การก่อการร้าย[1]  ปัจจุบันปัญหาการก่อการร้าย เป็นปัญหาที่นอกจากจะสร้างความวิตกและความหวาดกลัวให้กับประชาชนทั่วโลกแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพ ความมั่นคงของระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมระหว่างประเทศอีกด้วย หลายคนคงจำเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 ที่เครื่องบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก World Trade กลางกรุงนิวยอร์ก เหตุการณ์วางระเบิดสถานบันเทิงที่กรุงบาหลีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2002 และเหตุการณ์การวางระเบิด3สถานีรถไฟใต้ดินที่กรุงมาดริดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2004 มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่ขบวนการก่อการร้ายได้กระทำขึ้นทั้งหมด แต่เป็นเหตุการณ์เพียงส่วนหนึ่งในหลายเหตุการณ์ ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกของประชาชนทั่วโลก ในอดีตที่ผ่านมายังมีเหตุการณ์อื่น ๆ อีกมากมายที่ขบวนการก่อการร้ายได้ใช้ความรุนแรง แต่เพียงจำกัดอยู่ในบางภูมิภาคที่มีความขัดแย้งกันเท่านั้น  บทความนี้จะนำเสนอความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับนิยาม ประเภท จุดมุ่งหมาย และวิธีการของขบวนการก่อการร้าย รวมทั้งผลกระทบบางแง่มุมต่อระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโลกที่เกิดขึ้น ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศปัจจุบัน ขบวนการก่อการร้ายถือว่าเป็นตัวแสดงระหว่างประเทศที่ไม่ใช่รัฐ (International non-governmental actor) ที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบโลกอย่างยิ่ง ดังนั้นการรู้จักและทำความเข้าใจ เกี่ยวกับขบวนการก่อการร้าย และภัยคุกคามที่เกิดจากขบวนการนี้จะทำให้สามารถเข้าใจระบบ และแนวโน้มของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้นด้วย  นิยามการก่อการร้าย        ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่รู้จักคำว่าการก่อการร้ายจากสื่อสิ่งพิมพ์หรือโสตทัศน์ต่าง ๆ คำถามที่มักได้ยินกันเสมอ ๆ คือ ขบวนการก่อการร้ายเป็นใครและมาจากไหน?” คำว่าการก่อการร้าย หรือ Terrorismมาจากคำว่า Terrorซึ่งหมายถึงทำให้หวาดกลัวนั้น เริ่มใช้ศัพท์นี้ครั้งแรกในช่วงระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส (1789 - 1794) เพื่อใช้เรียกการปกครองที่นิยมใช้ความรุนแรงและทำให้เกิดความหวาดกลัว (Reign of Terror)* และมักใช้จัดการกับกลุ่มก่อความไม่สงบที่ต่อต้านรัฐบาล อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังหาข้อสรุปของนิยามคำนี้ไม่ได้แน่ชัดและมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป ทั้งจากคำนิยามจากกฎหมายที่จารึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านขบวนการก่อการร้ายเอง นักวิชาการเองก็ได้พยายามให้ความหมายของคำว่าขบวนการก่อการร้ายไว้ เพื่อทำให้เกิดความกระจ่างและเข้าใจได้ตรงกันมากขึ้น          ในกฎหมายอาญาของแคนาดา มีการให้นิยามของขบวนการก่อการร้ายไว้พอสรุปได้คือการกระทำที่มีเป้าหมายและจุดประสงค์ทางการเมือง ศาสนาหรือลัทธิอุดมการณ์ เพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหวาดกลัว หรือไม่มั่นคงในสวัสดิภาพ ขบวนการก่อการร้ายจะกดดันรัฐบาล หรือองค์การในประเทศหรือระหว่างประเทศให้ยุติการกระทำต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของขบวนการดังกล่าว[2][1]          จานฟรังโก ปาสกวีโน (Gianfranco Pasquino) ให้คำนิยามว่าเป็นชุดของการกระทำที่หลากหลายเพื่อกรรโชก ทำให้เกิดความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก และทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน ซึ่งการกระทำเหล่านี้เกิดจากปัจเจกบุคคลหลายประเภท รวมถึงกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลซึ่งกระทำในนามของกลุ่ม การกระทำในแต่ละครั้งไม่สามารถประเมินขอบเขตความรุนแรงได้[3][2]  แอชตัน บี. คาร์เตอร์  (Ashton B. Carter) และ วิลเลี่ยม เจ. เพอร์รี่ (William J. Perry) กล่าวถึงการก่อการร้ายว่า เป็นขบวนการจู่โจมนอกรูปแบบของการทำสงครามแบบดั้งเดิม ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ชีวภาพ หรือเคมี รวมถึงการทำลายระบบข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นระบบสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสังคมปัจจุบัน อีกทั้งใช้สังคมที่ทันสมัยและซับซ้อนในปัจจุบัน ในการปฏิบัติการต่อบุคคลหรือสถาบันทางการเมือง[4][3]  