สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">วันนี้ (9 มิ.ย. 2550)ในชั่วโมงการสัมมนา “สันติภาพและยุทธศาสตร์ความมั่นคงฯ” มีการสัมมนาความมั่นคงฯ ในประเด็นของ บทบาทของทหาร และได้มีการพูดถึง “การปฏิบัติการทหารร่วม” ผมเห็นว่า การปฏิบัติการทหารร่วม ในยุคปัจจุบันและอนาคต นั้นมีความสำคัญยิ่ง ทหารในอนาคต จะเป็นทหารของสหประชาติเป็นหลัก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ระหว่างที่สัมมนาเรื่องนี้อยู่ ผมค้นคว้าทาง Internet ไปด้วยในเวลาเดียวกัน และพบบทความที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรื่องนี้จึงคัดบทความนี้ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา การปฏิบัติการทหารร่วม ซึ่งมีผลต่อความมั่นคงโลก ครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p>การปฏิบัติการทหารร่วม – บูรณาการของการทำสงคราม[1] สงครามที่คาดว่าจะเกิดในทศวรรษนี้การจัดกำลังทหารเข้าทำการรบไม่สามารถใช้ทหารจากกองทัพใดกองทัพหนึ่งเข้าทำการรบโดยลำพังนอกจากนี้นวัตกรรมของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศได้ส่งอิทธิพลต่อแนวความคิดของการรบร่วมกันทุกเหล่าทัพ(ทบ. ทร. และ ทอ.) ทำให้เกิดแนวคิดของการใช้กำลังที่ผสมผสานกันจากทุกเหล่าทัพเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากสภาวะแวดล้อมในปัจจุบันโดยแนวคิดเหล่านี้จะเรียกว่าการปฏิบัติการทางทหารร่วม (Joint Operations)
ในเอกสาร วิสัยทัศน์ 2010 (Joint Vision 2010) ซึ่งเป็นเอกสารที่กำหนดวิสัยทัศน์ในการจัดเตรียมกำลังเพื่อรองรับกับภัยคุกคามในห้วงทศวรรษนี้ของสหรัฐ ฯ ได้ระบุถึงลักษณะของปฏิบัติการที่จะนำไปสู่ความเหนือกว่าทุกรูปแบบ (Full Spectrum Dominance) ต่อกำลังฝ่ายตรงข้าม 4 ประการคือ
- การดำเนินกลยุทธ์ที่เหนือกว่า (Dominant Maneuver): การดำเนินกลยุทธ์เป็นเรื่องของการจัดวางเคลื่อนย้าย กำลังพล ยุทโธปกรณ์สารสนเทศ และ ข่าวกรอง ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในการเข้าทำการรบเพื่อให้เกิดความได้เปรียบรวมถึงการทำให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงสุดเหนือฝ่ายข้าศึกในทุกมิติของการรบการดำเนินกลยุทธ์ที่เหนือกว่านั้นจะช่วยให้การรบยุติลงอย่างรวดเร็วมีอัตราการสูญเสียกำลังพลและทรัพยากรน้อยกว่าการจัดกำลังเข้าทำการรบในแบบก่อนนอกจากนี้ยังต้องอาศัยการผสมผสานการปฏิบัติของเหล่าทัพต่าง ๆที่จะต้องปฏิบัติให้มีความประสานสอดคล้องซึ่งกันและกันดังนั้นมุมมองของการดำเนินกลยุทธ์ในปัจจุบันนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญกับการนำเหล่าทัพและกำลังทหารที่มีอยู่เช่นกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กำลังในส่วนของตำรวจตระเวนชายแดน กำลังกองหนุนกำลังประจำถิ่น และ กำลังประชาชนให้สามารถทำการรบร่วมกันได้อย่างมีความประสานสอดคล้อง โดยดำเนินการตั้งแต่ยามสันติไปจนถึง ยามสงคราม (สันติ-ขัดแย้ง-สงคราม)
