(๑)
เคยรู้สึกบ้างหรือไม่ว่า เมื่อเราโตขึ้น การเดินทางมักจะนำพาเราออกมาจากโลกใบเล็กอันเป็น “บ้านเกิด” ของเราเสมอ เป็นการเดินทางสู่การใช้ชีวิตควบคู่ไปกับการเรียนรู้ชีวิตบนเส้นทางของโลกและความฝัน และนั่นก็เป็นปรากฏการณ์อันเป็น “นาฏกรรม” ที่เคลื่อนไหลไปตามวิถีของโลกและชีวิต ซึ่งเราไม่อาจเลี่ยงหลบไปจากปรากฏการณ์อันเป็นวิถีหรือนาฏกรรมนั้นได้
นาฏกรรมดังกล่าว เป็นภาพสะท้อนที่ฉายให้เห็นการเคลื่อนไหลของกระแสธารชีวิต จากแม่น้ำต้นสายไปสู่ห้วยหนอง คลองบึง หรือแม้แต่ลำธารและแม่น้ำสายใหม่ที่อาจจะทอดตัวลงสู่ท้องทะเลอันไพศาล
การพลัดพรากจากบ้านเกิดตามเงื่อนไขโลกแห่งการงาน ในอีกมุมมองอาจหมายถึงภาพที่ฉายให้เห็นถึงการเติบโตของชีวิต แต่ในมุมกลับกัน ก็สะท้อนถึงภาพแห่งการพับพ่ายของชีวิตได้เช่นกัน

(๒)
ผมเข้าใจถึงนาฏกรรมชีวิตที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์อยู่มากโข ผมเข้าใจและเห็นใจต่อการเคลื่อนไหลของชีวิตที่ห่างพรากไปแสนไกลจากบ้านเกิดของตนเอง กระนั้นผมก็ยังมองว่า สภาพการณ์เช่นนั้น ไม่ใช่บทสรุปของชะตากรรมที่เลวร้ายเสมอไปนักหรอก ! มนุษย์ย่อมดำเนินไปตามบทบาทและสถานะในทางสังคมอยู่เสมอ สำคัญที่ว่า การเคลื่อนไหลไปสู่โลกแห่งการงานเช่นนั้น เราได้ใช้เวลากับการระลึกถึง หรือแม้แต่การหวนกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของตนเองบ่อยครั้งสักแค่ไหนกัน ?
ในสังคมโลกาภิวัตน์เช่นนี้ เราต้องยอมรับว่ากระแสการไหลบ่าของวัฒนธรรมทุนนิยมเป็นไปอย่างแรงกล้า ผมเคยตั้งคำถามอย่างมากมายกับปรากฎการณ์ หรือนาฏกรรมของ “บ้านเกิด” ที่เคลื่อนไหลไปตามห้วงกระแสนั้นอย่างไม่มีท่าทีจะทานทัดได้ จวบจนบัดนี้ บ้านเกิดของผม ก็ดูเหมือนจะกำลังสูญเสีย“อัตลักษณ์” ของตนเองอย่างน่าใจหาย หลายครัวเรือนทิ้งรกรากไปสู่เมืองใหญ่, บ้างขายไร่นาเรือกสวนให้กับพ่อค้าจากตัวเมือง, บ้างก็เลิกแจวเรือจับปลา แต่หันไปซื้อปลาจากเพื่อนบ้าน ฯ มาบริโภค
นั่นคือ ภาพสะท้อนที่สื่อแสดงถึงความเป็นโลกาภิวัตน์ในด้านลบอย่างชัดเจน กระนั้นเราเองก็คงไม่ลืมในอีกมุมหนึ่ง โลกาภิวัตน์ก็มีคณูประการต่อโลกและมนุษยชาติอยู่มากเหมือนกัน ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากความรวดเร็วของการสื่อสาร ความสะดวกรวดเร็วในการจัดการกับโลก – เวลา และชีวิต เป็นต้น
ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ผมมักจะหาเวลาปลีกวิเวกไปเยี่ยมเยียนสถานที่แห่งความทรงจำของผมอยู่เสมอ นั่นก็คือ ทุ่งนา หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นสายน้ำแห่งเขื่อนลำปาวที่ทอดตัวยาวเหยียดอยู่ท้ายหมู่บ้าน




