ความมั่นคงโลก ความมั่นคงในตะวันออกลาง ความมั่นคงในเอซียตะวันออกเฉียงใต้ ความมั่นคงในยุโรป ปัญหาความไม่มั่นคงในท้องถิ่น(ภาคใต้ของไทย) มีผลต่อความมั่นคงโลก?
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน

ผมเปิดบล็อกนี้ขึ้นมา เพื่อรวบรวมสาระเกี่ยวกับ"สันติภาพและยุทธศาสตร์ความมั่นคงฯ" (ความมั่นคงโลก) ซึ่งผมและเพื่อน ๆ ในโครงการปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต กำลังสัมมนากันอยู่ในระยะนี้ เพื่อแชร์ความรู้ประสบการณ์ ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาด้านความมั่นคงโลก

เรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงโลก เป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวคนไทยอีกต่อไป และเพื่อเผยแพร่ความรู้นี้แก่ผู้สนใจ ทั้งเยาวชน นิสิต นักศึกษา อาจารย์ ผู้สนใจทั่วไป อันจะเป็นประโยชน์ทางด้านการเรียน การสอน ขอเชิญท่านผู้อ่านติดตามสาระดังกล่าวได้จากข้อความในบล็อกนี้ สวัสดีครับ

วันนี้ เราจะมองไปข้างหน้าทั้งปีว่า จะมีปัญหาความมั่นคงอะไรเกิดขึ้นในโลกในปี 2550
[1] http://www.the-thainews.com/analized/inter/int020350_10.htm
แนวคิดความมั่นคงใหม่กับการพัฒนาบุคลากรภาครัฐในพื้นที่ชายแดน[1] <p style="margin: auto 0cm" class="style9">ในปัจจุบันปัญหาความมั่นคงที่ประเทศทั้งหลายต้องเผชิญมีอยู่หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งดินแดน การแพร่กระจายของอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง การทำลายสิ่งแวดล้อม วิกฤตการณ์พลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการก่อการร้ายที่แพร่ขยายไปทั่วโลก </p><p style="margin: auto 0cm" class="style9"></p>จากสถานการณ์ปัญหาความมั่นคงต่างๆที่ประเทศทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ทำให้การศึกษาวิจัยในเรื่องปัญหาความมั่นคงต่างๆ รวมถึงการติดตามสถานการณ์ความมั่นคงทั้งหลาย ตลอดจนการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง "โครงการความมั่นคงศึกษา" โดยมี รศ.ดร. สุรชาติ บำรุงสุข จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล็งเห็นความสำคัญของการทำความเข้าใจ "ความมั่นคง" ในบริบทใหม่ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และทรัพยากร จึงได้ดำเนินการวิจัยเพื่อแสวงหาและนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความมั่นคงที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในเรื่องของการบูรณาการและความขัดแย้ง ตลอดจนเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจให้แก่สังคมไทยทั้งในส่วนของภาครัฐและสาธารณชนในประเด็นความมั่นคงใหม่ เช่น โลกาภิวัตน์ก่อการร้าย การก่อการร้ายในศตวรรษที่ 21 และความมั่นคงด้านพลังงานของไทย ในกระบวนการวิจัยโครงการได้จัดทำจุลสารความมั่นคงศึกษาเผยแพร่ไปยังหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมข่าว 3 เหล่าทัพ วิทยาลัยการทัพ 3 เหล่าทัพ โรงเรียนเสนาธิการ 3 เหล่าทัพ และสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกลุ่มย่อยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยได้รับความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐด้านความมั่นคงต่างๆ อาทิเช่น วิกฤตพลังงานกับความมั่นคงของประเทศ <div>
<hr><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://www.trf.or.th/RE/x.asp?Art_ID=185</p></div> </div>
ยุทธบทความ
สุรชาติ บำรุงสุข
ในหลวงกับความมั่นคงไทย (2)[1] <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
“ประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มว่าจะถูกกระทบจากความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมเร็วกว่า และหนักกว่าประเทศร่ำรวย โดยคำจำกัดความ ประเทศกำลังพัฒนาไม่มีเงิน ไม่มีวัตถุ และไม่มีทรัพยากรทางปัญญาเช่นประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ สถาบันทางสังคมและการเมืองของประเทศเหล่านี้มักจะเปราะบาง และเกิดความแตกแยกอย่างหนักจากความขัดแย้ง ดังนั้น จึงเป็นไปได้อย่างมากว่า สังคมประเทศกำลังพัฒนาจะไม่สามารถรับมือหรือจัดการกับความล่มสลายด้านสิ่งแวดล้อมได้”
Thomas F. Homer-Dixon
“On the Threshoid” (1992)
คํากล่าวของ โฮเมอร์-ดิกซัน ในข้างต้นไม่เกินเลยจากความเป็นจริงของประเทศกำลังพัฒนาแต่อย่างใด เพราะประเทศกำลังพัฒนาในสถานการณ์ปัจจุบัน มีปัญหาร่วมกันอยู่ประการหนึ่งก็คือปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม</p>
ความเสื่อมโทรมเช่นนี้ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เพราะคนนอกจากจะต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนแล้ว พวกเขายังต้องอยู่กับระบบนิเวศน์ที่เสื่อมถอยลงด้วย การสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเส้นทางสำคัญในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในชนบท และที่สำคัญก็คือการดำเนินการเช่นนั้น จะเป็นการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ให้เกิดขึ้นด้วย
ในท่ามกลางปัญหาเช่นนี้ ความพยายามของพระองค์ท่านต่อการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ได้ปรากฏในอีกลักษณะหนึ่ง ด้วยการที่พระองค์ท่านทรงนำเสนอถึงแนวคิดในเรื่องของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งก็อาจตีความได้ว่า พระองค์ทรงพยายามทำให้หมู่บ้านในชนบทไทยสามารถดำรงอยู่ได้ในทางเศรษบกิจ
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการสร้างความมั่นคงของหมู่บ้านเพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็จะเป็นการสร้างความมั่นคงในระดับพื้นฐานให้แก่สังคมไทย
ความเข้มแข็งของหมู่บ้านเช่นนี้ จึงไม่เพียงแต่จะเป็นปราการให้สังคมไทยสามารถรับมือได้กับการไหลบ่าของกระแสโลกาภิวัตน์จากภายนอก ที่ไหลลงตั้งแต่ระดับชาติลงไปสู่ส่วนต่างๆ ของสังคม ที่แม้ชนบทไทยที่ห่างไกล ก็ไม่ได้อยู่พ้นจากโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งความเข้มแข็งของหมู่บ้านในชนบทไทย จะยังมีส่วนอย่างมากต่อการทำให้ผู้คนในระดับล่าง (หรือที่เรียกกันว่า ระดับรากหญ้า) มีชีวิตที่ดีขึ้น
อันจะเป็นองค์ประกอบอย่างสำคัญต่อเสถียรภาพทั้งทางการเมืองและสังคมของประเทศในอนาคตเองอีกด้วย
ความสนพระทัยอย่างมากของพระองค์ท่านในเรื่องของระบบนิเวศน์ ยังทำให้พระองค์ให้ความสนใจกับเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องอย่างสำคัญในอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องของอากาศและสภาวะความเปลี่ยนแปลงของอากาศ
ในทางภูมิศาสตร์สังคม (Social Geography) เราทราบกันดีว่า สภาพอากาศเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อความเป็นไปของชีวิตในชนบท ซึ่งก็ไม่ใช่แต่เพียงในกรณีของประเทศไทยเท่านั้น ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ความสนพระทัยในเรื่องสิ่งแวดล้อมของพระองค์ จึงถูกขยายไปสู่เรื่องของอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของฝน และพายุฝน
หลายต่อหลายครั้งที่มีเรื่องเล่าถึง การประมาณสถานการณ์ของพระองค์ท่านที่เป็นไปอย่างถูกต้อง และแม่นยำในเรื่องของการเกิดพายุ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมจะกลายเป็นปัญหาอุทกภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากได้ง่าย
ความมั่นคงในประเด็นเช่นนี้ อาจจะดูเป็นเรื่องใหม่ แต่ว่าที่จริง รัฐก็เตรียมตัวรับกับภัยพิบัติใน 2 กรณีใหญ่เสมอมา คือ ภัยที่เกิดจากมนุษย์ เช่น สงคราม และการก่อการร้าย เป็นต้น และภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย หรือวาตภัยก็ตาม ดังตัวอย่างของความรุนแรงของธรรมชาติอย่างหนัก เช่น กรณีสึนามิ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แต่ประเด็นเช่นนี้ก็มักจะถูกจัดอยู่ในเรื่องการป้องกันภัยพิบัติ มากกว่าจะถูกสร้างกรอบคิดด้านความมั่นคงรอบรังไว้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาสภาวะอากาศถูกมองเป็นเพียงเรื่องของอากาศในตัวเอง และไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ในเรื่องของผลกระทบด้านความมั่นคง เพราะความสนใจถูกรวบศูนย์อยู่กับปัญหาด้านการทหารเป็นสำคัญ
นักความมั่นคงใหม่บางส่วนจึงแยกประเด็นความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม ออกมาเป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลงของอากาศกับความมั่นคง (Climate Changes and National Security) ซึ่งหัวข้อเช่นนี้อาจจะดูเป็นเรื่องใหม่ แต่โดยเนื้อหาแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อรัฐมาแล้วในหลายกรณี หากแต่การศึกษาในอดีต มักจะไม่รวมเอาประเด็นเช่นนี้มาไว้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความมั่นคง
ฉะนั้น การที่ในหลวงทรงให้ความสนพระทัยกับเรื่องเช่นนี้ก็คือ การเปิดโลกทรรศน์ของนักความมั่นคงไทยว่า ความเปลี่ยนแปลงสภาวะของอากาศก็เป็นอีกหนึ่งในปัญหาความมั่นคงด้วย ดังจะเห็นได้จากผลกระทบของเอลนีโย หรือลาณิญา ที่เกิดกับภูมิภาคต่างๆ ของโลกเช่นในปัจจุบัน