- การเผชิญสถานการณ์ด้วยความแม่นยำ (Precision Engagement): ปัจจุบันการนำกองกำลังทหารเข้าสู่สนามรบและรบชนะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักเพราะความซับซ้อนของสนามรบที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีทำให้ยุทโธปกรณ์และระบบอาวุธ มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นจนเรียกได้ว่ามีความฉลาด (smart weapon) สามารถเลือกทำลายเป้าหมายต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ หรือในเชิงเปรียบเทียบที่กล่าวว่า “แม่นยำเหมือนจับวางลงบนเป้าหมาย” นอกจากนี้การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology: IT) ทำให้มีการนำระบบสารสนเทศ (information system: IS) เข้ามาประยุกต์ใช้งานโดยที่ระบบสารสนเทศเองได้มีการพัฒนาไปสู่ “ระบบช่วยเหลือในการตัดสินใจ (Decision Support System: DSS)” ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยเพิ่มศักยภาพหรือขีดความสามารถของมนุษย์เราให้สามารถทำการตัดสินใจในปัญหาที่มีความซับซ้อนได้อย่างละเอียด เหมาะสมในทุกขั้นตอนทำให้การเข้าทำการรบของกำลังทหารเป็นเป็นไปอย่างเหมาะสมแม่นยำในทุกสมรภูมิ
- การป้องกันในทุกมิติ (Full Dimensional Protection): การดำเนินสงครามในทศวรรษนี้มีความแตกต่างจากการสงครามสมัยโบราณที่มีแต่เพียงทหาร หน่วยทหาร และ เป้าหมายทางทหารที่เป็นเป้าหมายที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการทำลาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าการรบเป็นเรื่องของทหารแต่ในขณะที่รูปแบบของการดำเนินสงครามสมัยใหม่จะให้ความสนใจกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์เป้าหมายที่เป็นพลเรือน รวมไปถึงเป้าหมายต่าง ๆ ที่มีผลต่อทางความรู้สึกนึกคิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่าการสงครามไม่ได้เป็นเรื่องของทหารเท่านั้นแต่จะเกี่ยวข้องทั้งหมดคือ ทั้งรัฐชาติประชาชน ทหาร และอื่น ๆ อีกหลายประการนอกจากนี้การปฏิบัติการทางทหารนั้นจะมีกำลังที่ประกอบกันด้วยฝ่ายต่าง ๆ เช่นพลเรือน ตำรวจ ทหารเพราะฉะนั้นการป้องกันจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันในทุก ๆส่วน
- การให้ความสนใจกับการส่งกำลังบำรุง (Focused Logistic): คำกล่าวที่ “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง” ยังคงเป็นข้อความที่ศักดิ์สิทธิอยู่ตลอดการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารการดำเนินสงครามนั้นกองกำลังที่จะเข้าทำการรบมีความต้องการรับการสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นอาวุธ ยุทโธปกรณ์ หรือ ยุทธภัณฑ์ อย่างเพียงพอและทันเวลาโดยเฉพาะการจัดกองทัพที่มีความซับซ้อนอย่างในปัจจุบันกระบวนการในการส่งกำลังจึงเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายเพราะการปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบันจะอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีข้อจำกัดอย่างมากเช่น ข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ ข้อจำกัดทางด้านศิลธรรมและกฎหมาย ข้อจำกัดทางด้านองค์กรข้ามชาติ และ อื่น ๆ อีกมากทำให้แนวความคิดทางการจัดการทางด้านการส่งกำลังบำรุงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในหน่วยงานภาคธุรกิจอย่างเช่น Logistic Management และ Supply Chain Management ถูกนำมาใช้ร่วมกับแนวความคิดในการส่งกำลังทางทหาร อย่างในกรณีของยุทธการปลดปล่อยชาวอิรัก ที่มีการว่าจ้างให้บริษัท AT&T เข้าดำเนินการวางโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมในอิรักให้กับกองกำลังสหรัฐ ฯที่เข้าไปปฏิบัติการทั้งนี้เพราะการดำเนินงานในภาคธุรกิจนั้นต้องพยายามที่จะลดต้นทุนเพื่อให้เกิดกำไรที่สามารถลี้ยงตัวให้สามารถอยู่รอดได้ซึ่งจะสอดคล้องกับกิจการทหารในปัจจุบันของทุกประเทศที่มีข้อจำกัดทางทางด้านการงบประมาณ