สายน้ำจากเขื่อนลำปาวที่ท้ายหมู่บ้านเราต่างก็เรียกกันว่า “แก่ง” หรือ “น้ำแก่ง” - สายน้ำแห่งนี้เป็นยิ่งกว่าสายน้ำแห่งชีวิตของผู้คนในละแวกบ้านเกิดของผม, หล่อเลี้ยงทั้งคนและสรรพสัตว์อย่างไม่แบ่งแยก แต่สำหรับผมแล้ว ผมรักและผูกพันกับสายน้ำนี้ราวกับเป็นญาติมิตรของผมเอง
สมัยที่ผมยังเป็นเด็ก หรือแม้แต่ในวันวัยที่ชีวิตกำลังก้าวเข้าสู่วัยแรกรุ่นของการเป็น “คนหนุ่ม” วิถีชีวิตของผมก็โลดแล่นและเติบโตอยู่กับสายน้ำแห่งนี้อย่างสนิทแน่น เช้ายันเย็น, ผมต้อนฝูงวัวของตนเองมาปล่อยเลี้ยงไปตามฟากฝั่งของสายน้ำอันยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา, บ้างก็กระโจนว่ายไปราวกับปลาที่ได้น้ำใหม่, แข่งขันประชันตนกับเพื่อน ๆ ในสายน้ำทั้งการว่ายเร็วและความอึดของการดำน้ำ, บางทีก็ผุดว่ายผุดดำลงไปเก็บหอยใต้ผืนน้ำ, รวมถึงการวางเบ็ด, ทอดแห, จับปลาด้วยวิธีการอันนานาชนิดที่ล้วนแต่เป็นภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่ทรงคุณค่า ไม่เว้นแม้แต่การแจวเรือบนท้องน้ำอย่างรื่นรมย์


ขวบค่อนเดือนเมษาอันร้อนอบอ้าว, ผมกลับไปเยือนสายน้ำแห่งนี้อีกครั้ง หากแต่คราวนี้ผมไม่ได้ไปที่นั่นคนเดียวดังทุกครั้งที่ผ่านมา ผมเกี่ยวก้อย “คนของความรัก” พ่วงติดกันไปครบถ้วนทั้งแม่และลูก
วันนั้นเป็นช่วงเย็นย่ำที่ดวงตะวันกำลังเคลื่อนคล้อยอ้อยอิ่งลับลงจากขอบฟ้า ลมร้อนโรยตัวมาอย่างแผ่วเบา ท้องน้ำอันแห้งขอดต้องแสงแดดอ่อนทอประกายวับวาวราวเกล็ดแก้ว คลื่นน้ำเล็ก ๆ เคลื่อนตัวอยู่อย่างไม่ขาดห้วง … ผมชี้โน่นชี้นี้ให้พวกเขาดูว่า ณ ที่นี่ คือสถานที่ที่หล่อหลอมและหล่อเลี้ยงชีวิตของผมมาอย่างยาวนาน
ผมบอกกล่าวเล่าความเรื่องต่าง ๆ อันเป็นภาพชีวิตในอดีตกาล (แต่เป็นปัจจุบันเสมอในความทรงจำ) ให้พวกเขาได้รับรู้และรับฟังอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผมหวังแต่เพียงว่าพวกเขาจะรู้เห็น, เข้าใจในตัวตนของผม, รักและเคารพต่อสิ่งอันเป็นรากเหง้าของผม …
ผมเฝ้าสังเกตว่าพวกเขาทั้งสามคนมีความสุขกับการได้สัมผัสเรื่องราวและบรรยากาศของสายน้ำแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง ต่างคนต่างก้ม ๆ เงย ๆ ดูเปลือกหอยที่ไร้ชีวิต, กอบกำโคลนตมที่ชุ่มน้ำ , วาดนิ้วไปตามสายน้ำอย่างสงบและเยือกเย็น, ย่ำเท้าไปตามสายน้ำอย่างไม่เคอะเขิน รวมถึงการพาตัวตนของแต่ละคนสาละวนอยู่กับเรือลำเล็กที่ลอยตัวอยู่บนผิวน้ำอย่างคึกคัก