ประเด็นที่สำคัญอีกประการในกรอบของปัญหาความมั่นคงใหม่ก็คือ บทบาทของพระองค์ท่านกับเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า พระองค์ท่านให้ความสนใจอย่างมากกับปัญหาพลังงานทางเลือก (alternative energy) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอธานอล หรือไบโอดีเซลก็ตาม
นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังเป็นผู้ริเริ่มการผลิตเอธานอลโดยการติดตั้งเครื่องสาธิตโดยใช้วัตถุดิบในการผลิตจากกากน้ำตาลในปี 2528 และพัฒนาจนสามารถผลิตพลังงานชนิดนี้แบบที่มีความบริสุทธิ์สูงขึ้นได้ในปี 2543
จากการศึกษาทดลองของพระองค์ท่านทำให้เราอาจถวายพระนามให้กับพระองค์ได้ว่า "พระราชบิดาพลังงานทางเลือกของไทย"
วันนี้โลกกำลังประสบกับปัญหาวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ เห็นได้ชัดจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และต่างจากสองครั้งก่อนอย่างมากก็คือ ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ และไม่มีแนวโน้มที่จะลดต่ำลง เพราะในอดีตนั้น ราคาน้ำมันก่อนจะก้าวเข้าสู่ ค.ศ.2000 (พ.ศ.2543) จะมีเสถียรภาพที่ประมาณ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 70 เหรียญต่อบาร์เรล (หากคิดหยาบๆ ก็คือ ประมาณ 3 เท่าครึ่งของราคาก่อนปี 2000) ซึ่งเป็นคำตอบในตัวเองว่า ทุกสังคมจะต้องคิดในเรื่องของพลังงานทางเลือกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
สถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานเช่นปัจจุบัน จึงสะท้อนให้เห็นถึงพระราชดำริของพระองค์ท่านที่นำสมัยมากๆ เพราะสังคมไทยในช่วงหลังจากวิกฤตน้ำมันครั้งแรกปี 2516 นั้น ก็ยังไม่มีอัตราการบริโภคน้ำมันภายในที่สูงเช่นปัจจุบัน หรือสถานการณ์การบริโภคน้ำมันของโลกเองก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าต้องเป็นกังวล ประกอบกับน้ำมันยังคงเป็นพลังงานที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ
แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน โครงการพลังงานทางเลือกจึงเกิดขึ้นในพระราชวังสวนจิตรลดา และสะท้อนให้เห็นสายพระเนตรที่ยาวไกลในการประมาณสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานที่โลกในอนาคต รวมประเทศไทยด้วยนั้น จะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงานอย่างแน่นอน อีกทั้งพระองค์ท่านได้ทรงศึกษาทดลองในปัญหาพลังงานทางเลือกมาโดยตลอด
นอกเหนือจากประเด็นความมั่นคงเช่นที่กล่าวในข้างต้นแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงสร้างแนวคิดในเรื่องของ "การสนทนาระหว่างอารยธรรม" (Dialogue Among Civilizations) ให้เป็นตัวอย่างแก่รัฐบาลและข้าราชการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ประชาชนมีความแตกต่างทางศาสนาและความเชื่อมาโดยตลอด
การเสด็จเยือนของพระองค์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นภาพปกติที่เราได้เห็นเสมอมา แต่ประเด็นสำคัญก็คือภาพของพี่น้องชาวมุสลิมที่ได้ให้ความเคารพต่อพระองค์ท่านอย่างจริงใจ โดยไม่มีศาสนาเป็นอุปสรรคขีดกั้น
อีกทั้งภาพและเรื่องราวของพระองค์ในการเสด็จเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้สะท้อนให้เห็นถึงการ "เข้าถึง" ในจิตใจและความรู้สึกของพสกนิกรที่เป็นศาสนิกต่างความเชื่อได้เป็นอย่างดี และเป็นแบบอย่างที่คนทำงานความมั่นคงในภาคใต้ต้องน้อมรับใส่เกล้าฯ ไว้ศึกษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบัน
การเสด็จไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงริเริ่มมาตั้งแต่ก่อนที่สถานการณ์ระหว่างประเทศจะปรากฏให้เห็นถึงแนวโน้มของสิ่งที่นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันอย่าง แซมมวล ฮันติงตัน เสนอเป็นกรอบคิดทางทฤษฎีในเรื่องของ "การปะทะทางอารยธรรม" (The Clash of Civilizations) เสียอีก และอย่างน้อยก็เห็นได้ชัดเจนว่า การเสด็จเยี่ยมเยือนพสกนิกรของพระองค์ที่เป็นพี่น้องมุสลิมนั้น ยังเป็นการเชื่อมให้พี่น้องเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่านอีกด้วย
กล่าวคือ พระองค์ไม่เคยถือเอาศาสนาเป็นข้อกำหนดในการช่วยเหลือประชาชนต่างความเชื่อแต่อย่างใด จนอาจกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงเป็น “ข้อต่อ” ที่สำคัญของรัฐไทย (ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ) กับพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้
สิ่งที่กล่าวในข้างต้น ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกรอบทางทฤษฎีของวิชาความมั่นคงศึกษาแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนถึง บทบาทของในหลวงในการต่อสู้กับปัญหาความมั่นคงใหม่ที่รัฐและสังคมไทยต้องเผชิญ พระองค์ดำเนินการเช่นนี้ก็เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ท่านมีชีวิตอยู่ด้วยความมั่นคงอย่างยั่งยืนทั้งในปัจจุบันและอนาคตนั่นเอง
ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ</span> <div>
<hr>
[1] http://www.matichon.co.th/weekly/wk_txt.php?srctag=MTAwMzAwNjQ5
</div>
“เตรียมประเทศไทย...รองรับภัยใหม่”[1]
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">สกว.เสนองานวิจัย “เตรียมประเทศไทย…รองรับภัยใหม่” นักวิชาการเผยปลายปีนี้เสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างบูรณาการแก่รัฐบาล หลัง “สุรยุทธ์” บินลงนามอนุสัญญาเซบู เผยเตรียมใช้วิธีดักฟัง-สะกดรอย เป็นข้อมูลในชั้นศาลเอาผิดผู้ก่อการร้าย หลังศาลยกฟ้องหลายคดี ชี้ปี ’50 การก่อการร้ายทุกรูปแบบรุนแรงกว่าเดิม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2550 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดแถลงข่าวเสนองานวิจัย “เตรียมประเทศไทย…รองรับภัยใหม่” ณ ห้องประชุม สกว. อาคารเอสเอ็ม ชั้น 14 โดยรศ.ดร.ประธาน วัฒนวาณิชย์ อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตนได้พิจารณาถึงข้อกฎหมายในการจัดการกับการก่อการร้ายอย่างบูรณาการ โดยมีด้วยกัน 3 ส่วน คือ </p>
1. กฎหมายระหว่างประเทศ
2.กฎหมายภายในประเทศ และ
3. การพัฒนากฎหมาย
เพราะแต่ละประเทศประสบภัยคุกคามการก่อการร้ายแตกต่างกัน เช่น ประเทศญี่ปุ่นไม่ค่อยเจอภัยคุกคามการก่อการร้าย แต่ให้เงินสนับสนุนการพัฒนากฎหมายการก่อการร้ายแก่ประเทศในอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา ที่มีความร่วมมือในการลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศมากกว่าประเทศไทยเสียอีก อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันการก่อการร้ายอากาศยาน อนุสัญญาว่าด้วยการปราบปรามการสนับสนุนการเงินในการก่อการร้าย
อย่างไรก็ตามในประเทศไทยยังไม่ได้มีการเชื่อมโยงประสานการทำงานไปยังต่างประเทศเพียงพอ เช่น ยุโรปและสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องเส้นทางการสนับสนุนทางการเงินของผู้ก่อการร้ายในต่างประเทศ ให้มีกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ เพราะการก่อการร้ายทำโดยองค์กร เครือข่าย หรือบริษัทที่จดทะเบียน มีทุกรูปแบบ "สิ่งที่มีตัวตน" ซึ่งภายในปลายปีนี้จะนำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างบูรณาการแก่รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)
"ประเทศไทยได้มีการแก้ไขกฎหมายอาญาเพิ่มเติมในประมวลกฎหมายอาญา ความผิดการก่อการร้าย มาตรา 135/1, 2, 3 และ 4 รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้ความผิดฐานก่อการร้ายเป็นความผิดมูลฐาน เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการปราบปรามการให้เงินสนับสนุนการก่อการร้าย"
รศ.ดร.ประธาน กล่าวว่า ในส่วนของความร่วมมือในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์นั้น นายกรัฐมนตรีได้มีการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้ายในอาเซียน ซึ่งจะเป็นการสร้างกรอบทางกฎหมายสำหรับความร่วมมือในการต่อต้าน ป้องกัน และปราบปรามการก่อการร้ายให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลไทยมีส่วนในอนุสัญญาด้วยกัน 3 เรื่อง คือ
1. ความผิดทางอาญา
2. การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และ
3. ความร่วมมือระหว่างประเทศ ในกระบวนการยุติธรรมหรือทางศาลระหว่างกัน เช่น การสืบพยาน การค้นหาหลักฐาน แลกเปลี่ยนระหว่างกัน
ดังนั้นต้องมีการพัฒนากฎหมายการเอาผิดผู้ก่อการร้ายเพิ่มเติม ด้านการดำเนินคดี เพราะการกระทำผิดบางอย่างของผู้ที่คาดว่าจะก่อการร้ายนั้น อาจจะกระทำเพื่อวัตถุประสงค์การก่อการร้ายบางอย่าง เช่น เพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย เช่น การลักทรัพย์ การวางระเบิด การทำร้ายร่างกาย การปล้นทรัพย์ เพื่อนำไปสนับสนุนการก่อการร้าย
ดังนั้นสิ่งสำคัญ ประเทศไทยต้องพัฒนาสารบัญญัติ การเอาผิดและลงโทษ รวมถึงการพิจารณาคดีอาญาเพื่อนำไปสู่การพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิด ซึ่งในการใช้กฎหมายต้องมีเครื่องมือเป็นพิเศษ ต้องมีการบูรณาการการใช้กฎหมาย เช่น กม.การฟอกเงิน กม.การค้ายาเสพติด หรือ กม.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้มีการประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานและผู้ปฏิบัติการรู้กลไกสืบสวน สอบสวน จับกุม ควบคุมตัวทั้งหมดอย่างดี
