หลายสถาบันอุดมศึกษาคงเคยรู้จักตัวบ่งชี้ ร้อยละของอาจารย์ประจำที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งวัดออกมาในรูปเชิงปริมาณ ร้อยละ เทียบกับจำนวนอาจารย์ประจำทั้งหมด

ความหมายของตำแหน่งทางวิชาการ คือ ผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์

สำหรับผมแล้วตัวบ่งชี้นี้ที่วัดออกมาเป็นค่าร้อยละนั้น ยังไม่สามารถเปรียบเทียบคุณภาพได้อย่างแท้จริง เช่น กรณี

  • มหาวิทยาลัย ก มีอาจารย์ประจำทั้งหมด 100 คน มีอาจารย์ที่เป็น ผศ. 50 คน
  • มหาวิทยาลัย ข มีอาจารย์ประจำทั้งหมด 100  คน เช่นกัน มีอาจารย์ที่เป็น ศ. 50 คน

ซึ่งถ้าวัดตามตัวบ่งชี้นี้แล้ว ทั้งมหาวิทยาลัย ก และ ข มีอาจารย์ที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการร้อย 50 เท่ากัน และถ้าเทียบคะแนนกับเกณฑ์การประเมินแล้ว ก็ตกอยู่ที่ช่วงคะแนนเท่ากัน

แต่ถ้ามองลึกลงไปแล้ว มหาวิทยาลัยใดมีคุณภาพมากกว่ากันเมื่อมองจากตัวบ่งชี้นี้ สำหรับผมแล้วถ้าเป็นนักเรียนที่จะเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย คงต้องเลือกมหาวิทยาลัย ข แน่นอนครับ

แล้วท่านมีความคิดเป็นประการใด? สำหรับผมตัวบ่งชี้นี้ ร้อยละของอาจารย์ประจำที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการควรวัดออกมาในรูปของ สัดส่วน ระหว่าง ผศ. : รศ. : ศ. ซึ่งจะเห็นความชัดเจนมากกว่า อย่างที่ทาง สกอ. ได้กำหนดไว้ในคู่มือประกันคุณภาพการศึกษา ฉบับใหม่ เริ่มใช้ปีการศึกษา 50

ดังนั้นผมคิดว่าการเลือกที่จะกำหนดตัวบ่งชี้เชิงปริมาณ นั้นต้องพิจารณาในหลายมิติ และความสัมพันธ์จากข้อมูลหลายด้าน เช่น วัดออกมาเป็น ร้อยละ สัดส่วน หรือจำนวนนับ เพื่อที่จะทำให้ระบบการประกันคุณภาพภายในของหน่วยงานนั้นสามารถสะท้อนข้อมูลจริง เช่น ถ้ากำหนดตัวบ่งชี้ว่าเป็นแบบจำนวนนับจำนวนโครงการกิจการนิสิต กรณี

  • มหาวิทยาลัย ก มีจำนวนโครงการนิสิต 200 โครงการ มีจำนวนนิสิต 5,000 คน
  • มหาวิทยาลัย ข ก็มีจำนวนโครงการนิสิต 200 โครงการ เช่นกัน มีจำนวนนิสิต 20,000 คน

ซึ่งถ้ามองจากตัวบ่งชี้ที่วัดนี้ จะได้คะแนนเท่ากันแน่นอน เพราะวัดเป็นจำนวนนับ แต่ถ้ามองลึกลงไปอีก ดูจำนวนนิสิต แล้วท่านคิดว่า มหาวิทยาลัยใดมีการดำเนินงานดีกว่ากัน ผมก็ต้องเลือกให้ มหาวิทยาลัย ก แน่นอนครับ

ดังนั้นการที่หน่วยงานจำเป็นต้องสร้างมาตรฐาน และตัวบ่งชี้ ของตนเอง เพื่อวัดคุณภาพของหน่วยงาน ต้องคำนึงถึงลักษณะของการวัดให้ดีๆ นะครับ

นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวที่เคยพอมีประสบการณ์ทำงานด้านการประกันคุณภาพภายใน ระดับมหาวิทยาลัย

KPN