จากที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะสรุปได้ว่าขบวนการก่อการร้าย คือ กลุ่มของปัจเจกบุคคลหรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์ อุดมการณ์ทางการเมือง และศาสนาร่วมกัน ในอันที่จะต่อต้านการกระทำของรัฐบาลด้วยวิธีการรุนแรงต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของกลุ่มตนเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามเป็นการยากที่จะให้คำนิยามขบวนการใดว่าเป็นขบวนการก่อการร้าย ส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้พิจารณาแต่ละบุคคล  ข้อสังเกตบางประการจากคำนิยามการก่อการร้าย ประการแรก คือ การใช้ความรุนแรง ถือว่าเป็นลักษณะหรือรูปแบบการแสดงออกที่สำคัญของขบวนการก่อการร้าย แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่า ไม่สามารถแยกขบวนการก่อการร้ายออกจากกลุ่มอาชญากรโดยทั่วไป ที่มีพฤติกรรมนิยมใช้ความรุนแรงได้อย่างเด่นชัดเช่นกัน ประการที่สอง คือ ขบวนการก่อการร้าย มักจะมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายกับประชาชนเป็นวงกว้าง มากกว่าอาชญากรที่มีเป้าหมายเพียงรายบุคคล กล่าวง่าย ๆ คือ อาชญากรมีเป้าหมายต้องการฆ่าบุคคลนั้นเพียงบุคคลเดียว แต่การปฏิบัติการของผู้ก่อการร้าย ไม่ได้มุ่งหวังว่าประชาชนหรือบุคคลนั้น ๆ จะเสียชีวิตหรือไม่ เพราะไม่ได้มีเป้าหมายเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น ประการที่สาม คือ การก่อการร้ายในปัจจุบัน มุ่งการทำลายหรือการทำให้เกิดความหวาดกลัว กับประชาชนโดยทั่วไปมากกว่าฝ่ายทหารหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประการสุดท้าย คือ การมุ่งหวังทางการเมือง อุดมการณ์ และศาสนา เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือนโยบายของรัฐบาล หรือประเทศที่ขบวนการนั้น ๆ ต้องกา  นอกจากนี้ ทัศนะของผู้เชี่ยวชาญการต่อต้านการก่อการร้ายเห็นพ้องกันว่า ขบวนการก่อการร้ายมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของกระทำที่รุนแรง เพื่อแสดงการต่อต้านทางการเมืองหรือศาสนาต่อรัฐบาลหรือประเทศเป็นสำคัญ  วัตถุประสงค์ของขบวนการก่อการร้าย ขบวนการก่อการร้ายมีวัตถุประสงค์หลากหลาย ขึ้นอยู่กับประเภทและความต้องการของขบวนการที่จัดตั้งขึ้นมา มีตั้งแต่เพียงต้องการโฆษณากลุ่มของตนเองให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง การล้มล้างรัฐบาล จนกระทั่งถึงความต้องการในการแบ่งแยกดินแดน เพื่อให้ได้มาซึ่งอธิปไตยและเอกราชทางเชื้อชาติของกลุ่ม เช่น องค์การปลดปล่อยชาวปาเลสไตน์ (Palestine Liberation Organisation : PLO) กลุ่มก่อการร้ายบาสก์ในสเปน (Basque ETA) กองทัพปฏิวัติไอริช (Irish Republican Army : IRA) และกลุ่มผู้ก่อการร้ายพูโลในประเทศไทย (Pattani United Liberation Organisation : PULO) เป็นต้น  ขบวนการก่อการร้ายแบบดั้งเดิม (Conventional Terrorism) มักมีเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นผู้นำประเทศ ที่ทำการรัฐบาลหรือฐานทัพทางทหาร แต่ในปัจจุบันสถานที่พลเรือนและประชาชน ก็ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีด้วยเช่นกัน วิธีการที่ใช้ก็แตกต่างกันออกไปตามสถานการณ์ ตั้งแต่การวางระเบิด การลักพาตัว การฆาตกรรม การจับเป็นตัวประกัน จนถึงการจี้เครื่องบิน ถึงแม้ว่าบรรดาประเทศต่าง ๆ จะพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี และมาตรการต่าง ๆ รวมถึงมีหน่วยข่าวกรองเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย รัฐบาลก็ยังยากที่จะคาดเดาถึงเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ และวิธีการต่าง ๆ ที่ขบวนการก่อการร้ายใช้ บางครั้งการกระทำอาจจะไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์ของขบวนการนัก แต่ผลจากการกระทำดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จในเชิงจิตวิทยาเป็นอย่างมาก  *อ่านเพิ่มเติม Jean Poperen, Robespierre, textes choisis, tome 3, Paris, Éditions sociales, 1974. [5][1] Alexandre Blais, Tout savoir sur le terrorisme, Montréal, les intouchables, 2004, p. 22.  [6][2] Gianfranco Pasquino, “Terrorism”, Social Science Encyclopedia, 2nd ed. London and New York, Routledge, 1996. p. 872-873. [7][3] Ashton B. Carter and William J. Perry, Preventive Defense: A New Security Strategy for America, Washington D.C., Brookings Institution Press, 1999, p. 149. <div>
<hr>

[1] http://www.aetf-online.com/dossiers/dossiers.php?id_dossier=43&PHPSESSID=11505f3ae53b63071b69f045a551b435

 
 
 
 
 
 
 
 

</div>