จากแนวความคิดทั้ง 4 ประการของกองทัพสหรัฐ ฯ ที่มีต่อการปฏิบัติการทหารในอนาคตตามที่ได้กล่าวมานั้นเราจะพบว่าทางกองทัพสหรัฐ ฯ ได้มุ่งเน้นในเรื่องของกระบวนการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการในเข้าการปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งถ้าสหรัฐ ฯมีการพัฒนาตามแนวทางนี้ต่อไปเรื่อย ๆ กองทัพสหรัฐ ฯ ก็จะได้เปรียบต่อกองทัพอื่น ๆถ้ามีความจำเป็นต้องเข้าทำสงครามกับกองทัพสหรัฐ ฯเพราะแนวความคิดและกระบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องและยาวนานประกอบกับทางกองทัพสหรัฐฯ เองมีโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่าง ๆ ที่เพียบพร้อม
อย่างไรก็ดีการที่สหรัฐ ฯพัฒนาแนวคิดที่ก่อให้เกิดกระบวนการในการเข้าปฏิบัติการทางทหารอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ทางกองทัพสหรัฐ ฯเองก็มีความเชื่อว่าจะประสบชัยชนะ ถ้าดำเนินการตามกระบวนการใหม่ที่คิดขึ้นแต่บนความเป็นจริงแล้วไม่แน่ใจว่าแนวความคิดใดที่สามารถประกันได้ว่าเมื่อกองทัพเข้าปฏิบัติการทางทหารใด แล้วจะประสบชัยชนะได้ ดังตัวอย่างเช่นคำกล่าวที่หลาย ๆ ท่านมักจะกล่าวว่า “สหรัฐ ฯ ประสบความสำเร็จในระดับยุทธการแต่พ่ายแพ้ในระดับยุทธศาสตร์” เพราะสภาพวะแวดล้อมของอิรักในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากจนยากที่จะหาแนวทางใดแนวทางหนึ่งที่เป็นสูตรสำเร็จในการแก้ไขได้
สำหรับในบ้านเราการปฏิบัติการทางทหารร่วมเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดและเกิดอย่างมีประสิทธิภาพจริงอยู่ที่การปฏิบัติการทหารหลายครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ อาสาสมัครทหารพราน และอาสาสมัครอื่น ๆแต่การปฏิบัติเหล่านั้นมักจะไม่มีการประสานการปฏิบัติกันอย่างมีประสิทธิภาพส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการปฏิบัติที่ตอบสนองต่อภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น เช่นการอพยพพลเรือนจากประเทศกัมพูชาหลังเกิดเหตุเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญที่เหล่าทัพและหน่วยงานทางด้านความมั่นคงต่าง ๆล้วนแต่ไม่เคยทำการฝึกร่วมกันมาก่อน
อย่างไรก็ตามยังมีงานประเภทเดียวที่ปัจจุบันกองทัพมีการประสานการปฏิบัติกันอย่างใกล้ชิดนั้นคือ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย ที่มีการฝึกหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วมกันระหว่างหน่วยปฏิบัติการพิเศษของ ทบ. ทร. ทอ. และ ตชด.การฝึกร่วมกันเป็นประจำนี้ทำให้ทุกเหล่าทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาของการปฏิบัติการทางทหารร่วมในประเทศไทยนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในองค์กรของตนจนลืมนึกถึงการรักษาผลประโยชน์ของชาติร่วมกันทั้งนี้เพราะกองทัพแต่ละกองทัพส่วนใหญ่แล้วมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าร้อยปี (ยกเว้นบากองทัพ) และด้วยความเป็นมาที่ยาวนานนั้น ทำให้แต่ละกองทัพมีแบบธรรมเนียม (รูปแบบการปฏิบัติที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา) เป็นของตนเองถ้าเป็นในสมัยก่อนต่างกองทัพต่างล้วนแต่จะแยกกันปฏิบัติหน้าที่ทำให้มีส่วนที่คาบเกี่ยวกันน้อยมาก
