ตอนไปทานข้าวที่โรงอาหาร ก็พบว่ามีผึ้งเป็นจำนวนมากอยู่บริเวณศาลกำลังตอมขวดน้ำหวานอยู่ พอมองไปก็แปลกใจมากเพราะน้ำหวานแต่ละขวดหมดไปแล้วครึ่งค่อนขวด ก็นึกในใจว่าผึ้งดูดน้ำหวานจากหลอดได้อย่างไร...

วันจันทร์นี้จะเป็นวันเปิดภาคการศึกษา ๑/๒๕๕๐ ของสจพ. นักศึกษาที่สอบเข้ามาใหม่ก็ได้เข้ามาลงทะเบียนและรายงานตัวแล้ว นักศึกษาที่จบการศึกษาก็ทยอยมาทำเรื่องลาออก บรรยากาศในอาทิตย์ที่ผ่านมาก็ค่อนข้างคึกคัก มีนักศึกษาใหม่และผู้ปกครองจำนวนมากเดินกันขวักไขว่ในสถาบัน

ที่สจพ.นอกจากจะมีพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.๔ และมีหอพระสิงห์ที่เป็นที่เคารพของบุคลากรและนักศึกษาแล้ว ก็ยังมีศาลเสด็จปู่ฤาษี ที่มีผู้มากราบไหว้บูชาเป็นจำนวนมาก ช่วงนี้เป็นช่วงเปิดการศึกษาใหม่ ก็จะมีการมาบนบานศาลกล่าวกับศาลเสด็จปู่เป็นจำนวนมากด้วยน้ำแดงและรูปปั้นยีราฟดังรูป

ศาลเสด็จปู่ฤาษี

ตุ๊กตายีราฟเป็นจำนวนมากทางด้านขวาของศาลฯ

<h4>ดิฉันเคยสงสัยมานานแล้วว่าทำไมต้องเป็นรูปปั้นยีราฟ ก็ได้ไปสอบถามมาบ้าง ทราบมาว่ามีอาจารย์ท่านหนึ่งใช้ปูนที่เหลือจากการฝึกของนักศึกษามาลองปั้นเป็นตุ๊กตายีราฟ เพราะมีวัสดุเหลือและสีเหลืออยู่ (อาจารย์หลายท่านที่เคยเรียนที่นี่คงจะเล่าได้ดีกว่าดิฉันเป็นแน่  อ.ศิริศักดิ์ ช่วยเสริมด้วยค่ะ..) อ.ศิริศักดิ์ มาช่วยเสริมแล้วค่ะ ปรากฏว่าที่ดิฉันเขียนไว้ข้างต้นผิดค่ะ อ.ศิริศักดิ์ เล่าว่า…</h4><blockquote>

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว....มีคำสั่งจากหน่วยงานให้นักการกลุ่มหนึ่งทำการก่อสร้างอาคารเล็กๆหลังหนึ่ง  หลังจากที่ก่อสร้างเสร็จ   มีวัสดุก่อสร้างเหลือ...จะทำอย่างไรดีกับสิ่งที่เหลือนี้  ในที่สุด...หนึ่งในนักการก็ออกความเห็นให้ปั้นรูปยีราฟ (สมัยนั้นกำลังฮิต) 

รูปปั้นยีราฟ(ที่ไม่ค่อยสวยนัก สีที่ทาก็ซีดๆ)ตัวหนึ่งก็เกิดขึ้น  ยีราฟตัวนั้นยืนอยู่บริเวณอาคารนั้นอยู่นานพอสมควร  จนต่อมา...หน่วยงานมีความต้องการใช้พื้นที่บริเวณที่รูปปั้นยีราฟยืนอยู่   รูปปั้นยีราฟจึงถูกนำไปทิ้ง