"ทางยูเอ็นเองก็มีอนุสัญญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย 13 ฉบับ จนฉบับล่าสุดที่มีอนุสัญญาเกี่ยวกับการต่อต้านการใช้อาวุธนิเคลียร์มาข่มขู่ให้รัฐบาลกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง"
</span> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นอกจากนี้ ในหน่วยงานการต่อต้านการจารกรรมและการแทรกซึมเพื่อป้องกันภัยคุกคาม ซึ่งหน่วยงานนี้ไม่ได้มุ่งไปที่จะนำหลักฐานดังกล่าวนำไปพิจารณาความทางคดี แต่จะใช้วิธีการเฉพาะในการดำเนินการจับกุมและพิจารณาคดี เช่น หากต้องการจะจับกุมลงโทษผู้กระทำการก่อการร้าย ทางผู้ปฏิบัติงานจะได้อำนาจพิเศษเฉพาะที่ได้รับการแต่งตั้งจากหน่วยงานต้นสังกัดระดับอธิบดีให้มีคำสั่งพิเศษไปดำเนินการในการพัฒนากฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายนั้น เห็นว่า ควรจะเป็นหน่วยงานข้าราชการและพลเรือน ไม่เหมาะเป็นอย่างยิ่งถ้าจะให้หน่วยงานทางทหารเป็นผู้ร่าง </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แต่ควรให้หน่วยงานราชการและพลเมืองที่เป็นกลางทางการเมือง เพราะกฎหมายฉบับนี้กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง คนออกกฎหมายและคนใช้กฎหมายต้องเป็นหน่วยงานกลางที่เป็นกลางทางการเมืองเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม กฎหมายความมั่นคงภายใน เช่น ประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นกฎหมายเผด็จการ เพราะไม่มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการคำนึงถึงเส้นแบ่งระหว่างสิทธิเสรีภาพกับความมั่นคงภายใน เช่น การดักฟัง กล้องวงจรปิด การตรวจสอบติดตามเรื่องส่วนบุคคล ดังนั้นถ้าจะมีกฎหมายความมั่นคงภายใน ต้องมีการคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพประชาชน และการตรวจสอบการใช้อำนาจด้วย
นายสนิท ชมชาญ อดีตข้าราชการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวว่า งานหลักสำคัญ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติเป็นองค์กรที่จะมากำหนดนโยบายและมาตรการป้องกัน จากข้อมูลหลักฐานด้านลับที่ได้ไปสืบเสาะหามา เพื่อนำมากำหนดนโยบาย และมาตรการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะนำหลักฐานเหล่านั้นมาเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีในชั้นศาล เพราะในชั้นศาลจะไม่รับหลักฐานงานข่าวกรอง เช่น การดักฟัง สะกดรอย
อย่างไรก็ตาม ในร่างกฎหมายการต่อต้านการก่อการร้ายที่กำลังเร่งร่างอยู่นี้ และจะนำเสนอต่อรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลางปีหรือปลายปีนี้ ที่จะเพิ่มแง่มุมทางกฎหมายในการพิจารณาคดีในชั้นศาล หาก ปปง. ปปส. และ ดีเอสไอ มีหลักฐานหรือพยานแวดล้อมเพียงพอที่จะระบุได้ว่า คนหรือกลุ่มบุคคลนั้นต้องสงสัย จะขออนุมัติจากศาลในการติดตามหาหลักฐานในทางลับ เช่น ดักฟังโทรศัพท์ แอบถ่ายภาพ หรือสะกดรอย ซึ่งก็เป็นการขออนุมัติโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อมีหลักฐานแน่ชัดว่าบุคคลนั้นก่อการเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคง ก่อการร้ายก็นำหลักฐานเหล่านั้นมาประกอบสำนวนคดี ดำเนินการเอาผิดแก่บุคคลนั้นได้
“เราจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพมนุษยชน หรือความมั่นคงของรัฐ เช่น การดักฟัง ที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น จะเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้น ซึ่งก่อนที่เราจะไปตรวจสอบติดตามดักฟังโทรศัพท์ หรือกล้องวงจรปิด ก็ไปขออนุมัติคำสั่งจากศาล แต่เมื่อได้หลักฐานเอาผิดชัดเจน ก็นำไปประกอบสำนวนคดีอาญา ศาลก็จะรับฟังได้”
สำหรับปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ขณะนี้ผู้ก่อความไม่สงบจะดำเนินการยุทธวิธีทุกวิถีทางทุกรูปแบบ เพื่อต่อต้านแนวทางสมานฉันท์และการปรับขบวนใหม่ของรัฐบาล เช่น ศอ.บต. และ พตท. 43 ที่ยังไม่ลงตัวดีนัก จึงเป็นช่องว่างที่ทางกลุ่มใช้วิธีการทุกรูปแบบในการดำเนินการ เช่น ให้แนวร่วมฆ่าข่มขู่ให้คนไทยพุทธออกจากพื้นที่ ส่วนคนไทยมุสลิมคนใดช่วยเหลือรัฐก็จะถูกฆ่า เพื่อแสดงให้ภาครัฐเห็นว่า ทางกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมีศักยภาพและสร้างขวัญกำลังใจให้กับแนวร่วม ซึ่งความรุนแรงใน จ.ยะลา รุนแรงมากที่สุด เพราะกลุ่มผู้ก่อการร้ายเห็นว่าในพื้นที่ จ.ยะลาเป็นพื้นที่ที่มีแนวร่วมขบวนการมากที่สุด จึงออกประกาศว่าจะปักธงรัฐปัตตานี ที่ อ.มะนังสะตา
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
“เชื่อว่าความรุนแรงในปี ’50 นี้จะรุนแรงไม่แพ้ปี ’49 ที่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบกดดันทุกรูปแบบ ซึ่งอย่างน้อยการแก้ปัญหาจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข หัวหน้าโครงการความมั่นคงศึกษา สกว. กล่าวว่า สกว.ได้ศึกษาถึงภัยคุกคามแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย โดยเฉพาะข้อกังวลกับภัยที่จะเกิดในเมืองขนาดใหญ่ ที่มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนอาศัยอยู่ในตึกสูง รวมทั้งระบบขนส่งมวลชน ควรจะมีวิธีป้องกันตัวเองที่เหมาะสมและสมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับในต่างประเทศ</p>
ทั้งนี้เห็นว่า ควรสร้างมาตรการที่สำคัญในการเผชิญกับความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เช่น สร้างระบบงานที่สามารถครอบคลุมระบบของเมือง สร้างเมืองให้เข้มแข็ง สร้างระบบคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน สร้างการสื่อสารกับประชาชน สร้างระบบสื่อสารระหว่างหน่วยงาน สร้างการมีส่วนร่วมของการตัดสินใจ และสร้างระบบการบริหารงานฉุกเฉินในพื้นที่
“สกว.ได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ เช่น ในการให้หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนจัดทำบันทึกรายการตึกสูงหรือหน่วยงานที่ถูกโทรศัพท์ขู่วางระเบิด ที่ควรจะให้มีการบันทึกคำบอกเล่าระหว่างคนรับโทรศัพท์และคนขู่ เป็นต้น หรือหากจะให้มีการอพยพ ปิดถนน ปิดโรงเรียน หรือปิดระบบการสื่อสารควรจะมีการชี้แจง ระบบการตัดสินใจหรือการรองรับปัญหาให้กับภาคเอกชนหรือหน่วยงานนั้นๆ อย่างไร”</span> <div>
<hr><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://yes-wedo.com/trf/trf55.htm</p></div> </div>
“การก่อการร้าย”[1] ปัจจุบันปัญหาการก่อการร้าย เป็นปัญหาที่นอกจากจะสร้างความวิตกและความหวาดกลัวให้กับประชาชนทั่วโลกแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ ความมั่นคงของระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมระหว่างประเทศอีกด้วย หลายคนคงจำเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 ที่เครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก World Trade กลางกรุงนิวยอร์ก เหตุการณ์วางระเบิดสถานบันเทิงที่กรุงบาหลีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2002 และเหตุการณ์การวางระเบิด3สถานีรถไฟใต้ดินที่กรุงมาดริดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2004 มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่ขบวนการก่อการร้ายได้กระทำขึ้นทั้งหมด แต่เป็นเหตุการณ์เพียงส่วนหนึ่งในหลายเหตุการณ์ ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วโลก ในอดีตที่ผ่านมายังมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีกมากมายที่ขบวนการก่อการร้ายได้ใช้ความรุนแรง แต่เพียงจำกัดอยู่ในบางภูมิภาคที่มีความขัดแย้งกันเท่านั้น บทความนี้จะนำเสนอความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับนิยาม ประเภท จุดมุ่งหมาย และวิธีการของขบวนการก่อการร้าย รวมทั้งผลกระทบบางแง่มุมต่อระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโลกที่เกิดขึ้น ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน ขบวนการก่อการร้ายถือว่าเป็นตัวแสดงระหว่างประเทศที่ไม่ใช่รัฐ (International non-governmental actor) ที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบโลกอย่างยิ่ง ดังนั้นการรู้จักและทำความเข้าใจ เกี่ยวกับขบวนการก่อการร้าย และภัยคุกคามที่เกิดจากขบวนการนี้จะทำให้สามารถเข้าใจระบบ และแนวโน้มของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้นด้วย นิยาม “การก่อการร้าย” ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่รู้จักคำว่า “การก่อการร้าย” จากสื่อสิ่งพิมพ์หรือโสตทัศน์ต่าง ๆ คำถามที่มักได้ยินกันเสมอ ๆ คือ “ขบวนการก่อการร้ายเป็นใครและมาจากไหน?” คำว่า “การก่อการร้าย หรือ Terrorism” มาจากคำว่า “Terror” ซึ่งหมายถึงทำให้หวาดกลัวนั้น เริ่มใช้ศัพท์นี้ครั้งแรกในช่วงระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส (1789 - 1794) เพื่อใช้เรียกการปกครองที่นิยมใช้ความรุนแรงและทำให้เกิดความหวาดกลัว (Reign of Terror)* และมักใช้จัดการกับกลุ่มก่อความไม่สงบที่ต่อต้านรัฐบาล อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังหาข้อสรุปของนิยามคำนี้ไม่ได้แน่ชัดและมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป ทั้งจากคำนิยามจากกฎหมายที่จารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านขบวนการก่อการร้ายเอง นักวิชาการเองก็ได้พยายามให้ความหมายของคำว่าขบวนการก่อการร้ายไว้ เพื่อทำให้เกิดความกระจ่างและเข้าใจได้ตรงกันมากขึ้น ในกฎหมายอาญาของแคนาดา มีการให้นิยามของขบวนการก่อการร้ายไว้พอสรุปได้คือ “การกระทำที่มีเป้าหมายและจุดประสงค์ทางการเมือง ศาสนาหรือลัทธิอุดมการณ์ เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวาดกลัว หรือไม่มั่นคงในสวัสดิภาพ ขบวนการก่อการร้ายจะกดดันรัฐบาล หรือองค์การในประเทศหรือระหว่างประเทศให้ยุติการกระทำต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของขบวนการดังกล่าว”[2][1] จานฟรังโก ปาสกวีโน (Gianfranco Pasquino) ให้คำนิยามว่า “เป็นชุดของการกระทำที่หลากหลายเพื่อกรรโชก ทำให้เกิดความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก และทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน ซึ่งการกระทำเหล่านี้เกิดจากปัจเจกบุคคลหลายประเภท รวมถึงกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลซึ่งกระทำในนามของกลุ่ม การกระทำในแต่ละครั้งไม่สามารถประเมินขอบเขตความรุนแรงได้”[3][2] แอชตัน บี. คาร์เตอร์ (Ashton B. Carter) และ วิลเลี่ยม เจ. เพอร์รี่ (William J. Perry) กล่าวถึงการก่อการร้ายว่า “เป็นขบวนการจู่โจมนอกรูปแบบของการทำสงครามแบบดั้งเดิม ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ชีวภาพ หรือเคมี รวมถึงการทำลายระบบข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นระบบสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสังคมปัจจุบัน อีกทั้งใช้สังคมที่ทันสมัยและซับซ้อนในปัจจุบัน ในการปฏิบัติการต่อบุคคลหรือสถาบันทางการเมือง”[4][3] จากที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะสรุปได้ว่าขบวนการก่อการร้าย คือ กลุ่มของปัจเจกบุคคลหรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์ อุดมการณ์ทางการเมือง และศาสนาร่วมกัน ในอันที่จะต่อต้านการกระทำของรัฐบาลด้วยวิธีการรุนแรงต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของกลุ่มตนเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามเป็นการยากที่จะให้คำนิยามขบวนการใดว่าเป็นขบวนการก่อการร้าย ส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้พิจารณาแต่ละบุคคล ข้อสังเกตบางประการจากคำนิยามการก่อการร้าย ประการแรก คือ การใช้ความรุนแรง ถือว่าเป็นลักษณะหรือรูปแบบการแสดงออกที่สำคัญของขบวนการก่อการร้าย แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่า ไม่สามารถแยกขบวนการก่อการร้ายออกจากกลุ่มอาชญากรโดยทั่วไป ที่มีพฤติกรรมนิยมใช้ความรุนแรงได้อย่างเด่นชัดเช่นกัน ประการที่สอง คือ ขบวนการก่อการร้าย มักจะมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายกับประชาชนเป็นวงกว้าง มากกว่าอาชญากรที่มีเป้าหมายเพียงรายบุคคล กล่าวง่าย ๆ คือ อาชญากรมีเป้าหมายต้องการฆ่าบุคคลนั้นเพียงบุคคลเดียว แต่การปฏิบัติการของผู้ก่อการร้าย ไม่ได้มุ่งหวังว่าประชาชนหรือบุคคลนั้น ๆ จะเสียชีวิตหรือไม่ เพราะไม่ได้มีเป้าหมายเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น ประการที่สาม คือ การก่อการร้ายในปัจจุบัน มุ่งการทำลายหรือการทำให้เกิดความหวาดกลัว กับประชาชนโดยทั่วไปมากกว่าฝ่ายทหารหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประการสุดท้าย คือ การมุ่งหวังทางการเมือง อุดมการณ์ และศาสนา เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือนโยบายของรัฐบาล หรือประเทศที่ขบวนการนั้น ๆ ต้องกา นอกจากนี้ ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญการต่อต้านการก่อการร้ายเห็นพ้องกันว่า ขบวนการก่อการร้ายมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของกระทำที่รุนแรง เพื่อแสดงการต่อต้านทางการเมืองหรือศาสนาต่อรัฐบาลหรือประเทศเป็นสำคัญ วัตถุประสงค์ของขบวนการก่อการร้าย ขบวนการก่อการร้ายมีวัตถุประสงค์หลากหลาย ขึ้นอยู่กับประเภทและความต้องการของขบวนการที่จัดตั้งขึ้นมา มีตั้งแต่เพียงต้องการโฆษณากลุ่มของตนเองให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การล้มล้างรัฐบาล จนกระทั่งถึงความต้องการในการแบ่งแยกดินแดน เพื่อให้ได้มาซึ่งอธิปไตยและเอกราชทางเชื้อชาติของกลุ่ม เช่น องค์การปลดปล่อยชาวปาเลสไตน์ (Palestine Liberation Organisation : PLO) กลุ่มก่อการร้ายบาสก์ในสเปน (Basque ETA) กองทัพปฏิวัติไอริช (Irish Republican Army : IRA) และกลุ่มผู้ก่อการร้ายพูโลในประเทศไทย (Pattani United Liberation Organisation : PULO) เป็นต้น ขบวนการก่อการร้ายแบบดั้งเดิม (Conventional Terrorism) มักมีเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นผู้นำประเทศ ที่ทำการรัฐบาลหรือฐานทัพทางทหาร แต่ในปัจจุบันสถานที่พลเรือนและประชาชน ก็ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีด้วยเช่นกัน วิธีการที่ใช้ก็แตกต่างกันออกไปตามสถานการณ์ ตั้งแต่การวางระเบิด การลักพาตัว การฆาตกรรม การจับเป็นตัวประกัน จนถึงการจี้เครื่องบิน ถึงแม้ว่าบรรดาประเทศต่าง ๆ จะพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี และมาตรการต่าง ๆ รวมถึงมีหน่วยข่าวกรองเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย รัฐบาลก็ยังยากที่จะคาดเดาถึงเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ และวิธีการต่าง ๆ ที่ขบวนการก่อการร้ายใช้ บางครั้งการกระทำอาจจะไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ของขบวนการนัก แต่ผลจากการกระทำดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จในเชิงจิตวิทยาเป็นอย่างมาก *อ่านเพิ่มเติม Jean Poperen, Robespierre, textes choisis, tome 3, Paris, Éditions sociales, 1974. [5][1] Alexandre Blais, Tout savoir sur le terrorisme, Montréal, les intouchables, 2004, p. 22. [6][2] Gianfranco Pasquino, “Terrorism”, Social Science Encyclopedia, 2nd ed. London and New York, Routledge, 1996. p. 872-873. [7][3] Ashton B. Carter and William J. Perry, Preventive Defense: A New Security Strategy for America, Washington D.C., Brookings Institution Press, 1999, p. 149. <div>
<hr>
[1] http://www.aetf-online.com/dossiers/dossiers.php?id_dossier=43&PHPSESSID=11505f3ae53b63071b69f045a551b435
</div>
รู้จักกับกองโจรในการก่อความไม่สงบ[1]
วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม พ.ศ.2548
แก้ไขโดยทอทหาร เรื่องของการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นคิดว่าเป็นประเด็นที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติ การดำเนินการต่าง ๆในปัจจุบันซึ่งล้วนแต่มีความรุนแรงนั้นส่วนใหญ่แล้วจะมาจากการปฏิบัติการของกองโจรที่ได้รับการฝึกและปลูกฝังอุดมการณ์/ความเชื่อมาเป็นอย่างดีผมขอถือโอกาสนี้นำเรื่องของกองโจรมาเล่าสู่กันฟังครับ <p style="margin: 0cm 0cm 3.75pt" class="MsoNormal">
สำหรับกองโจรตามคู่มือราชการสนามว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบพ.ศ.2540 (รส.100-20) ได้กล่าวถึงพื้นที่ปฏิบัติการของกองโจร โดยแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่ดังนี้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
- พื้นที่ในการควบคุมของกองโจร: พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่ที่ตั้งกองบัญชาการ ค่ายพักและฐานของกองโจรกองโจรจะทำการต้านทานกำลังฝ่ายปราบปรามอย่างเหนียวแน่นไม่ยอมให้เข้าไปในพื้นที่ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
- พื้นที่ช่วงชิง:เป็นพื้นที่หลักในการรุกของกองโจร เพื่อทำการขยายพื้นที่ในการควบคุมให้เพิ่มขึ้นกองโจรอาจจะยอมให้ฝ่ายปราบปรามเข้าไปในพื้นที่ได้โดยทำการขัดขวางแทนการต้านทานอย่างเหนียวแน่น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
