แน่นอนว่าจะต้องมีบางกลุ่มทำสำเร็จและบางกลุ่มไม่สำเร็จ (อร่อยและไม่อร่อย) ตามค่าวัดความสำเร็จ (Achieved Value) ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำขนมตั้งเอาไว้
เมื่อกิจกรรมขั้นตอนการทำจบสิ้นลง ขั้นตอนต่อมาจึงเป็นการ “สรุปบทเรียน” ที่ต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเป็นอย่างดีเป็นฐานความคิดนำสรุป โดยพยายามดึงข้อสังเกตในระหว่างที่เด็กทำกิจกรรมมาใช้ให้มากที่สุด เช่น ความตั้งใจ ความร่วมมือ การเข้าไปก้าวก่ายการทำงานของกลุ่มอื่น การขอชิมรสชาดของกลุ่มอื่นแล้วตัดสินคุณค่าอร่อยหรือไม่อร่อย สวยงามหรือไม่สวยงาม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลอย่างดีที่สามารถนำมาใช้ประกอบการสรุปได้
ครั้นถึงขั้นตอนการสรุป ผู้นำการสรุปต้องเชื่อมโยงและยกตัวอย่างให้เด็กเห็นชัดเจนว่า
“ขนมของแต่ละกลุ่มมีความอร่อยที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่ม สวยงามเฉพาะกลุ่ม ตลอดจนรสชาติที่สอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกในกลุ่ม ดังนั้นสมาชิกกลุ่มอื่นจึงมีสิทธิแค่ชิมเท่านั้น ไม่มีสิทธิตัดสินคุณค่าดีเลวในรสชาติขนมของกลุ่มอื่น เพราะกลุ่มแต่ละกลุ่มก็คือตัวแทน (Representation) ภาพจำลองของสังคมวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะตัว ขนมในฐานะผลผลิตของกลุ่มจึงผ่านกระบวนการทำที่มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน ดังนั้นหน้าตาและรสชาติ จึงไม่อาจเหมือนกันได้”
หรืออาจกล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ขึ้นสำหรับการสรุปบทเรียนของห้องเรียนในค่าย ฯ เพื่อให้ได้ความรู้แฝง คือการใช้กลวิธีที่คล้ายคลึงกับการเล่านิทานอีสปตอนจบว่า “ท้ายที่สุดแล้วนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า.............” ซึ่งการสรุปบทเรียนเพื่อให้ได้ความรู้แฝงนั้น กิจกรรมค่าย ฯ ทำให้เราพบว่า ผู้จัดการเรียนรู้ หรือ วิทยากรหรือครูศูนย์ ฯ จำเป็นต้องมีทักษะการคิดเชิงซ้อน (Complicated Thinking) มีความเข้าใจเนื้อหาที่ลึกซึ้งกว่าที่เด็กคิดหรือมากขึ้นอีกชั้นหนึ่งของความคิดเด็ก
จะเห็นว่าจากโจทย์และวัตถุประสงค์ของการทำงานค่าย ฯ นั้นเมื่อนำมารวมประสบการณ์การทำงานจริง ๆ ทำให้สามารถเข้าใจถึงนิยามของห้องเรียนในค่าย ฯ ที่เน้นสอนวิชาการควบคู่ไปกับวิชาชีวิต เป็นการเรียนแบบสนุกสนานโดยอาศัยเทคนิคการสอดแทรกเนื้อหาหรือความรู้แฝงเข้าไปในกิจกรรมการ “เรียนปนเล่น” ในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละกิจกรรมการเรียนและแทรกซึมอยู่ทุกขณะที่เด็ก ๆ เรียนรู้อยู่ในค่าย ฯ
วิทยากรและครูศูนย์ ฯ เข้า “ค่าย”: การพัฒนาบุคคลากร