สายน้ำของวันนี้, แห้งขอดและดูราวกับชราภาพอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังดูเงียบเหงากว่าที่ผมเคยสัมผัสเมื่อในอดีต สองฟากฝั่งไม่ปรากฏฝูงวัวควาย, ท้องน้ำแทบไม่มีใครมาจับปลา เรือไม้ถูกทิ้งเกยทรุดโทรมอยู่บนบก, บางลำถูกโซ่ล่ามไว้กับตอไม้กลางสายน้ำ, แต่ผมก็เชื่อว่าอีกไม่นาน หลังการผ่านพ้นไปของฤดูแล้ง สายน้ำแห่งนี้จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย<
ผมมีความสุขที่ได้กลับไปที่นั่นพร้อมกับ “คนของความรัก”, มีความสุขที่ได้บอกเล่าเรื่องราวอันเป็นตัวตนของตนเองให้พวกเขาได้รับรู้


ถึงแม้วันนี้สภาพของสายน้ำแห่งชีวิตสายนี้จะเปลี่ยนรูปไปอย่างน่าใจหาย แต่ก็ไม่สิ้นกลิ่นอายของความอาทรต่อผู้อื่น
ถึงแม้ผู้คนจำนวนมากจะละทิ้งการจับปลาด้วยตนเอง และเลือกที่จะซื้อปลาจากเพื่อนบ้านมาบริโภค เพราะถือว่าสะดวกสบายกว่าการลงแรงด้วยตนเอง รวมถึงการละทิ้งให้เรือจำนวนมาก ผุพัง เสื่อมทรุดไปตามเปลวแดดและสายลมอันเริงร้อน ผมก็ยังมองว่า มันเป็นวิถีธรรมดาสามัญที่เกิดขึ้นและเคลื่อนไปตามวิถีของโลกโลกาภิวัตน์ ….
านทีและนานครั้งของการกลับบ้านเกิดของตนเอง … หากแต่การได้กลับไปเยือนสถานที่อันเป็นรากเหง้าของตนเองพร้อมด้วยคนของความรักอย่างพร้อมหน้า คือ ความปรารถนาอันสูงสุดของชีวิต
เป็นความสุขที่อิ่มสุขอย่างล้นเหลือ. เป็นความสุขที่ได้บอกกับคนรักของเราว่า “ที่นี่ คือ ตัวตนของเรา !”


ชีวิตเป็นเหมือนสายน้ำ เคลื่อนไหลไปสู่กระแสธารใหม่เสมอ …
แต่สักวันหนึ่ง มันต้องมีบ้างล่ะที่สายลมแห่งวันเวลาจะพัดพาชีวิตเรากลับไปเยือนบ้านเกิดอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย
คุณแผ่นดินคะ
สวัสดีครับ แวะมาทักทาย มาอ่าน มาชมเอาความรู้พัฒนาสมองครับ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
อ่านแล้วยิ้มกับแง่งามของ " คนของความรัก "..
ภาพสายน้ำให้ความรู้สึกฉ่ำเย็นได้ทุกครั้งที่เห็นเลยนะคะ..ช่างเป็นมารดาผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่เสียจริงๆ..
กระแสธารน้ำใสที่ไหลบ่า..มีไม้ป่าไม้ขวางกลางวิถี
มีเงามืดสว่างแจ้งแสงรวี..จึงได้มีความหมายไม่จืดจาง
เปรียบกระแสกาลธารชีวิต..ถ้าราบเรียบสนิทไปทุกอย่าง
ไม่ต่อสู้ฟันฝ่าหาหนทาง...จะภูมิใจได้บ้างอย่างไรกัน..
บางทีการจากไกลก็ทำให้เวลาที่ได้อยู่ร่วมกันมีความหมายมากขึ้นนะคะ..
ขอบคุณสำหรับมุมมองที่งดงามในบันทึกนี้ค่ะ
เห็นภาพพระอาทิตย์ กำลังจะลับขอบฟ้า และมองดูสายน้ำจากเขื่อนลำปาว ช่างสวยจริงๆ และกับครอบครัวที่อบอุ่น
สิ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้สายน้ำและเรื่องราวที่บรรยาย...