- พื้นที่ในความควบคุมของรัฐบาล:ในพื้นที่นี้รัฐบาลเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ การปฏิบัติของกองโจรจะทำได้คือการเข้าตีโฉบฉวย การซุ่มโจมตีขนาดเล็ก การซุ่มยิง และการวางระเบิดและมีความเป็นไปได้ที่มีการดำเนินการด้วยกำลังขนาดใหญ่นอกจากนี้กองโจรยังสามารถปฏิบัติการแบบอื่น ๆ ได้แก่ ปฏิบัติการลับ เช่นการบ่อนทำลาย การจารกรรม การปฏิบัติการจิตวิทยา การก่อการร้าย การก่อวินาศกรรมฯลฯ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ในการดำเนินงานนั้นกองโจรมักจะนิยมแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการทั้ง 3 พื้นที่ให้เป็นพื้นที่ขนาดเล็ก และแบ่งมอบให้ชุดกองโจรเข้าปฏิบัติภารกิจทางยุทธวิธีปฏิบัติการทางจิตวิทยา การควบคุม การเก็บค่าคุ้มครอง หาอาหารและสิ่งอุปกรณ์ต่าง ๆที่จำเป็น ใน รส.100-20 พ.ศ.2540 ได้กล่าวถึงการที่กองโจรแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการตามเขตการปกครองของรัฐและรวมไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลเงาในรูปของคณะกรรมการปลดปล่อยเข้าบริหารงานทางการเมืองเศรษฐกิจและสังคมแทนเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อโอกาสอำนวย ความจริงแล้ว รส.100-20 พ.ศ.2540 จะเป็นเอกสารที่ออกมาใช้สำหรับการปราบปราม ผกค.เป็นหลักซึ่งเป็นสถาการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือที่เรียกว่าสงครามเย็นแต่เหตุการณ์การก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสถานการณ์ที่มีรากของปัญหาที่มาจากปัญหาทางสังคม/จิตวิทยามากกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างในช่วงการต่อสู้กับ ผกค. </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การกระจายกำลังตามแนวคิดใน รส.100-20 พ.ศ.2540 นั้นกองโจรจะกระจายกำลังในพื้นที่ปฏิบัติการต่าง ๆ ด้วยความอ่อนตัวสูงเพื่อเป็นมาตรการในการรักษาความปลอดภัยและต่อต้านข่าวกรองกองโจรมักจะเคลื่อนที่อยู่เสมอแต่ถ้าพิจารณาการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วกองโจรจะไม่เคลื่อนที่แต่จะอาศัยปะปนไปกับชาวบ้านในพื้นที่ดำเนินชีวิตเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การปฏิบัติทางยุทธวิธีของกองโจร นั้นในช่วงแรกของการปฏิบัติการจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในขอบเขตจำกัดมีขนาดเล็ก และเมื่อกองโจรได้รับการพัฒนาในด้านการจัดและการฝึกรวมถึงการมีอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกองโจรจะขยายการดำเนินการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งกรณีนี้ต้องใช้กำลังทหารเข้าปราบปราม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
การปฏิบัติการของกองโจรจะเป็นการดำเนินการที่ต้องใช้เวลาใช้ยุทธวิธีที่มีลักษณะการจู่โจมอย่างรุนแรงในระยะสั้น ๆ แล้วถอนตัวอย่างรวดเร็วโดยส่วนใหญ่แล้วกองโจรจะใช้การเข้าตีโฉบฉวยและการซุ่มโจมตีเป็นหลักโดยปกติจะไม่ทำการยึดที่หมายเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับกำลังกองหนุนขนาดใหญ่ของฝ่ายปราบปรามแต่บางครั้งในการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นกองโจรจะเข้ายึดที่หมายเพื่อยั่วยุและลวงให้ฝ่ายปราบปรามเข้าตีต่อที่หมายเพื่อสร้างเงื่อนไขให้เห็นถึงการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามของฝ่ายรัฐบาล </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สำหรับกองโจรนั้นจะมีลักษณะของการปฏิบัติการทางยุทธวิธีดังนี้</p><ul>
กองโจรจะดำเนินการก่อความไม่สงบโดยการปฏิบัติการทางยุทธวิธีดังต่อไปนี้
</ul><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
1. การใช้วิธีการก่อการร้าย (Terrorism) เทคนิคการก่อการร้ายถ้านำมาใช้กับสถานการณ์ที่เหมาะสมแล้วจะสามารถช่วยให้กองโจรบรรลุเป้าหมายได้โดยเทคนิคที่นำมาใช้ ได้แก่ การวางระเบิด การลอบสังหาร การลักพาตัว การขู่ขวัญการทรมาน การฆาตกรรม และการข่มขู่ว่าจะเปิดเผยความลับ (Black Mail) เทคนิคเหล่านี้จะเป็นเทคนิคที่กองโจรจะนำมาใช้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ทางอ้อมในการบีบบังคับ ในการกระตุ้น ยั่วยุ และในการคุกคาม โดยการบีบบังคับจะนำมาใช้ชักจูงบุคคลให้กระทำการที่เป็นประโยชน์ต่อกองโจร เช่นการก่อการร้ายจะทำให้ผู้ว่าราชการปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกองโจรสำหรับการกระต้านยั่วยุเป็นการดำเนินการที่ต้องการให้ฝ่ายรัฐบาลเข้าปราบปรามด้วยความรุนแรงเพื่อให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจและเอาใจออกห่างจากรัฐบาล โดยมีเป้าหมายคือกำลังทหารของรัฐบาล และผู้นำ หรือ ตำรวจส่วนการคุกคามจะใช้เพื่อก่อให้เกิดความหวาดกลัวกับบุคคล ครอบครัว เพื่อนทำให้ประชาชนไม่กล้าให้ความร่วมมือกับฝ่ายรัฐบาล</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
2. การรบกวน (Harassment): ในการรบกวนกองโจรมักจะดำเนินการโดย การซุ่มโจมตีตีโฉบฉวย การเข้าตีด้วยกำลังขนาดเล็ก การปฏิบัติต่อเส้นทางคมนาคม ฯลฯการรบกวนเป็นการดำเนินการที่ฝ่ายกองโจรทำให้ฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายตั้งรับหมดโอกาสที่จะเป็นฝ่ายรุกและเปิดโอกาสให้กองโจรสามารถขยายตัวจนสามารถขยายการปฏิบัติไปเป็นการปฏิบัติการรบด้วยยุทธวิธีของสงครามตามแบบ </p>
- การซุ่มโจมตีจะเป็นการรบกวนที่กองโจรนิยมใช้กองโจรจะอาศัยพื้นฐานของการข่าวกรองที่ดี การวางแผนด้วยความละเอียดและการปฏิบัติด้วยการจู่โจมการดำเนินการซุ่มโจมตีจะมุ่งกระทำต่อขบวนทหารและขบวนส่งกำลัง พื้นที่ทิ้งของพื้นที่ส่งลงทางอากาศ พื้นที่ช่องทางบังคับในพื้นที่ป่าภูเขาเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการซุ่มโจมตีโดยการซุ่มโจมตีสามารกระทำได้ทั้งในที่โล่งโดยอาศัยพื้นที่สูงข่ม การซ่อนพรางการโจมตีจะกระทำในระยะประชิดเพื่อให้เกิดผลทางด้านการข่มขวัญอาจใช้อาวุธยิงคลุมในทางลึก หรือใช้ปืนลูกซอง ลูกระบิดขว้าง และเครื่องยิงลูกระเบิดมักใช้เครื่องปิดกั้นถนน (ในปัจจุบันนิยมใช้ เรือใบ) การระเบิดทำลาย ทุ่นระเบิดเพื่อหยุดขบวนยายพาหนะ ณ พื้นที่ซุ่มโจมตีที่ต้องการกำลังซุ่มโจมตีจะวางตัวอย่างสงบเงียบรอเวลาให้ส่วนเคลื่อนที่นำขนาดเล็กเคลื่อนที่ผ่านจุดซุ่มโจมตีไปก่อนโดยกองโจรจะแบ่งกำลังส่วนหนึ่งรอส่วนเคลื่อนที่นำบริเวณหน้าจุดซุ่มโจมตีและเมื่อกำลังส่วนใหญ่ของฝ่ายรัฐบาลเคลื่อนที่ผ่านเข้าจุดซุ่มโจมตีเต็มขบวนกองโจรจะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ส่งสัญญาณให้กำลังที่อยู่ด้านหน้าหยุดขบวน เพื่อเปิดฉากการโจมตีหากกองโจรสามารถดำเนินการได้สำเร็จ ก็จะทำการยึดอาวุธยุทโธปกรณ์แล้วทำการถอนตัวอย่างรวดเร็วถ้ากองโจรไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะทำลายกำลังฝ่ายปราบปรามกองโจรจะส่งสัญญาณยุดการโจมตี แล้วถอนตัวจากจุดซุ่มโจมตีภายใต้การระวังป้องกันของส่วนที่แยกไว้ระวังป้องกันกองโจรมักถอนตัวแยกกันออกหลายทิศทางเพื่อให้การไล่ติดตามเกิดความสับสน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
- การตีโฉบฉวยเป็นการปฏิบัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายที่ตั้งหรือยึดอาวุธยุทธภัณฑ์ หรือ สิ่งอุปกรณ์นอกจากนี้ยังรวมถึงทำการรบกวนและทำลายขวัญกำลังฝ่ายปราบปรามด้วยการฆ่าหรือจับเป็นเชลยการเตรียมการของการตีโฉบฉวยนั้นมีต้องอาศัยการหาข่าวอย่างสมบูรณ์วางแผนอย่างละเอียด มีการซักซ้อมก่อนปฏิบัติการเมื่อปฏิบัติการจะปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว รุนแรง และจู่โจมการเคลื่อนที่เข้าสู่ที่หมายมักจะกระทำในตอนกลางคืน มีการจัดกำลังแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนกำจัดยาม ส่วนโจมตี และส่วนกำบังการถอนตัวโดยการปฏิบัติการนั้นจะเริ่มจากส่วนกำจัดยามจะหาทางกำจัดยามด้วยอาวุธที่ไม่ทำให้เกิดเสียงแล้วส่งสัญญาณให้ส่วนโจมตีเข้าปฏิบัติการโดยการเข้าสังหารหรือ จับเป็นเชลยทำลายหรือยึดยุทธภัณฑ์และสิ่งอุปกรณ์แล้วถอนตัวอย่างรวดเร็วภายใต้การกำบังของส่วนกำบัง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
- การปฏิบัติต่อเส้นทางคมนาคมกำลังของกองโจรอาจจะโจมตีต่อเส้นทางคมนาคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อขัดขวางรบกวน รั้งหน่วง การเคลื่อนย้ายตามเส้นทางของกำลังฝ่ายปราบปรามกองโจรจะดำเนินการโดยการระเบิดสะพาน ล้มต้นไม้ ใช้ทุ่นระเบิดทำลายถนนและรวมไปถึงการโรยเรือใบ การปฏิบัติต่อเส้นทางคมนาคมนั้นบางครั้งจะดำเนินการสนับสนุนการเข้าซุ่มโจมตี หรือการตีโฉบฉวยเพื่อสกัดกันกำลังกองหนุนของกำลังฝ่ายปราบปรามและช่วยให้กองโจรเคลื่อนที่หลบหนีได้ง่าย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
3. การเข้าตีด้วยกำลังการปฏิบัติการในลักษณะนี้กองโจรจะกระทำเมื่อกองโจรมีการจัดตั้งเป็นหน่วยหรือรวบรวมกำลังกองโจรได้จำนวนมากโดยกำลังของกองโจรที่รวบรวมได้จะได้รับการฝึกการใช้อาวุธมาเป็นอย่างดีการปฏิบัติการนี้จะเข้าตีต่อหน่วยทหารที่อยู่โดดเดี่ยว หรือไม่โดดเดี่ยวก็จะใช้การปฏิบัติอื่น ๆ เสริมเช่น การปฏิบัติต่อเส้นทางคมนาคมเพื่อแบ่งแยกหน่วยทหารที่ต้องการเข้าตีออกจาหน่วยอื่น ๆตัวอย่างของการปฏิบัติลักษณะนี้คือ กรณีของการปล้นปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
4. การรบด้วยวิธีรับโดยปกติแล้วกองโจรจะไม่ทำการตั้งรับเพราะกำลังกองโจรมีขนาดเล็กและไม่มีอาวุธหนักสนับสนุนและกองโจรเองมักจะไม่เข้ายึดรักษาภูมิประเทศแต่มีบางครั้งกองโจรอาจจะต้องทำการตั้งรับกองโจรจะต้องเลือกพื้นที่ที่ได้เปรียบต่อกำลังฝ่ายปราบปรามและถ้ากองโจรถูกปิดล้อมกองโจรจะพยายามตีฝ่าวงล้อม ณจุดใดจุดหนึ่งหรืออาจจะสลายกองโจรแล้วแทรกซึมออกเป็นรายบุคคลหากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้กองโจรจะทำการหลบซ่อนหรือปะปนกับประชาชน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