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับห้องเรียนในค่าย ฯ แต่ละหลักสูตรนั้นเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างวิทยากรและครูศูนย์ ฯ ซึ่งแต่ละหลักสูตรจะมีวิทยากร ๑ คนและครูศูนย์ ฯ อย่างน้อย ๒ คน จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันทำให้พบรูปแบบพฤติกรรมการมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ระหว่างวิทยากรและครูศูนย์ ฯ ที่สำคัญ ๆ ๓ รูปแบบดังนี้
๑. พฤติกรรมแบบชื่นชอบ (Preferred Behavior) คือชื่นชอบ นิยม หรือชื่นชมองค์
ความรู้และความสามารถของวิทยากรและเด็กหัวแหลมโดยปราศจากคำถาม ครูศูนย์ ฯ และวิทยากรในรูปแบบนี้จะมีความรู้สึกเหมือนกับตนเองตกอยู่ภาวะ “ขาดแคลนความรู้” (Lack of Knowledge) การที่มีโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมในค่าย ถือเป็นโอกาสอันดีที่ตนเองได้เสาะหาช่องทางพัฒนาความรู้ กระตือรือร้นที่จะเก็บเกี่ยวความรู้ (Getting Knowledge) และแลกเปลี่ยนความรู้ จากเพื่อนวิทยากร เพื่อนครูจากต่างศูนย์ ฯ นักศึกษาพี่เลี้ยงและเด็กหัวแหลมจากศูนย์ ฯ ต่าง ๆ
๒. พฤติกรรมแบบต่อรอง (Negotiated Behavior) คือ ให้ความสนใจ ใส่ใจยอมรับใน
บางประเด็น ปฏิเสธในบางประเด็น และมีการเสนอความคิดตลอดจนร่วมถกเถียงประเด็นปัญหาเพื่อให้เกิดสติปัญญาร่วมกัน พฤติกรรมของครูศูนย์ ฯ และวิทยากรในรูปแบบนี้มักดำเนินไปในลักษณะแลกเปลี่ยนความคิด (Share Idea) ซึ่งกันและกัน
๓. พฤติกรรมแบบเสนอทางเลือกที่ตรงกันข้าม (Alternative & Oppositional Behavior) คือ มักไม่ค่อยเห็นด้วย หรือ เชื่อมั่นในตัวเองสูงและมีการนำเสนอประเด็นที่สวนทางกับวิทยากรตลอดเวลา ครูศูนย์ ฯ ในรูปแบบนี้มักมีกรอบความรู้ปิดกั้นตนเองในเบื้องต้นว่า วิทยากรโดยเฉพาะที่เป็นนักวิชาการนั้นมักยึดตัวเองหรือความคิดตัวเองเป็นหลัก (Egocentric) เช่นเดียวกันกับวิทยากรเมื่อครูศูนย์ ฯ มีพฤติกรรมเช่นนั้นก็มีส่วนทำให้ตัววิทยากรเองมีมุมมองต่อครูศูนย์ ฯ ในลักษณะที่ยึดตัวเองเป็นหลักเช่นกัน ซึ่งภาวะดังกล่าวกลายเป็นกำแพงกั้นกลางระหว่างองค์ความรู้ที่น่าจะมีการส่งผ่านระหว่างครูศูนย์ ฯ และวิทยากร จนส่งผลไปยังกระบวนการจัดการเรียนที่ถูกแปลกแยกแตกต่าง (Differentiated) และแยกส่วนกัน อย่างไรก็ตามปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบนี้พบน้อยมากในการจัดกิจกรรมค่าย ฯ
จากรูปแบบปฏิสัมพันธ์ทั้ง ๓ ข้างต้น เป็นบทเรียนสำคัญที่เปิดโอกาสให้ทั้งครูและวิทยากรได้ฝึกการทำงานร่วมกัน ทำงานร่วมกับคนที่ไม่รู้จักซึ่งยังผลให้ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงให้เกียรติซึ่งกันและกัน การทำงานเป็นตามข้อตกลงตามบทบาทหน้าที่ตามชั้นการทำงาน (Classification) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รูปแบบการปฏิสัมพันธ์แบบที่ ๓ ไม่ปรากฏชัดเจนจนกลายเป็นอุปสรรคการทำงาน