คือ...ภาพครอบครัวที่น่ารักครับ...
ความเป็นตัวตนของคุณแผ่นดินมักแฝงไว้ด้วยแง่คิดชีวิตที่งดงามเสมอครับ...
ขอบคุณครับ....
สวัสดีครับ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>การที่ชาวบ้านเลือกที่จะเลิกจับปลา แต่เลือกกระบวนการซื้อจากเพื่อนบ้านมาบริโภค ผมถือว่าเป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งของชุมชนที่ผันแปรไปตามการเคลื่อนไหลของกระแสโลกาภิวัตน์ เหมือนกัน</p><p>ผมเข้าใจในภาวะเช่นนั้น จึงเพ่งมองภาพที่ไม่เหมือนเดิมของบ้านเกิดอย่างมีความสุข … และอิ่มสุขเมื่อหลับตานึกฝันกลับไปยังความทรงจำเก่า ๆ ที่ยังมีชีวิต..มีลมหายใจ</p><p>…</p><p>สังคมอันแดกด่วนเช่นนี้, ก็เป็นธรรมดาที่เรามักจะเติมเต็มชีวิตด้วยการให้เวลาเล็ก ๆ กับชีวิต ด้วยการเปิดประตูให้ชีวิตได้กลับไปท่องอดีตของตนเอง และกลับออกมาอย่างทรนงอีกครั้ง</p><p>…</p><p>ผมขอบพระคุณมากนะครับ…ที่แวะมาเป็นสารัตถะของบันทึกแห่งความสุขของผม</p>
อ่านจากตัวหนังสือ และดูจากภาพแล้ว ตัวตนคุณแผ่นมีความรักมากมายกับแผ่นดิน สายน้ำที่ของพื้นที่ที่เป็นถิ่นเกิด และ คนของความรัก ที่เป็นครอบครัวคุณแผ่นดินนะค่ะ ... ครอบครัวรักและอบอุ่นอย่างนี้ ลูกๆ จะเติบโตมาอย่างมีคุณภาพในทุกๆด้าน...
(ภาพก่อนสุดท้ายน้องแดนทำท่าจะตกจากเรือ...หวาดเสียว)
สวัสดีครับ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ขอบคุณอย่างมากนะครับที่แวะมาเติมเต็มกำลังใจ, และเป็นเกียรติในการต่อยอดทางความคิด..</p><p>ผมขอบคุณอีกครั้งครับ </p>
<div class="picture"> </div><div class="picture"> </div><div class="picture"> </div><div class="picture"> </div>
อ้ายแผ่นดินมีเรื่องราวชวนให้คิดถึงบ้านอยู่เรื่อยเลยนะครับ...เดี๋ยวก็หนีกลับบุรีรัมย์ซะหรอก..
สวัสดีครับ คุณเบิร์ด <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าคุณเบิร์ดเป็นคนที่ร่ำรวยด้วยถ้อยคำเป็นอย่างมาก และมีมุมที่ละเอียดในการใช้ชีวิตด้วยเช่นกัน สังเกตและซึมซับจากถ้อยคำและมุมมองที่ฉายสะท้อนอย่างโดดเด่นในบันทึก ซึ่งผมไม่สามารถนำเสนอได้เช่นนั้นเลย…</p><p>(เรื่องจริงนะครับ)…</p><p>และทุกครั้งที่แวะมาให้กำลังใจแก่ผมก็ทิ้งรอยความคิดไว้จนผมต้องนิ่งงัน … เขินอายที่จะตอบต่อยอด เพราะทุกกระบวนคิด แจ่มชัดและมีพลังอย่างเหลือเชื่อ…</p><p>…</p><p>เช่นเดียวกับครั้งนี้ .. "บางทีการจากไกลก็ทำให้เวลาที่ได้อยู่ร่วมกันมีความหมายมากขึ้น" กระบวนความนี้กลับมาช่วยสรุปความในความคิดของผมให้แจ่มชัดโดยที่ผมเองก็สรุปไม่ได้</p><p>ห้วงนี้จึงขออนุญาตชื่นชมอย่างเป็นทางการ โดยไม่ต่อยอดใด ๆ นะครับ</p><p>ผมขอบคุณ - คุณเบิร์ดมากครับ ..</p>