หลังจากทราบถึงยุทธวิธีที่กองโจรใช้แล้วการควบคุมประชาชนของกองโจรก็เป็นอีกวิธีการที่กองโจรใช้ในการก่อความไม่สงบเพราะกองโจรจะต้องพยายามควบคุมประชาชน ทั้งร่างกายและจิตใจและทางการเมืองโดยการควบคุมประชนกองโจรจะใช้ข่ายงานของผู้นำในท้องถิ่นที่ได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์มาแล้วเป็นอย่างดีผู้ที่เป็นผู้นำจะดำเนินการโดยเปิดเผยหรือปิดลับก็ได้ฝ่ายก่อความไม่สงบจะพยายามดำเนินการทุกวิถีทางโดยการปลูกฝังอุดมการณ์ให้ทุกคนมีความรู้สึกร่วมและสนับสนุนการปฏิบัติต่าง ๆของกลุ่มก่อความไม่สงบ สำหรับมาตรการที่ใช้ในการควบคุมประชาชนคือการจัดตั้งมวลชนขึ้นในท้องถิ่นภายใต้การควบคุมและการกำกับดูแลของแกนนำที่ฝังตัวไว้ในองค์กรมวลชนนั้นๆ นอกจากนี้ฝ่ายก่อความไม่สงบยังใช้มาตรการควบคุมทางจิตใจด้วยการโฆษณาชวนเชื่อหรือข่มขู่และก่อการร้ายต่อบุคคลและชุมชนที่ไม่ไห้ความร่วมมือเกิดความหวาดกลัว</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
กำลังฝ่ายก่อความไม่สงบจะมีระมัดระวังไม่ให้กำลังของฝ่ายตนเองแปรพักตร์ หรือจารชนจากกำลังฝ่ายปราบปราม หรือผู้ที่เป็นสายข่าวของกำลังฝ่ายปราบปรามโดยเฝ้าสอดส่องตรวจตราและจะรายงานบุคคลที่ต้องสงสัยให้กับผู้ที่สนับสนุนการก่อความไม่สงบ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ฝ่ายก่อความไม่สงบจะดำเนินการเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ การบ่อนทำลายและยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อกำลังฝ่ายปราบปราม กองโจรจะทำการควบคุมอย่างใกล้ชิดและมักจะสั่งห้ามไม่ให้ร่วมมือกับฝ่ายปราบปรามหรือมีนโยบายบีบบังคับให้ประชาชนดำเนินการภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดถ้าประชาชนคนใดไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกลงโทษหรือฆ่าวิธีการที่ทารุณโหดร้ายเพื่อสร้างอิทธิพลที่เหนือกว่านอกจากฝ่ายก่อความไม่สงบอาจจะดำเนินการยึดบุคคลที่มีชื่อเสียงในชุมชนไว้เป็นตัวประกันเพื่อบังคับให้ประชาชนร่วมมือแก่ฝ่ายก่อความไม่สงบอีกด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ส่วนชุมชนที่ไม่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายก่อความไม่สงบหรือไปเข้ากับฝ่ายรัฐบาลจะถูกลงโทษด้วยการทำลายทรัพย์สิน การแย่งชิงเสบียง การปิดกั้นไม่ให้ขนอาหารระเบิดทำลายย่านชุมชน ศูนย์การคมนามคม หรือสถานที่ราชการ การวางเพลิงหรือการสังหารเจ้าหน้าที่หรือทหารของฝ่ายรัฐบาลแล้วไปทิ้งไว้ในชุมชนที่เข้าข้างฝ่ายรัฐบาลเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดและเป็นที่สงสัยจากฝ่ายรัฐบาลและถ้ารัฐบาลดำเนินการด้วยความรุนแรงแล้วชุมชนดังกล่าวก็จะหันมาสนับสนุนฝ่ายก่อความไม่สงบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ฝ่ายก่อความไม่สงบอาจจะสร้างเงื่อนไขและชักจูงให้ประชาชนก่อความวุ่นวายขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของรัฐบาลและสร้างอิทธิพลเหนือชุมชนที่เข้าข้างฝ่ายรัฐบาล การดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นการนัดหยุดงาน การชะลอการทำงาน ชุมนุมประท้วง </p>
(ต่อจากบล๊อคที่แล้ว) รู้จักกับกองโจรในการก่อความไม่สงบ[1] <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p> (ต่อจาก Blog ที่แล้ว) ฝ่ายก่อความไม่สงบจะดำเนินการเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนด้วยการ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">โฆษณาชวนเชื่อ การบ่อนทำลายและยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อกำลังฝ่ายปราบปราม กองโจรจะทำการควบคุมอย่างใกล้ชิดและมักจะสั่งห้ามไม่ให้ร่วมมือกับฝ่ายปราบปรามหรือมีนโยบายบีบบังคับให้ประชาชนดำเนินการภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดถ้าประชาชนคนใดไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกลงโทษหรือฆ่าวิธีการที่ทารุณโหดร้ายเพื่อสร้างอิทธิพลที่เหนือกว่านอกจากฝ่ายก่อความไม่สงบอาจจะดำเนินการยึดบุคคลที่มีชื่อเสียงในชุมชนไว้เป็นตัวประกันเพื่อบังคับให้ประชาชนร่วมมือแก่ฝ่ายก่อความไม่สงบอีกด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ส่วนชุมชนที่ไม่ให้ความร่วมมือกับฝ่ายก่อความไม่สงบหรือไปเข้ากับฝ่ายรัฐบาลจะถูกลงโทษด้วยการทำลายทรัพย์สิน การแย่งชิงเสบียง การปิดกั้นไม่ให้ขนอาหารระเบิดทำลายย่านชุมชน ศูนย์การคมนามคม หรือสถานที่ราชการ การวางเพลิงหรือการสังหารเจ้าหน้าที่หรือทหารของฝ่ายรัฐบาลแล้วไปทิ้งไว้ในชุมชนที่เข้าข้างฝ่ายรัฐบาลเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดและเป็นที่สงสัยจากฝ่ายรัฐบาลและถ้ารัฐบาลดำเนินการด้วยความรุนแรงแล้วชุมชนดังกล่าวก็จะหันมาสนับสนุนฝ่ายก่อความไม่สงบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
ฝ่ายก่อความไม่สงบอาจจะสร้างเงื่อนไขและชักจูงให้ประชาชนก่อความวุ่นวายขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของรัฐบาลและสร้างอิทธิพลเหนือชุมชนที่เข้าข้างฝ่ายรัฐบาล การดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นการนัดหยุดงาน การชะลอการทำงาน ชุมนุมประท้วง การก่อจารจลและภายใต้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นฝ่ายก่อความไม่สงบจะฉวยโอกาสก่อวินาศกรรมต่อทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม เครื่องจักรกลแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น การสื่อสาร การประปาหรือฉวยโอกาสลักพาตัวหรือรอบสังหารเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้นำทหารผู้นำฝ่ายปกครอง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
สำหรับจุดแข็งของกองโจรที่ฝ่ายปราบปรามจะต้องคำนึงถึงนั้นคือกองโจรจะอาศัยการผสมผสานการดำเนินการด้วยวิธีการที่ง่ายพื้น ๆกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การส่งข่าวสารด้วยการพูดคุยในวงน้ำชารวมไปถึงการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ และ e-mail ทำให้ฝ่ายก่อความไม่สงบมีความได้เปรียบในเรื่องของการรักษาความลับต่าง ๆของกองโจรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้กองโจรจะมีลักษณะของคนท้องถิ่นหรือคนในชุมชนนั้นๆ ทำให้เกิดความกลมกลืนกับประชาชนต่าง ๆ ซึ่งเป็นการยากที่ฝ่ายปราบปรามจะแยกแยะและถ้ากำลังฝ่ายปราบปรามใช้มาตรการที่รุนแรงในการแยกกองโจรจากประชาชนก็จะเป็นเงื่อนไขที่ส่งผลให้ประชาชนหันไปเข้ากับฝ่ายกองโจร</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
อย่างไรก็ตามกองโจรไม่ได้มีจุดแข็งแต่เพียงอย่างเดียว กองโจรยังมีจุดอ่อนอีกด้วยจุดอ่อนเหล่านี้คือ เรื่องของกำลังพลเพราะกำลังพลที่เข้าร่วมนั้นมีความตึงเครียดทั้งร่างกายและจิตใจมีความรู้สึกว่ากำลังของฝ่ายตนมีขนาดที่เล็กกว่า มีอาวุธที่น้อยกว่ามีความเป็นห่วงครอบครัว และอาจถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรธรรมดานอกจากนี้ฝ่ายปราบปรามยังมีอาวุธที่ทันสมัยกว่ากองโจรยังหาที่ฝึกยากทำให้การรักษาความปลอดภัยของการปฏิบัติการ (Operations Security) เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะฝ่ายปราบปราบนั้นส่งเจ้าหน้าที่ทางด้านการข่าวเฝ้าดูตลอดเวลากองโจรยังมีความต้องการในการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องซึ่งจะเป็นการดำเนินการที่ยากเพราะการกดดันด้วยมาตรการต่าง ๆของฝ่ายรัฐบาล </p>
จากที่กล่าวมานั้นผมคิดว่าหลาย ๆ ท่านจะได้รู้จักกับกองโจรดีขึ้น ซึ่งทำให้เรามองการปฏิบัติการต่าง ๆของกองโจรได้ทะลุปรุโปร่งมากขึ้น เพราะปัญหาในปัจจุบันนั้น หลาย ๆท่านอาจจะไม่รู้จักกองโจรที่ดีพอ ทำให้เกิดแนวความคิดต่อแหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นไปในรูปของความรุนแรง และนำไปสู่การสร้างกระแสและนำไปสู่ความแตกแยกในประเทศชาติในที่สุดอย่างไรก็ตามเนื้อหาในบทความนี้ส่วนใหญ่จะนำมาจาก รส.100-20 พ.ศ.2540 เป็นส่วนใหญ่ซึ่งในปัจจุบันนั้นการก่อความไม่สงบมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ไว้ผมมีโอกาสจะนำบทความที่เกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบและการก่อการร้ายใหม่มานำเสนอในบทความต่อๆ ไปครับ………………… <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>
[1] http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=57&Itemid=75
</span>
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วันนี้ (9 มิ.ย. 2550)ในชั่วโมงการสัมมนา “สันติภาพและยุทธศาสตร์ความมั่นคงฯ” มีการสัมมนาความมั่นคงฯ ในประเด็นของ บทบาทของทหาร และได้มีการพูดถึง “การปฏิบัติการทหารร่วม” ผมเห็นว่า การปฏิบัติการทหารร่วม ในยุคปัจจุบันและอนาคต นั้นมีความสำคัญยิ่ง ทหารในอนาคต จะเป็นทหารของสหประชาติเป็นหลัก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ระหว่างที่สัมมนาเรื่องนี้อยู่ ผมค้นคว้าทาง Internet ไปด้วยในเวลาเดียวกัน และพบบทความที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องนี้จึงคัดบทความนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา การปฏิบัติการทหารร่วม ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงโลก ครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>การปฏิบัติการทหารร่วม – บูรณาการของการทำสงคราม[1] สงครามที่คาดว่าจะเกิดในทศวรรษนี้การจัดกำลังทหารเข้าทำการรบไม่สามารถใช้ทหารจากกองทัพใดกองทัพหนึ่งเข้าทำการรบโดยลำพังนอกจากนี้นวัตกรรมของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งอิทธิพลต่อแนวความคิดของการรบร่วมกันทุกเหล่าทัพ(ทบ. ทร. และ ทอ.) ทำให้เกิดแนวคิดของการใช้กำลังที่ผสมผสานกันจากทุกเหล่าทัพเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันโดยแนวคิดเหล่านี้จะเรียกว่าการปฏิบัติการทางทหารร่วม (Joint Operations)