แต่ปัจจุบันมิติของการปฏิบัติการทางทหารเปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ ๆเช่น การยุทธแบบสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) ของเยอรมัน หลักนิยมการรบอากาศพื้นดิน (Air-Land Battle) หรือแม้กระทั่งแนวความคิดใหม่ ๆ อย่างเช่นการครองความเหนือกว่าอย่างรวดเร็ว (Rapid Dominance) ที่พัฒนาไปสู่ปฏิบัติการบนบรรทัดฐานของประสิทธิผล (Effects-Based Operations) ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ล้วนแต่จะต้องอาศัยกำลังจากองทัพอย่างน้อย 2 กองทัพเข้าปฏิบัติงานร่วมกัน
สำหรับตัวอย่างของมุมมองที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติการร่วมได้แก่ แนวความคิดของหลักนิยมการรบร่วมอากาศพื้นดิน ซึ่งเป็นหลักนิยมของสหรัฐ ฯที่กองทัพบกไทยนำมาใช้เป็นแนวทางในการทำการรบโดยที่หลักนิยมดังกล่าวเป็นหลักนิยมที่มองจากมุมของการทำการสงครามทางบก (Land Warfare) ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นมุมมองของทบ.ไทยที่จะทำการรบโดยมีกำลังทางอากาศสนับสนุนการรบทางบกทั้งตามแผนและ/หรืออย่างใกล้ชิดในขณะที่เจ้าของกำลังทางอากาศ อย่าง ทอ.ไทยนั้นจะให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยทางอากาศโดยใช้กำลังทางอากาศเข้าขัดขวางอากาศยานฝ่ายตรงข้ามที่รุกล้ำเข้ามาเหนือน่านฟ้าของเราซึ่งเป็นมุมมองจากแนวความคิดของการทำสงครามทางอากาศ (Air Warfare) ความแตกต่างของทัศนคติและแนวคิดของแต่ละเหล่าทัพจึงส่งผลให้การปฏิบัติการทางทหารยังไม่เป็นไปในทางเดียวกันอย่างสมบูรณ์ตัวอย่างถัดมาเป็นปัญหาของการส่งกำลังบำรุงของแต่ละเหล่าทัพที่มีการกำหนดชิ้นส่วนในการส่งบำรุงที่ต่างกันทำให้กองทัพไทยไม่ทราบยอดที่แท้จริงของชิ้นส่วนต่าง ๆ ผลที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพลดลงมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น เป็นต้น
ดังนั้นถ้ามีการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการในภาวะสงครามภาวะความขัดแย้ง หรือ ภาวะสันติสภาวะแวดล้อมของการปฏิบัติการทางทหารมักจะมีมิติอื่น เช่น องค์กรระหว่างประเทศหรือองค์กรอิสระ ที่อาจจะเข้ามาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการทางทหารอย่างเช่น องค์กรสหประชาชาติ กลุ่มประเทศต่าง ๆ อย่างอาเซียนดังนั้นการที่กองทัพไทยนำแนวความคิดของสหรัฐ ฯ มาประยุกต์ดัดแปลงใช้อาจจะไม่มีความเหมาะสม เพราะว่า รากฐานของแนวคิดนั้นมีต่างกัน กองทัพสหรัฐ ฯนั้นมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่มุ่งไปสู่การรักษาผลประโยชน์ของชาติ อย่างสมบูรณ์มองปัญหาอย่างบูรณาการ ส่วนกองทัพไทยนั้นจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่แตกต่างกันทำให้มิติที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารในบ้านเรามีความแตกต่างกับของสหรัฐ ฯเพราะฉะนั้นการพัฒนาแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารร่วมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกองทัพไทยทำอย่างไรเราถึงจะปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างเป็นมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมีความผิดพลาดในการปฏิบัติการน้อย ซึ่งถ้าทำได้นั่นแหละครับบกองทัพไทยจะเป็นกองทัพมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลสามารถตอบสนองภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ได้และเป็นกองทัพไทยแบบบูรณาการ ครับ……………….. <div>
<hr>
[1] http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=60&Itemid=75
</div>