ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

ในหลวงกับความมั่นคงไทย (2)[1]  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">

ประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มว่าจะถูกกระทบจากความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมเร็วกว่า และหนักกว่าประเทศร่ำรวย โดยคำจำกัดความ ประเทศกำลังพัฒนาไม่มีเงิน ไม่มีวัตถุ และไม่มีทรัพยากรทางปัญญาเช่นประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ สถาบันทางสังคมและการเมืองของประเทศเหล่านี้มักจะเปราะบาง และเกิดความแตกแยกอย่างหนักจากความขัดแย้ง ดังนั้น จึงเป็นไปได้อย่างมากว่า สังคมประเทศกำลังพัฒนาจะไม่สามารถรับมือหรือจัดการกับความล่มสลายด้านสิ่งแวดล้อมได้”

Thomas F. Homer-Dixon

“On the Threshoid” (1992)



คํากล่าวของ โฮเมอร์-ดิกซัน ในข้างต้นไม่เกินเลยจากความเป็นจริงของประเทศกำลังพัฒนาแต่อย่างใด เพราะประเทศกำลังพัฒนาในสถานการณ์ปัจจุบัน มีปัญหาร่วมกันอยู่ประการหนึ่งก็คือปัญหาความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม</p>



ความเสื่อมโทรมเช่นนี้ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เพราะคนนอกจากจะต้องเผชิญกับปัญหาความยากจนแล้ว พวกเขายังต้องอยู่กับระบบนิเวศน์ที่เสื่อมถอยลงด้วย การสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเส้นทางสำคัญในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในชนบท และที่สำคัญก็คือการดำเนินการเช่นนั้น จะเป็นการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ให้เกิดขึ้นด้วย



ในท่ามกลางปัญหาเช่นนี้ ความพยายามของพระองค์ท่านต่อการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ได้ปรากฏในอีกลักษณะหนึ่ง ด้วยการที่พระองค์ท่านทรงนำเสนอถึงแนวคิดในเรื่องของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งก็อาจตีความได้ว่า พระองค์ทรงพยายามทำให้หมู่บ้านในชนบทไทยสามารถดำรงอยู่ได้ในทางเศรษบกิจ



หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการสร้างความมั่นคงของหมู่บ้านเพื่อให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ในทางเศรษฐกิจ ซึ่งก็จะเป็นการสร้างความมั่นคงในระดับพื้นฐานให้แก่สังคมไทย



ความเข้มแข็งของหมู่บ้านเช่นนี้ จึงไม่เพียงแต่จะเป็นปราการให้สังคมไทยสามารถรับมือได้กับการไหลบ่าของกระแสโลกาภิวัตน์จากภายนอก ที่ไหลลงตั้งแต่ระดับชาติลงไปสู่ส่วนต่างๆ ของสังคม ที่แม้ชนบทไทยที่ห่างไกล ก็ไม่ได้อยู่พ้นจากโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้น อีกทั้งความเข้มแข็งของหมู่บ้านในชนบทไทย จะยังมีส่วนอย่างมากต่อการทำให้ผู้คนในระดับล่าง (หรือที่เรียกกันว่า ระดับรากหญ้า) มีชีวิตที่ดีขึ้น



อันจะเป็นองค์ประกอบอย่างสำคัญต่อเสถียรภาพทั้งทางการเมืองและสังคมของประเทศในอนาคตเองอีกด้วย



ความสนพระทัยอย่างมากของพระองค์ท่านในเรื่องของระบบนิเวศน์ ยังทำให้พระองค์ให้ความสนใจกับเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องอย่างสำคัญในอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องของอากาศและสภาวะความเปลี่ยนแปลงของอากาศ



ในทางภูมิศาสตร์สังคม (Social Geography) เราทราบกันดีว่า สภาพอากาศเป็นปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อความเป็นไปของชีวิตในชนบท ซึ่งก็ไม่ใช่แต่เพียงในกรณีของประเทศไทยเท่านั้น ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ความสนพระทัยในเรื่องสิ่งแวดล้อมของพระองค์ จึงถูกขยายไปสู่เรื่องของอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของฝน และพายุฝน



