เหมือนท่านจะรู้ว่าผมไม่อยากเขียน คืนนี้ท่านครูบาสุทธินันท์โทรมาทวงการบ้านครับ ท่านให้กำลังใจและเข้าใจในข้อจำกัดที่ผมไม่ยอมให้รายละเอียดส่วนตัวใดๆ แต่ก็ยังอยากเรียนรู้และรู้จักให้มากกว่านี้ เพราะว่าผมเป็นคนที่เป็นตัวของตัวเองแบบว่านอนสอนง่าย ก็จะขอเล่าเรื่องเท่าที่พิมพ์ไหวก็แล้วกันครับ 

Conductor 

ผมทำงานบริหารในบริษัทเทคโนโลยีของไทยแห่งหนึ่งครับ ชื่อ Conductor นี้เป็นชื่อที่ใช้ในบล๊อกภายในบริษัทมาตั้งแต่ประมาณปลายปี 2547 มีหลายความหมายหลายอย่าง

  • Conductor แปลว่าวาทยากร ควบคุมวงให้เล่นเพลงเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน อย่างเข้ากัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
  • Conductor แปลว่าตัวนำไฟฟ้า สร้างให้เกิดงาน
  • (Train) Conductor แปลว่าผู้ควบคุมขบวนรถ บางทีหมายถึงคนขับรถไฟ ซึ่งทำให้ผู้โดยสาร ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ตรงเวลา
  • (Bus) Conductor แปลว่าคนเก็บค่าโดยสารรถเมล์ ไม่ยอมให้ใครขึ้นรถฟรี คือในการนำพาองค์กรให้รุ่งเรือง ทุกคนต้องทำงาน ไม่สามารถปล่อยให้ใครมาเกาะเป็นกาฝากกินแรงคนอื่นโดยไม่สร้างคุณค่าให้องค์กรได้

คนคนหนึ่ง จะให้เป็นอยู่อย่างเดียวตลอดชีวิต คงน่าเบื่อมาก จึงเลือกใช้คำที่มีหลายความหมายนี้เป็นนามแฝงใช้เรื่อยมา 

เริ่มทำงานเมื่ออายุยี่สิบปี เคยเป็นอะไรมาหลายอย่างครับ เคยเป็นกระโถน ที่ใครๆ ก็โยนเอาอะไรต่อมิอะไรมาใส่ สถานะนี้ให้ประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยนึกว่าทำได้ ต้องขอบคุณเจ้านายที่ให้โอกาส ปัจจุบันก็ยังเชิญท่านมาถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์ให้กับเพื่อนร่วมงานในปัจจุบัน

ช่วงหนุ่มๆ เคยมีคนมาปรึกษาปัญหาชีวิตเยอะ (มีแก๊งลูกหมู เป็นสานุศิษย์) มองว่านี่ป็นทางลัดให้เรียนรู้ชีวิตผ่านประสบการณ์ของเพื่อนร่วมงานโดยไม่ต้องเจอเข้ากับตัวเอง ช่วยให้เข้าใจคนและสังคมรอบข้างได้ดีขึ้น ซึ่งประสบการณ์เรื่องนี้มีค่ามาก การเป็นคนนอกที่ไม่ติดอยู่ในข้อจำกัดและความทุกข์ ช่วยให้มองเห็นต้นเหตุได้ชัดขึ้น รู้สึกดีว่ามีคนคิดว่าเราเป็นที่พึ่งได้  และช่วยให้อ่านคนได้แม่นขึ้นเยอะ

ได้ข้อคิดที่ดีเกี่ยวกับการเรียนรู้จากอดีตผู้บริหารเครือซิเมนต์ไทยผ่านมาทางเพื่อน ผ่านมาหลายสิบปี มีคนบอกว่าน่าจะเป็นนักภาษาศาสตร์ เป็นนักวิจัย เป็นนักวิชาการ เป็นฤาษี เป็นนักเขียน เป็นอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย "ไม่น่าเป็นอย่างที่เป็นเลย" -- ก็แล้วทำไมคนเราจะต้องเป็นอะไรอย่างเดียว หรือเป็นอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็นด้วย?

โชคดีที่ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงในหน้าที่การงานค่อนข้างเร็ว เลยยังไม่ลืมว่าตอนเป็นลูกน้องเคยคิดอย่างไร ชีวิตคนทำงานเป็นอย่างไร ลำบากอย่างไร มีข้อจำกัดอย่างไร

ก่อนงานปัจจุบันนี้ เคยทำงานในบริษัทไทยขนาดเล็กกับบริษัทข้ามชาติขนาดยักษ์มาอย่างละแห่ง มีอายุงานนานมากในแต่ละแห่งที่ทำรวมทั้งงานปัจจุบันนี้ด้วย เพราะว่าเลือกงานที่ชอบ-ที่แน่ใจว่าทำอะไรให้เขาได้ก่อนที่จะไปทำ ทั้งสามแห่งเค้ารับไปทำงานก่อน แล้วจึงเขียนสมัครหลังจากทำงานไปแล้วสักพัก

จุดยืน 

ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ว่ายืนอยู่ตรงไหน

ปกติชอบมองไปรอบๆ เป็นคนโชคดีที่เลือกได้เสมอ จึงมักจะเลือกไปอยู่ในที่ๆ ควรอยู่ ตามแต่ว่าจะทำอะไรได้ดีตรงไหน ไม่ค่อยยืนอยู่นิ่งๆ เข้าใจความแตกต่างระหว่าง "การทำได้" กับ "การทำได้ดี" โดยทั่วไปมักทำอะไรอยู่วงนอก มักเลือกช่วยอยู่เบื้องหลัง พอออกหน้าแล้วชีวิตวุ่นวายเกินไป แค่รู้ว่าทำงานที่มีประโยชน์ก็พอใจแล้ว ไม่ชอบเป็นโต้โผ-ขาใหญ่ -- เป็นได้ครับ แต่ไม่ชอบ! 