ผลมาจากวัตถุประสงค์ของค่าย ฯ ระหว่างภาคเรียนที่ต้องการส่งเสริมเติมเต็มทักษะทางสังคม กิจกรรมการเรียนรู้จึงกลายเป็นบทเรียนให้ครูได้ฝึกทักษะ “กระบวนการคิดเชิงซ้อน” ในการจัดการเรียนรู้ที่ต้องการสอดแทรก “ความรู้แฝง” ตลอดจนการฝึกถอดรหัสความหมาย (Decoding) กิจกรรมและพฤติกรรมการแสดงออกทางการเรียนของเด็ก ๆ ในหลักสูตรการเรียนต่าง ๆ ที่ค่ายจัดขึ้นทั้งด้านเนื้อหาวิชาการและด้านสังคม
การเข้าร่วมกิจกรรมค่าย ฯ ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ (Vision) การเรียนรู้ใหม่ ๆ สำหรับครูและวิทยากร เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ความรู้ควบคู่ไปกับความเพลิดเพลินสนุกสนาน ตลอดจนเก็บเกี่ยวเทคนิคใหม่ ๆ ในการจัดกิจกรรมสันทนาการ (Recreation) เพื่อนำกลับไปพัฒนา ประยุกต์ใช้กับห้องเรียนในศูนย์ ฯ ที่ตนเองรับผิดชอบด้วย
“หัวแหลม” เรียนรู้จาก “ครู” ในค่าย: การพัฒนาเด็กหัวแหลม
หากแต่ห้องเรียนในค่าย ฯ เป็น “ห้องเรียนชีวิต” ห้องเรียนห้องนี้จึงมีสีสันมากมายจาก “ครู” ในหลายนิยามความหมายและสถานการณ์ที่ที่เด็กได้พบเจอระหว่างร่วมกิจกรรมในค่าย ฯ “ห้องเรียนชีวิต” ต้องการสอน “วิชาชีวิต” อันเป็นบทเรียนที่เด็กจะนำไปใช้ได้จริงเมื่อพวกเขากลับสู่สังคมที่พวกเขาต้องเผชิญในอนาคต ห้องเรียนห้องนี้มี “ครู” ประจำวิชาที่คอยบ่มเพาะ ขัดเกลา ส่งเสริมเติมเต็มทักษะชีวิตให้ดังต่อไปนี้
๑. ครูคืออารมณ์ (Teacher as a Temperament)
อาจเป็นเพราะการเข้าร่วมกิจกรรมค่าย ฯ นั้นทำให้เด็กหลายคนจากบุคคลที่อยู่เบื้องหลังชีวิตอย่างคนในครอบครัว อารมณ์ ความรู้สึกที่โหยหาในช่วงแรกของกิจกรรมกลายเป็น “ครู” ที่คอยป้อน “แบบฝึกหัด” ทางอารมณ์ให้แก่เด็ก ๆ พวกเขาถูกฝึกให้รู้จักการพลัดพราก การลาจาก เมื่อห้องเรียนในค่าย ฯ จบลง เด็ก ๆ เรียนรู้ความผิดหวัง ความสมหวัง การยอมให้คนอื่นบ้างในกระบวนการทำงานกลุ่ม ทักษะเหล่านี้เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กในสังคมสมัยใหม่ที่โลกทัศน์ ถูกแบ่งแยกแตกต่างอย่างสุดขั้วตรงข้าม (Binary Opposition) อย่าง “โลกในบ้าน” กับ “โลกนอกบ้าน” แบบฝึกหัดทางอารมณ์จึงเป็นเหมือนสะพานเชื่อมโลกทัศน์ทั้งสองเข้าด้วยกัน
๒. ครูคือสิ่งแวดล้อม (Teacher as an Environment)
สถานที่จัดกิจกรรมค่าย ฯ เป็น “ครู” อีกรูปแบบหนึ่งที่สอนให้เด็กรู้จักถึงความแตกต่างหลากหลาย คุณค่าในความมั่งคั่งของทรัพยากรในชาติทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม เช่น ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะภูมิประเทศ ชุมชน บ้านเมือง รวมไปถึงความรู้ของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เขาไม่เคยรู้จัก ล้วนเป็นแหล่งบ่มเพาะรูปแบบสังคมวัฒนธรรมที่มีรูปแบบเฉพาะตัวซึ่งแตกต่างจากสังคมที่เด็ก ๆ จากมา สิ่งแวดล้อมในค่าย ฯ จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งในการให้ความทรงจำ ปรับเปลี่ยนประสบการณ์ เปิดโลกทัศน์ สร้างเครือข่าย มุมมองและขัดเกลาการเรียนรู้ “วิชาชีวิต” ให้ตระหนักถึงความแตกต่างหลากหลาย