เห็นครอบครัวที่อบอุ่น อย่างนี้แล้ว อยากให้ครอบครัวอื่นๆ เป็นแบบนี้บ้าง ปัญหาสังคมจะน้อยลงมากค่ะ
ครอบครัวเป็นแรกที่เล็กที่สุด แต่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคน
ถ้าสถาบันครอบครัวเข้มแข็ง ประเทศชาติก็เข้มแข็ง
ครอบครัวเป็นสังคมที่เล็กที่สุด แต่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคน
ขอโทษค่ะ พิมพ์ผิด
มาเยี่ยม…คุณ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p> </p><p>เห็นสายน้ำมีชีวิตชีวาจริง ๆ ครับผม…</p><p>ทำไมเรียกว่า …ลำปาว…</p><p>จากคนเกิดในลุ่มแม่น้ำโขงมาเรียนอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาก่อนไปจบการเรียนรู้ที่ริมฝั่งลุ่มน้ำพระแม่คงคา และมาทำงานอยู่ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา… </p><p>ฮา ๆ เอิก ๆ</p>
น้อยคนนักที่ได้จะได้รู้จักคำว่า " สายน้ำ....สายธายแห่งชีวิต " ผมได้อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นไปด้วยความรักความผูกพันธ์ของความเป็นตัวตนของคนที่ชื่อ พนัส ปรีวาสนา บุคคลที่ไม่ลืมรากเหง้าแห่งชีวิตอันน่าทึ่งคนนี้ และผมต้องขอบูชาสายน้ำแห่งนี้ด้วยความนอบน้อมที่สามารถปลูกจิตสำนึกให้กับคนๆนี้และทำให้คนนี้ไม่ลืมที่จะนำเอารากเหง้า วิถีชีวิต ของตนเองมาสอนบุคคลที่อยู่ทั้งเบื่องหน้าและ เบื่องหลังได้เป็นอย่างดี ถึงสายน้ำจะมีความเปลี่ยนแปลงเพียงใดแต่ผมชื่อว่า คนที่ชื่อ พนัส ปรีวาสนา คนนี้จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ และความคิดในวิถีชีวิตของ นักแรงงานแห่งกิจกรรม
" ทุ่งนา สายน้ำ : รากเหง้าของ พนัส ปรีวาสนา "
สวัสดีครับพี่อนงค์
ผมเกิดและเติบโตจากสายน้ำ.. ผมว่าผมใจกว้างเหมือนสายน้ำอยู่บ้างเหมือนกัน เพียงแต่ผมมีลักาณะของสายน้ำที่เชี่ยวกราดและไม่ราบเรียบ
พี่เองก็เป็นอีกคนที่ให้ความสำคัญต่อสถาบันครอบครัวมาก...และผมก็แอบชื่นชมอยู่ลึก ๆ ...แต่ต้องขออภัยที่สื่อสารออกมาไม่ชัดเจน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ระลึกถึงเสมอนะครับ ถึงแม้ระยะหลังจะไม่ได้ฝากรอยคิดไว้ในบันทึกของกันและกันอย่างสม่ำเสมอ</p><p>บันทึกนี้ เป็นการบันทึกอดีต สู่ปัจจุบัน และอนาคตที่กำลังจะบอกให้ลูกได้รู้ว่า “ที่นี่คือตัวตนของพ่อ” และเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เขาจะได้รู้รากเหง้าของเขาด้วยเช่นกัน และไม่หลงลืมที่จะอาทรต่อสายน้ำผู้เป็นประหนึ่งมารดาอีกคนของเขา….</p><p>ผมยังกินข้าวเหนียว…เป็นเสี่ยวอีสาน เว้าลาวอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง</p><p>…</p><p> </p>
เป็นการดำเนินชีวิตที่ดีจริง ๆ อ.มีโอกาส เอาภาพอย่างมีภาพอีกนะคะนกชอบมากเลยทำให้ไม่อยากอยู่กทม.นะคะหนิ