ทำงานใหญ่ทางด้านรากฐานเกี่ยวกับภาษาไทยในคอมพิวเตอร์และเรื่องเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาหลายอัน วิธีคิดมักไม่เริ่มต้นมองจากข้อจำกัด แต่มองว่าผลลัพธ์ปลายทางควรจะเป็นอะไร หลายคนรับแนวคิดอย่างนี้ไม่ได้เลย แต่ผมเชื่อว่าถ้าเริ่มคิดจากข้อจำกัด ก็จะวนเวียนอยู่อย่างนั้น หาทางออกได้ยาก และมักไม่ใช่ทางออกที่ดี อันนี้อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมบล๊อก "คนเป็นนาย" จึงพิลึกแบบนั้น

เคยคำนวณดูว่าพ่อจ่ายค่าเทอมสำหรับการเรียนระดับปริญญาตรีสี่ปีในมหาวิทยาลัยของรัฐสำหรับผมไปเกือบห้าพันบาท (นานมาแล้ว) เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มีเงินภาษีมาสนับสนุนการศึกษาของผม พอเริ่มยืนบนขาของตัวเองได้ ก็หาทางทำอะไรตอบแทนเงินภาษีบ้าง ให้ได้ทำบ้างก็ยังดีกว่าแสดงอาการรักชาติจนน้ำลายฟูมปาก

แม้บางทีความคิดค่อนข้างบ้าบอ ก็ไม่ได้เป็นคนสุดขั้ว เพื่อความสบายใจของตัวเอง เวลาไปยุ่งอะไรกับใคร มักไปเป็นอาสาสมัคร ช่วยอย่างที่อยากช่วย แต่ไม่ทำสิ่งที่ทำไม่ได้ดีหรือไม่เห็นด้วย คิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีสมาธิดีพอสมควร ช่างสังเกต บางทีก็กวนประสาท แต่ไม่วีนใคร และบางทีก็อ่านพบสิ่งที่ไม่ได้เขียน ได้ยินในสิ่งที่ไม่ได้พูด (แต่ไม่ได้จิตหลอน)

จะไปไหน ต้องการอะไร จะทำอะไร

เรื่องงานก็ทำให้กิจการเติบโต จนเพื่อนพ้องที่ร่วมกันสร้างบริษัทมา เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้เอง แม้เขาจะออกไปไหน ก็ต้องไม่อายว่าผ่านงานที่บริษัทมา ให้เรียนรู้เป็น กล้าในสิ่งที่ควรกล้า ทำในสิ่งที่ควรทำ รู้จักเลือก ดูแลครอบครัวของเขาได้ เมื่อถึงเวลาของเรา เราก็จะไป 

ผมเคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายมา จนเข้าใจว่าท้ายที่สุด สิ่งที่คิดว่ามี ก็ไม่มี ที่คิดว่าหามาได้แล้วอย่างเหนื่อยยาก แท้ที่จริงแล้วไม่มีอะไรอยู่เลย 

เราเป็นคนมีค่าแค่ไหน อยู่ที่เราทำอะไรให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีอะไรอยู่แล้วบ้าง แล้วก็ไม่ใช่ความผิดที่จะมีอะไรอยู่ในปัจจุบันตราบใดที่ได้มาโดยความถูกต้อง 

ชีวิตผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะทำอะไรก็รีบทำ

ทำไมต้องเฮฮา 

ชีวิตผมไม่ค่อยอยู่ภายใต้คำว่า "ต้อง" ถ้าจะเลือกระหว่าง เฮฮา กับ "ซีเครียด" ก็เลือกเฮฮาอยู่แล้ว

เฮฮาศาสตร์ในมุมมองของผม เป็น springboard เพื่อให้คนทำงานได้มารวมตัวกันเพื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ให้แต่ละคนได้เปล่งประกายได้ สร้างโอกาสให้ได้รู้จักตัวเอง ไม่ต้องเอาฟอร์มเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเครือข่ายของการลงมือกระทำจริง เรียนรู้จริง ยอมรับในความแตกต่าง เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

เฮฮาแต่ไม่ไร้สาระครับ

รูปใน GotoKnow นี้ ไม่ใช้รูปจริง เพราะรูปลักษณ์เปลี่ยนแปลงได้ แต่ความหมายไม่เปลี่ยนแปลง; รูปพ่อในโทรศัพท์มือถือเป็นรูปพระพุทธรูป ส่วนรูปแม่เป็นรูปต้นไม้ 

{แก้ไข: เพิ่มเติมคำหลัก}