การได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมหรือบรรยากาศทางสังคมวัฒนธรรม (Social & Cultural Environment) ใหม่ ๆ และเป็น “ของจริง” นั้นให้ประสบการณ์และคุณค่าที่มากกว่า การอ่านหรือการดูจากสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งอาจแฝงไปด้วยอคติ (Bias) ของผู้ที่นำเสนอจนทำให้เด็ก ๆ ตกอยู่ในสภาวะ “รู้ไม่จริง” เพราะเป็นการเรียนรู้แบบทางไกล (Long Distance Learning) จนทำให้มองปรากฏการณ์สังคม (Social Phenomena) ในพื้นที่ต่าง ๆ แบบเหมารวมตายตัว (Stereotype) คิดหรือทึกทักเอาเอง จนกลายเป็นปัญหาระดับชาติเช่นในปัจจุบัน
๓. ครูคือวิทยากร (Teacher as a Lecturer)
ด้าน “ครู” ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด จะเป็นกลุ่มครู อาจารย์ ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญหรือ ปราชญ์ท้องถิ่น ที่ถือเป็นความร่วมมือที่ท้องถิ่นในฐานะเจ้าภาพการจัดค่าย ฯ เอื้อเฟื้อความรู้ให้แก่เด็ก ๆ “ครู” เหล่านี้มีบทเรียนหรือองค์ความรู้ที่แตกต่างจากการเรียนในห้องเรียนโรงเรียนอย่างมาก เป็นความรู้ที่ไม่สามารถสั่งสอนหรือถ่ายทอดกันได้ทั่วไป บางสิ่งกำลังจะสูญสลาย บางสิ่งกำลังจะเกิดใหม่ ประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กตระหนัก รักษ์ และหวงแหนถึงคุณค่าในมรดกทางวัฒนธรรม (cultural heritage) ที่บรรพบุรุษสร้างสรรค์ขึ้น ตลอดจนนำความคิดกลับไปใช้กับท้องถิ่นของตนเองเมื่อบทเรียนในค่าย ฯ จบสิ้นลง
๔. ครูคือกิจกรรม (Teacher as an Activity)
ส่วนเรื่องเนื้อหา บทเรียนการเรียนรู้หลัก ๆ ที่แต่ล่ะค่าย ฯ ได้จัดขึ้นนั้น จะเป็นในลักษณะหลักสูตรการเรียนรู้ที่หลากหลาย ส่งเสริมประสบการณ์ใหม่ ๆ แต่ยืนอยู่บนพื้นฐานตามหลักวิชาการทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตลอดจนศิลปะและสุนทรียภาพ เช่น หลักสูตรพลังงานศึกษา (Energy Study) หลักสูตรผจญภัย (Shackleton) หรือสูตรเกี่ยวกับท้องถิ่นศึกษา (Local Community Study) เป็นต้น ซึ่งจากบทเรียนจากกิจกรรมด้านเนื้อหาวิชาการดังกล่าวทำให้เห็นว่า การเรียนรู้ในค่าย ฯ ให้ความสำคัญในการกระตุ้นให้เด็กได้ใช้ทักษะวิธีการคิดทั้งในแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ (Neo-Scientific Method) ควบคู่ไปกับวิธีคิดแบบดังเดิม (Traditional Method) กล่าวคือถึงแม้เนื้อหาจะเน้นที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่กระบวนการศึกษาจะใช้ทรัพยากรและองค์ความรู้ในท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นตัวสื่อสารอธิบาย สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมในค่าย ฯ คือการสอดแทรก (Reinforcement) ความรู้แฝง เข้าไปในเนื้อหาวิชาการในแต่ละหลักสูตร ข้อสังเกตหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นข้อดีของเรียนรู้ในค่าย ฯ คือ ไม่มีการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษากันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่มีได้ ไม่มีตก ซึ่งเป็นสิ่งที่ห้องเรียนในโรงเรียนทำไม่ได้ ห้องเรียนในค่าย ฯ วัดกันที่ “จิตใจ” เป็นสำคัญ เด็ก ๆ ได้เรียนรู้แบบผ่อนคลาย สนุกกับเนื้อหาและซึมซับความรู้แฝงเข้าไปอย่างตระหนักรู้ (Consciousness) อยู่ตลอดเวลา