หลายต่อหลายครั้งที่มีเรื่องเล่าถึง การประมาณสถานการณ์ของพระองค์ท่านที่เป็นไปอย่างถูกต้อง และแม่นยำในเรื่องของการเกิดพายุ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมจะกลายเป็นปัญหาอุทกภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากได้ง่าย



ความมั่นคงในประเด็นเช่นนี้ อาจจะดูเป็นเรื่องใหม่ แต่ว่าที่จริง รัฐก็เตรียมตัวรับกับภัยพิบัติใน 2 กรณีใหญ่เสมอมา คือ ภัยที่เกิดจากมนุษย์ เช่น สงคราม และการก่อการร้าย เป็นต้น และภัยที่เกิดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย หรือวาตภัยก็ตาม ดังตัวอย่างของความรุนแรงของธรรมชาติอย่างหนัก เช่น กรณีสึนามิ ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ปีที่ผ่านมา



แต่ประเด็นเช่นนี้ก็มักจะถูกจัดอยู่ในเรื่องการป้องกันภัยพิบัติ มากกว่าจะถูกสร้างกรอบคิดด้านความมั่นคงรอบรังไว้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาสภาวะอากาศถูกมองเป็นเพียงเรื่องของอากาศในตัวเอง และไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ในเรื่องของผลกระทบด้านความมั่นคง เพราะความสนใจถูกรวบศูนย์อยู่กับปัญหาด้านการทหารเป็นสำคัญ



นักความมั่นคงใหม่บางส่วนจึงแยกประเด็นความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม ออกมาเป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลงของอากาศกับความมั่นคง (Climate Changes and National Security) ซึ่งหัวข้อเช่นนี้อาจจะดูเป็นเรื่องใหม่ แต่โดยเนื้อหาแล้ว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและมีผลกระทบต่อรัฐมาแล้วในหลายกรณี หากแต่การศึกษาในอดีต มักจะไม่รวมเอาประเด็นเช่นนี้มาไว้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความมั่นคง



ฉะนั้น การที่ในหลวงทรงให้ความสนพระทัยกับเรื่องเช่นนี้ก็คือ การเปิดโลกทรรศน์ของนักความมั่นคงไทยว่า ความเปลี่ยนแปลงสภาวะของอากาศก็เป็นอีกหนึ่งในปัญหาความมั่นคงด้วย ดังจะเห็นได้จากผลกระทบของเอลนีโย หรือลาณิญา ที่เกิดกับภูมิภาคต่างๆ ของโลกเช่นในปัจจุบัน



ประเด็นที่สำคัญอีกประการในกรอบของปัญหาความมั่นคงใหม่ก็คือ บทบาทของพระองค์ท่านกับเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน (Energy Security) ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่า หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะพบว่า พระองค์ท่านให้ความสนใจอย่างมากกับปัญหาพลังงานทางเลือก (alternative energy) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอธานอล หรือไบโอดีเซลก็ตาม



นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังเป็นผู้ริเริ่มการผลิตเอธานอลโดยการติดตั้งเครื่องสาธิตโดยใช้วัตถุดิบในการผลิตจากกากน้ำตาลในปี 2528 และพัฒนาจนสามารถผลิตพลังงานชนิดนี้แบบที่มีความบริสุทธิ์สูงขึ้นได้ในปี 2543



จากการศึกษาทดลองของพระองค์ท่านทำให้เราอาจถวายพระนามให้กับพระองค์ได้ว่า "พระราชบิดาพลังงานทางเลือกของไทย"



วันนี้โลกกำลังประสบกับปัญหาวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่เป็นครั้งที่ 3 ซึ่งวิกฤตครั้งนี้ เห็นได้ชัดจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และต่างจากสองครั้งก่อนอย่างมากก็คือ ราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ และไม่มีแนวโน้มที่จะลดต่ำลง เพราะในอดีตนั้น ราคาน้ำมันก่อนจะก้าวเข้าสู่ ค.ศ.2000 (พ.ศ.2543) จะมีเสถียรภาพที่ประมาณ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล



แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 70 เหรียญต่อบาร์เรล (หากคิดหยาบๆ ก็คือ ประมาณ 3 เท่าครึ่งของราคาก่อนปี 2000) ซึ่งเป็นคำตอบในตัวเองว่า ทุกสังคมจะต้องคิดในเรื่องของพลังงานทางเลือกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว



สถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานเช่นปัจจุบัน จึงสะท้อนให้เห็นถึงพระราชดำริของพระองค์ท่านที่นำสมัยมากๆ เพราะสังคมไทยในช่วงหลังจากวิกฤตน้ำมันครั้งแรกปี 2516 นั้น ก็ยังไม่มีอัตราการบริโภคน้ำมันภายในที่สูงเช่นปัจจุบัน หรือสถานการณ์การบริโภคน้ำมันของโลกเองก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าต้องเป็นกังวล ประกอบกับน้ำมันยังคงเป็นพลังงานที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ



แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน โครงการพลังงานทางเลือกจึงเกิดขึ้นในพระราชวังสวนจิตรลดา และสะท้อนให้เห็นสายพระเนตรที่ยาวไกลในการประมาณสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานที่โลกในอนาคต รวมประเทศไทยด้วยนั้น จะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงานอย่างแน่นอน อีกทั้งพระองค์ท่านได้ทรงศึกษาทดลองในปัญหาพลังงานทางเลือกมาโดยตลอด



นอกเหนือจากประเด็นความมั่นคงเช่นที่กล่าวในข้างต้นแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงสร้างแนวคิดในเรื่องของ "การสนทนาระหว่างอารยธรรม" (Dialogue Among Civilizations) ให้เป็นตัวอย่างแก่รัฐบาลและข้าราชการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ประชาชนมีความแตกต่างทางศาสนาและความเชื่อมาโดยตลอด



การเสด็จเยือนของพระองค์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นภาพปกติที่เราได้เห็นเสมอมา แต่ประเด็นสำคัญก็คือภาพของพี่น้องชาวมุสลิมที่ได้ให้ความเคารพต่อพระองค์ท่านอย่างจริงใจ โดยไม่มีศาสนาเป็นอุปสรรคขีดกั้น



อีกทั้งภาพและเรื่องราวของพระองค์ในการเสด็จเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้สะท้อนให้เห็นถึงการ "เข้าถึง" ในจิตใจและความรู้สึกของพสกนิกรที่เป็นศาสนิกต่างความเชื่อได้เป็นอย่างดี และเป็นแบบอย่างที่คนทำงานความมั่นคงในภาคใต้ต้องน้อมรับใส่เกล้าฯ ไว้ศึกษา



โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบัน



การเสด็จไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงริเริ่มมาตั้งแต่ก่อนที่สถานการณ์ระหว่างประเทศจะปรากฏให้เห็นถึงแนวโน้มของสิ่งที่นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันอย่าง แซมมวล ฮันติงตัน เสนอเป็นกรอบคิดทางทฤษฎีในเรื่องของ "การปะทะทางอารยธรรม" (The Clash of Civilizations) เสียอีก และอย่างน้อยก็เห็นได้ชัดเจนว่า การเสด็จเยี่ยมเยือนพสกนิกรของพระองค์ที่เป็นพี่น้องมุสลิมนั้น ยังเป็นการเชื่อมให้พี่น้องเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ท่านอีกด้วย



กล่าวคือ พระองค์ไม่เคยถือเอาศาสนาเป็นข้อกำหนดในการช่วยเหลือประชาชนต่างความเชื่อแต่อย่างใด จนอาจกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงเป็น “ข้อต่อ” ที่สำคัญของรัฐไทย (ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ) กับพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้



สิ่งที่กล่าวในข้างต้น ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกรอบทางทฤษฎีของวิชาความมั่นคงศึกษาแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนถึง บทบาทของในหลวงในการต่อสู้กับปัญหาความมั่นคงใหม่ที่รัฐและสังคมไทยต้องเผชิญ พระองค์ดำเนินการเช่นนี้ก็เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ท่านมีชีวิตอยู่ด้วยความมั่นคงอย่างยั่งยืนทั้งในปัจจุบันและอนาคตนั่นเอง

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ</span> <div>
<hr>

[1] http://www.matichon.co.th/weekly/wk_txt.php?srctag=MTAwMzAwNjQ5

</div>