ในเอกสาร วิสัยทัศน์ 2010 (Joint Vision 2010) ซึ่งเป็นเอกสารที่กำหนดวิสัยทัศน์ในการจัดเตรียมกำลังเพื่อรองรับกับภัยคุกคามในห้วงทศวรรษนี้ของสหรัฐ ฯ ได้ระบุถึงลักษณะของปฏิบัติการที่จะนำไปสู่ความเหนือกว่าทุกรูปแบบ (Full Spectrum Dominance) ต่อกำลังฝ่ายตรงข้าม 4 ประการคือ
- การดำเนินกลยุทธ์ที่เหนือกว่า (Dominant Maneuver): การดำเนินกลยุทธ์เป็นเรื่องของการจัดวางเคลื่อนย้าย กำลังพล ยุทโธปกรณ์สารสนเทศ และ ข่าวกรอง ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการเข้าทำการรบเพื่อให้เกิดความได้เปรียบรวมถึงการทำให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงสุดเหนือฝ่ายข้าศึกในทุกมิติของการรบการดำเนินกลยุทธ์ที่เหนือกว่านั้นจะช่วยให้การรบยุติลงอย่างรวดเร็วมีอัตราการสูญเสียกำลังพลและทรัพยากรน้อยกว่าการจัดกำลังเข้าทำการรบในแบบก่อนนอกจากนี้ยังต้องอาศัยการผสมผสานการปฏิบัติของเหล่าทัพต่าง ๆที่จะต้องปฏิบัติให้มีความประสานสอดคล้องซึ่งกันและกันดังนั้นมุมมองของการดำเนินกลยุทธ์ในปัจจุบันนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญกับการนำเหล่าทัพและกำลังทหารที่มีอยู่เช่นกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กำลังในส่วนของตำรวจตระเวนชายแดน กำลังกองหนุนกำลังประจำถิ่น และ กำลังประชาชนให้สามารถทำการรบร่วมกันได้อย่างมีความประสานสอดคล้อง โดยดำเนินการตั้งแต่ยามสันติไปจนถึง ยามสงคราม (สันติ-ขัดแย้ง-สงคราม)
- การเผชิญสถานการณ์ด้วยความแม่นยำ (Precision Engagement): ปัจจุบันการนำกองกำลังทหารเข้าสู่สนามรบและรบชนะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักเพราะความซับซ้อนของสนามรบที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีทำให้ยุทโธปกรณ์และระบบอาวุธ มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นจนเรียกได้ว่ามีความฉลาด (smart weapon) สามารถเลือกทำลายเป้าหมายต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ หรือในเชิงเปรียบเทียบที่กล่าวว่า “แม่นยำเหมือนจับวางลงบนเป้าหมาย” นอกจากนี้การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology: IT) ทำให้มีการนำระบบสารสนเทศ (information system: IS) เข้ามาประยุกต์ใช้งานโดยที่ระบบสารสนเทศเองได้มีการพัฒนาไปสู่ “ระบบช่วยเหลือในการตัดสินใจ (Decision Support System: DSS)” ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยเพิ่มศักยภาพหรือขีดความสามารถของมนุษย์เราให้สามารถทำการตัดสินใจในปัญหาที่มีความซับซ้อนได้อย่างละเอียด เหมาะสมในทุกขั้นตอนทำให้การเข้าทำการรบของกำลังทหารเป็นเป็นไปอย่างเหมาะสมแม่นยำในทุกสมรภูมิ
- การป้องกันในทุกมิติ (Full Dimensional Protection): การดำเนินสงครามในทศวรรษนี้มีความแตกต่างจากการสงครามสมัยโบราณที่มีแต่เพียงทหาร หน่วยทหาร และ เป้าหมายทางทหารที่เป็นเป้าหมายที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการทำลาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าการรบเป็นเรื่องของทหารแต่ในขณะที่รูปแบบของการดำเนินสงครามสมัยใหม่จะให้ความสนใจกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เป้าหมายที่เป็นพลเรือน รวมไปถึงเป้าหมายต่าง ๆ ที่มีผลต่อทางความรู้สึกนึกคิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่าการสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของทหารเท่านั้นแต่จะเกี่ยวข้องทั้งหมดคือ ทั้งรัฐชาติประชาชน ทหาร และอื่น ๆ อีกหลายประการนอกจากนี้การปฏิบัติการทางทหารนั้นจะมีกำลังที่ประกอบกันด้วยฝ่ายต่าง ๆ เช่นพลเรือน ตำรวจ ทหารเพราะฉะนั้นการป้องกันจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันในทุก ๆส่วน
- การให้ความสนใจกับการส่งกำลังบำรุง (Focused Logistic): คำกล่าวที่ “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” ยังคงเป็นข้อความที่ศักดิ์สิทธิอยู่ตลอดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารการดำเนินสงครามนั้นกองกำลังที่จะเข้าทำการรบมีความต้องการรับการสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นอาวุธ ยุทโธปกรณ์ หรือ ยุทธภัณฑ์ อย่างเพียงพอและทันเวลาโดยเฉพาะการจัดกองทัพที่มีความซับซ้อนอย่างในปัจจุบันกระบวนการในการส่งกำลังจึงเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายเพราะการปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบันจะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีข้อจำกัดอย่างมากเช่น ข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ข้อจำกัดทางด้านศิลธรรมและกฎหมาย ข้อจำกัดทางด้านองค์กรข้ามชาติ และ อื่น ๆ อีกมากทำให้แนวความคิดทางการจัดการทางด้านการส่งกำลังบำรุงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในหน่วยงานภาคธุรกิจอย่างเช่น Logistic Management และ Supply Chain Management ถูกนำมาใช้ร่วมกับแนวความคิดในการส่งกำลังทางทหาร อย่างในกรณีของยุทธการปลดปล่อยชาวอิรัก ที่มีการว่าจ้างให้บริษัท AT&T เข้าดำเนินการวางโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมในอิรักให้กับกองกำลังสหรัฐ ฯที่เข้าไปปฏิบัติการทั้งนี้เพราะการดำเนินงานในภาคธุรกิจนั้นต้องพยายามที่จะลดต้นทุนเพื่อให้เกิดกำไรที่สามารถลี้ยงตัวให้สามารถอยู่รอดได้ซึ่งจะสอดคล้องกับกิจการทหารในปัจจุบันของทุกประเทศที่มีข้อจำกัดทางทางด้านการงบประมาณ
จากแนวความคิดทั้ง 4 ประการของกองทัพสหรัฐ ฯ ที่มีต่อการปฏิบัติการทหารในอนาคตตามที่ได้กล่าวมานั้นเราจะพบว่าทางกองทัพสหรัฐ ฯ ได้มุ่งเน้นในเรื่องของกระบวนการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการในเข้าการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งถ้าสหรัฐ ฯมีการพัฒนาตามแนวทางนี้ต่อไปเรื่อย ๆ กองทัพสหรัฐ ฯ ก็จะได้เปรียบต่อกองทัพอื่น ๆถ้ามีความจำเป็นต้องเข้าทำสงครามกับกองทัพสหรัฐ ฯเพราะแนวความคิดและกระบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องและยาวนานประกอบกับทางกองทัพสหรัฐฯ เองมีโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่าง ๆ ที่เพียบพร้อม
อย่างไรก็ดีการที่สหรัฐ ฯพัฒนาแนวคิดที่ก่อให้เกิดกระบวนการในการเข้าปฏิบัติการทางทหารอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ทางกองทัพสหรัฐ ฯเองก็มีความเชื่อว่าจะประสบชัยชนะ ถ้าดำเนินการตามกระบวนการใหม่ที่คิดขึ้นแต่บนความเป็นจริงแล้วไม่แน่ใจว่าแนวความคิดใดที่สามารถประกันได้ว่าเมื่อกองทัพเข้าปฏิบัติการทางทหารใด แล้วจะประสบชัยชนะได้ ดังตัวอย่างเช่นคำกล่าวที่หลาย ๆ ท่านมักจะกล่าวว่า “สหรัฐ ฯ ประสบความสำเร็จในระดับยุทธการแต่พ่ายแพ้ในระดับยุทธศาสตร์” เพราะสภาพวะแวดล้อมของอิรักในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากจนยากที่จะหาแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่เป็นสูตรสำเร็จในการแก้ไขได้
สำหรับในบ้านเราการปฏิบัติการทางทหารร่วมเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดและเกิดอย่างมีประสิทธิภาพจริงอยู่ที่การปฏิบัติการทหารหลายครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ อาสาสมัครทหารพราน และอาสาสมัครอื่น ๆแต่การปฏิบัติเหล่านั้นมักจะไม่มีการประสานการปฏิบัติกันอย่างมีประสิทธิภาพส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการปฏิบัติที่ตอบสนองต่อภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น เช่นการอพยพพลเรือนจากประเทศกัมพูชาหลังเกิดเหตุเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญที่เหล่าทัพและหน่วยงานทางด้านความมั่นคงต่าง ๆล้วนแต่ไม่เคยทำการฝึกร่วมกันมาก่อน
อย่างไรก็ตามยังมีงานประเภทเดียวที่ปัจจุบันกองทัพมีการประสานการปฏิบัติกันอย่างใกล้ชิดนั้นคือ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย ที่มีการฝึกหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมกันระหว่างหน่วยปฏิบัติการพิเศษของ ทบ. ทร. ทอ. และ ตชด.การฝึกร่วมกันเป็นประจำนี้ทำให้ทุกเหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาของการปฏิบัติการทางทหารร่วมในประเทศไทยนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในองค์กรของตนจนลืมนึกถึงการรักษาผลประโยชน์ของชาติร่วมกันทั้งนี้เพราะกองทัพแต่ละกองทัพส่วนใหญ่แล้วมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าร้อยปี (ยกเว้นบากองทัพ) และด้วยความเป็นมาที่ยาวนานนั้น ทำให้แต่ละกองทัพมีแบบธรรมเนียม (รูปแบบการปฏิบัติที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา) เป็นของตนเองถ้าเป็นในสมัยก่อนต่างกองทัพต่างล้วนแต่จะแยกกันปฏิบัติหน้าที่ทำให้มีส่วนที่คาบเกี่ยวกันน้อยมาก