๕. ครูคือเพื่อน (Teacher as a Friend)
ข้อดีของการมาค่าย ฯ เมื่อเด็ก ๆ ถูกผู้ใหญ่ข้อร้องให้พูดถึงความรู้สึกที่มีต่อค่าย เด็กจำนวนมากมักพูดถึง “เพื่อนร่วมค่าย ฯ” ทั้งนี้เป็นเพราะเด็กได้รับบทเรียนตรงจากค่าย ฯ โดยเฉพาะฝึกให้พวกเขาอยู่ร่วมกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในกิจกรรมที่มีการมอบหมายงานให้ทำร่วมกัน เด็กได้ร่วมกันค้นหาแนวทาง ทบทวนการทำงาน และสรุปกิจกรรมร่วมกันโดยที่ครูเป็นเพียงผู้จุดประกายเท่านั้น
การมาค่าย ฯ ทำให้เด็กได้เรียนรู้จากเพื่อน ๓ กลุ่มโดยแบ่งตามขนาดและจำนวน ซึ่งสะท้อนต่อไปยังรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างสมาชิกในกลุ่มด้วยคือ
๕.๑ กลุ่มใหญ่ เพื่อนกลุ่มนี้คือเด็ก ๆ ทุกคนในค่าย ฯ โดยจะได้รู้จักกันจากการทำกิจกรรมสันทนาการของหลักสูตรกลางของค่าย ฯ รวมถึงงานเลี้ยงต้อนรับ งานเลี้ยงส่ง กิจกรรมก่อนนอน ฯลฯ
๕.๒ กลุ่มรอง เพื่อนในกลุ่มนี้จะเป็นเพื่อนร่วมหลักสูตรการเรียน ทำกิจกรรมการเรียนหลายอย่างร่วมกัน เดินทางทัศนะศึกษาร่วมกัน และพักแรมนอกค่ายร่วมกัน
๕.๓ กลุ่มย่อย เพื่อนกลุ่มนี้นอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมหลักสูตรแล้วยังเป็น “เพื่อนสนิท” ที่มักทำกิจกรรมหลายอย่างด้วยกัน รวมถึงการพักห้องเดียวกัน ตลอดจนดูแลซึ่งกันและกัน
การทำกิจกรรมร่วมกลุ่มกันในกิจกรรมหลายระดับความสัมพันธ์ที่ค่าย ฯ จัดขึ้นนั้นเป็นการฝึกกระบวนการกลุ่ม กระตุ้นการคิด โดยอาศัยการคิดจากความรู้หรือความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์อันเป็นรูปธรรมตนเองมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน เด็กได้เป็น “ครู” ให้กันและกัน การคิดหลาย ๆ คนนั้นทำให้กระบวนการกลุ่มอยู่ในสภาวะ “สนุกคิด” (Amused Thinking) คือสนุกที่จะทำงานร่วมกันเพราะไม่ได้เป็นการคิดคนเดียว ทั้งนี้เมื่อกระบวนการเรียนรู้เป็นความสุขที่สนุกระหว่างสมาชิกแล้ว ผลงานที่ออกมาจะอยู่สภาวะที่เรียกว่า “ฉันทะ” (Satisfactory) หรือน่าพึงพอใจและมีแรงบันดาลใจที่จะร่วมกันทำงานในครั้งต่อ ๆ ไป
จะเห็นว่าจากคำว่า “เพื่อน” ที่เคยธรรมดา เมื่อมาปรากฏตัวในกิจกรรมค่ายฯ แล้ว “เพื่อน” กลับกลายเป็น “ครู” ที่ถ่ายทอด “บทเรียนชีวิต” ให้ความรู้แก่เด็ก ๆ ทำให้รู้จักทักษะชีวิต ทักษะสังคม และการยอมรับ การอยู่ร่วมกัน เด็กได้รู้จักการจัดระยะความสัมพันธ์โดย “เรียนรู้จากเพื่อนรุ่นพี่ และ เอ็นดูกับเพื่อนรุ่นน้อง”
ยังมีต่ออีกครับ กรุณาคลิ๊กไปอ่านได้ที่วารสารในเว็ป www.ngt.go.th ครับ.