จากการสำรวจสถานที่จะทิ้งพบว่า  บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ริมคลองหน้าคณะครุศาสตร์มีศาลเก่าๆสภาพชำรุดทรุดโทรมมากหลังหนึ่ง และที่บริเวณนั้นมีคนนำพระพุทธรูปบูชาแตกๆหักๆมาวางทิ้งไว้ด้วย ดังนั้นรูปปั้นยีราฟตัวแรกซึ่งนับเป็นบรรพบุรุษตุ๊กตายีราฟทั้งหลายจึงถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่

อยู่มาวันหนึ่ง...มีเจ้าหน้าที่ฝันเห็นคนแก่ๆเดินอยู่บริเวณศาลนั้น   และบอกว่าอยู่ที่นี่  เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็เลยนำพวงมาลัยมาเซ่นไหว้เพื่อขอพร ตั้งแต่นั้นมาก็มีการเซ่นไหว้มากขึ้น 

จนกระทั่งเมื่อมีการปรับปรุงสถานที่ภูมิทัศน์ริมคลอง  ศาลพ่อปู่ฤาษีที่เห็นในภาพจึงเกิดขึ้นแทนที่ศาลชำรุดหลังเก่า   ตุ๊กตายีราฟก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ....  

</blockquote><h4>คนก็เลยเข้าใจว่าเป็นของมาบูชาแก้บน ก็เลยมีตุ๊กตายีราฟเป็นจำนวนมากถูกนำมาบนหรือแก้บนเป็นจำนวนมากจนปัจจุบัน</h4><h4>ของอีกอย่างที่ถูกนำมาไหว้เสด็จปู่เป็นประจำคือน้ำแดง โดยช่วงเปิดเทอมนี้จะมีมากเป็นพิเศษ จากทั้งนักศึกษาเก่าและใหม่ ซึ่งก็คงลอกเลียนแบบจากที่เห็น เพราะดิฉันเห็นนักศึกษาใหม่และครอบครัวมาด้อมๆ มองๆ อยู่หลายราย เพราะตุ๊กตายีราฟกับศาลฯ เป็นอะไรที่ค่อนข้างสะดุดตา</h4><h4 align="center"></h4><h5 align="center">น้ำแดงที่ถูกนำมาไหว้ที่ศาลฯ กับผึ้งเมืองกรุง</h5><h4> เมื่อต้นอาทิตย์ที่แล้วเดินผ่านศาลฯ ตอนไปทานข้าวที่โรงอาหาร ก็พบว่ามีผึ้งเป็นจำนวนมากอยู่บริเวณศาลกำลังตอมขวดน้ำหวานอยู่ พอมองไปก็แปลกใจมากเพราะน้ำหวานแต่ละขวดหมดไปแล้วครึ่งค่อนขวด ก็นึกในใจว่าผึ้งดูดน้ำหวานจากหลอดได้อย่างไร...ใครแอบมากินของบนหรือเปล่าหนอ...เดินผ่านอีก ๒ ๓ วันถึงค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นฝีมือผึ้งมากกว่าคนแน่ๆ..ฝีมือจริงๆ ผึ้งพวกนี้ ฝากให้ท่านทั้งหลายเดาว่าผึ้งดูดน้าหวานอย่างไรนะคะ : )  ดิฉันเอารูปผึ้งกับแฟนต้าน้ำแดงไปปะไว้ที่บันทึกของคุณบางทรายไว้ หลายท่านเริ่มถามแล้วค่ะว่าน้ำผึ้งหรือรังผึ้งจะแดงและมีรสแฟนต้าซาบซ่าด้วยหรือไม่ อิอิ </h4><h4> บันทึกนี้เป็นเรื่องเบาๆ แต่ก็มีประเด็นซ่อนอยู่บ้างเหมือนกัน มีผึ้งกับแฟนต้า ความพยายามของผึ้งในการอยู่รอดหาอาหาร ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะของเมือง เป็นธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่ง แล้วก็มีนักศึกษาใหม่ที่ต้องปรับตัวกับสถานศึกษาและการศึกษาในเทอมใหม่ กับที่พึ่ง(ทางใจ)ของนักศึกษา .. เล่าให้ฟังสนุกๆ ค่ะ.. </h4>