แต่ปัจจุบันมิติของการปฏิบัติการทางทหารเปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ ๆเช่น การยุทธแบบสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) ของเยอรมัน หลักนิยมการรบอากาศพื้นดิน (Air-Land Battle) หรือแม้กระทั่งแนวความคิดใหม่ ๆ อย่างเช่นการครองความเหนือกว่าอย่างรวดเร็ว (Rapid Dominance) ที่พัฒนาไปสู่ปฏิบัติการบนบรรทัดฐานของประสิทธิผล (Effects-Based Operations) ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ล้วนแต่จะต้องอาศัยกำลังจากองทัพอย่างน้อย 2 กองทัพเข้าปฏิบัติงานร่วมกัน
สำหรับตัวอย่างของมุมมองที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติการร่วมได้แก่ แนวความคิดของหลักนิยมการรบร่วมอากาศพื้นดิน ซึ่งเป็นหลักนิยมของสหรัฐ ฯที่กองทัพบกไทยนำมาใช้เป็นแนวทางในการทำการรบโดยที่หลักนิยมดังกล่าวเป็นหลักนิยมที่มองจากมุมของการทำการสงครามทางบก (Land Warfare) ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นมุมมองของทบ.ไทยที่จะทำการรบโดยมีกำลังทางอากาศสนับสนุนการรบทางบกทั้งตามแผนและ/หรืออย่างใกล้ชิดในขณะที่เจ้าของกำลังทางอากาศ อย่าง ทอ.ไทยนั้นจะให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยทางอากาศโดยใช้กำลังทางอากาศเข้าขัดขวางอากาศยานฝ่ายตรงข้ามที่รุกล้ำเข้ามาเหนือน่านฟ้าของเราซึ่งเป็นมุมมองจากแนวความคิดของการทำสงครามทางอากาศ (Air Warfare) ความแตกต่างของทัศนคติและแนวคิดของแต่ละเหล่าทัพจึงส่งผลให้การปฏิบัติการทางทหารยังไม่เป็นไปในทางเดียวกันอย่างสมบูรณ์ตัวอย่างถัดมาเป็นปัญหาของการส่งกำลังบำรุงของแต่ละเหล่าทัพที่มีการกำหนดชิ้นส่วนในการส่งบำรุงที่ต่างกันทำให้กองทัพไทยไม่ทราบยอดที่แท้จริงของชิ้นส่วนต่าง ๆ ผลที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพลดลงมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เป็นต้น
ดังนั้นถ้ามีการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการในภาวะสงครามภาวะความขัดแย้ง หรือ ภาวะสันติสภาวะแวดล้อมของการปฏิบัติการทางทหารมักจะมีมิติอื่น เช่น องค์กรระหว่างประเทศหรือองค์กรอิสระ ที่อาจจะเข้ามาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการทางทหารอย่างเช่น องค์กรสหประชาชาติ กลุ่มประเทศต่าง ๆ อย่างอาเซียนดังนั้นการที่กองทัพไทยนำแนวความคิดของสหรัฐ ฯ มาประยุกต์ดัดแปลงใช้อาจจะไม่มีความเหมาะสม เพราะว่า รากฐานของแนวคิดนั้นมีต่างกัน กองทัพสหรัฐ ฯนั้นมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่มุ่งไปสู่การรักษาผลประโยชน์ของชาติ อย่างสมบูรณ์มองปัญหาอย่างบูรณาการ ส่วนกองทัพไทยนั้นจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่แตกต่างกันทำให้มิติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารในบ้านเรามีความแตกต่างกับของสหรัฐ ฯเพราะฉะนั้นการพัฒนาแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารร่วมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกองทัพไทยทำอย่างไรเราถึงจะปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างเป็นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมีความผิดพลาดในการปฏิบัติการน้อย ซึ่งถ้าทำได้นั่นแหละครับบกองทัพไทยจะเป็นกองทัพมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลสามารถตอบสนองภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ได้และเป็นกองทัพไทยแบบบูรณาการ ครับ……………….. <div>
<hr>
[1] http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=60&Itemid=75
</div>
ประเด็นปัญหาในภาคใต้ของไทยเรา เป็นประเด็นที่มีการเสวนากันในการสัมมนาวิชา"สันติภาพและยุทธศาสตร์ความมั่นคงฯ" เพื่อประโยชน์ของการศึกษา ผมแชร์บทความที่ได้มาจาก Internet ดังนี้
คิดใหม่ ทำใหม่ ในการแก้ปัญหาภาคใต้[1] <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เป็นที่ยอมรับว่า ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ขณะนี้ เกิดจากการก่อความไม่สงบเพื่อแบ่งแยกดินแดน ฝ่ายรัฐจะเอาชนะการก่อความไม่สงบนี้ได้ต้องใช้มาตรการในการ ปราบปรามการก่อความไม่สงบ ๕ ประการมาใช้คือ </p> มาตรการหลัก <ul>
</ul>มาตรการรอง <ul>
</ul>
หรือใช้คำพูดสมัยใหม่ที่ว่า การแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี กดดันกำลังติดอาวุธด้วยกำลังทหาร และใช้การพัฒนา เพื่อแย่งชิงมวลชน ให้กลับมาเป็นฝ่ายเรา หรือแยกน้ำออกจากปลา ตามยุทธศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ล้วนเป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ปัจจัยหลักของความสำเร็จ คือ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
</p>
</span><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ข้อเสนอแนะ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
๑. หน่วยงานความมั่นคงของรัฐ และรัฐบาล ต้องสร้างเอกภาพทางความคิดในเรื่องสาเหตุของความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้ว่าเกิดจากอะไรบ้าง เช่น เกิดจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนเป็นหลัก ส่วนเหตุอื่นๆ เป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น เป็นต้น จึงจะสามารถกำหนดทิศทางในการต่อสู้ หรือป้องกันแก้ไขความรุนแรงทั้งหลายให้สงบได้อย่างยั่งยืน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">
๒. หากทุกฝ่ายยอมรับว่าสาเหตุหลักเกิดจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างมีเอกภาพแล้ว ก็สามารถนำหลักการ ป้องกันและ ปราบปรามการก่อความไม่สงบมาใช้ได้ คือ การปราบปรามกองกำลังติดอาวุธ การพิทักษ์ประชาชนและทรัพยากร การปรับปรุง สภาพแวดล้อม และช่วยเหลือประชาชน เป็นมาตรการหลักโดยมีการปฏิบัติการจิตวิทยา และการข่าวกรองเป็นมาตรการสนับสนุน
๓. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับ ความเป็นเอกภาพในทุกด้าน ความสามัคคี แย่งชิงประชาชนกลับมาเป็นฝ่ายเรา บริหารจัดการ รัฐกิจอย่างเกิดประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพ ทำลายปัจจัยความอยู่รอดของขบวนการฯ ไม่ให้มีเสรีในการปฏิบัติ ตัดการสนับสนุน จากแนวร่วมทั้งสถานที่บ่มเพาะทางความคิด และการส่งกำลังบำรุง รวมทั้งเงินทุน และปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง การเศรษฐกิจ สังคม และการศาสนาในทางสายกลาง ไม่ใช้ความรุนแรงว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา ซึ่งเป็นแนวทางเดียวที่จะเกิดสันติภาพได้จริง และเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน </p>
๔. แนวทางในการดึงประชาชนส่วนใหญ่กลับมาเป็นฝ่ายเรานั้น ต้องยึดถือแนวทางสันติเป็นหลัก เป็นคนละกรณีกับการปราบปราม กำลังถืออาวุธที่เป็นการทหาร ดังนั้น การจะพิจารณาสิ่งใด ต้องเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง นั่นคือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ด้วยการยึดถือ หมู่บ้านและมัสยิด หรือวัด เป็นจุดศูนย์ดุล(CG) พัฒนาตามความคิดของประชาชน โดยรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้การสนับสนุน เพื่อสร้างความภาคภูมิใจของประชาชน และแสดงความจริงใจของรัฐในการเอาใส่ดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
๕. การประกาศใช้กฎอัยการศึก เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ต้องรีบยกเลิกโดยเร็วเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้ หรือไม่มีประโยชน์ในการใช้ เพราะจะทำให้รัฐตกเป็นฝ่ายรับในสงคราม ปจว.
๖. กำลังทหารที่ใช้ในพื้นที่ควรมีประสบการณ์หลายด้าน ทั้งด้านยุทธวิธี การข่าว หลักนิยมในการต่อต้านการก่อความไม่สงบ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยใช้วิชาชีพด้านการรักษาพยาบาลและการพัฒนา เป็นเครื่องมือ เช่น ทหารจาก ร.๖ พัน.๑ เป็นต้น
๗. การจัดตั้งหน่วยทหารในพื้นที่ เป็นความละเอียดอ่อนทางจิตวิทยาต่อประชาชนในพื้นที่ ควรพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในวัตถุประสงค์ว่าสอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ หากเป็นไปตามการ ร้องขอของประชาชนในพื้นที่ที่อยากได้ หน่วยอย่าง ร.๖ พัน.๑ มาอยู่ด้วย รัฐก็สามารถจัดตั้งแบบค่อยเป็นค่อยไปตามธรรมชาติ โดยไม่ต้องประกาศว่าเป็นหน่วยขนาดใด
ชื่ออะไร และจัดตามแบบธรรมเนียมหรือหลักนิยมของทหาร แม้ว่าภายหลังจะเกิดความจำเป็นในการนำครอบครัวไปอาศัยด้วย ก็เป็นไปอย่างแนบเนียน
๘. รัฐบาลควรประเมินการกระจายอำนาจในการบริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต. ว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างไร การทุจริต ไม่โปร่งใสมีเฉพาะสามจังหวัดภาคใต้ หรือทั่วทั้งประเทศ
๙. รัฐบาลควรแสวงประโยชน์ในความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม หากการดำเนินการของรัฐ เป็นที่ถูกใจประชนมุสลิมภาคใต้มากกว่าที่ได้รับจากมาเลเซีย ก็จะสามารถดึงประชาชนกลับมาเป็นฝ่ายเรามากขึ้น และความคิดที่จะแบ่งแยกดินแดนจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรคิดถึงอีกต่อไป
</span> ———————————————— <div>
<hr><div id="ftn1"> [1] http://www.srithailand.com/strategictalk/talkstr_48/talkstr_text_48_2005/tkstr_003_48.htm </div> </div><p> </p>