มหาวิทยาลัยห้องแถวถูกขนานนามเพราะได้ชื่อว่าเป็นแหล่งขายใบปริญญาเอก และดอกเตอร์กล้วยที่ รมช.กระทรวงศึกษาธิการเคยให้ความหมายไว้ว่า คือดอกเตอร์ที่ทำงานวิจัยครั้งเดียว คือวิทยานิพนธ์ ดังพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเช่นกล้วย..

หลายวันนี้ไม่รู้เป็นยังไง เหลียวซ้ายแลขวา เปิดทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ เป็นต้องเห็นเรื่องปัญหาในอุดมศึกษาทุกที..  ไหนๆ ก็อยู่ในบรรยากาศนี้แล้ว เอามาฝากอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ให้เป็นความรู้นะคะ (ย้ำค่ะย้ำ : )  ว่าเป็นการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติม)  เผื่อใครแก้ได้หรือทักท้วงได้ทัน จะได้ดำเนินการแก้ไขกันได้ทันท่วงทีค่ะ 

เชิญอ่านฉบับเต็มเรื่อง มหาวิทยาลัยห้องแถว และดอกเตอร์กล้วย กับทักษิโณมิกส์ในมหาวิทยาลัย  โดยการคลิกลิงค์ชื่อเรื่องได้เลยค่ะ

เรื่องนี้เขียนโดยคุณ ฉันธะ จันทะเสนา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ นะคะ โดยดิฉันขอคัดข้อความบางส่วนเพื่อความสะดวกในการอ่านมาในที่นี้ค่ะ

"...ลักษณะสำคัญของแนวคิดหรือการกระทำแบบทักษิโณมิกส์อย่างหนึ่งคือ ผู้มีอำนาจออกกฎหมายกฎระเบียบ หรือข้อบังคับ เพื่อให้ตนเองและพวกพ้องได้รับผลประโยชน์ ในขณะนี้ มหาวิทยาลัยห้องแถวถูกขนานนามเพราะได้ชื่อว่าเป็นแหล่งขายใบปริญญาเอก และดอกเตอร์กล้วยที่ รมช.กระทรวงศึกษาธิการเคยให้ความหมายไว้ว่า คือดอกเตอร์ที่ทำงานวิจัยครั้งเดียว คือวิทยานิพนธ์ ดังพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเช่นกล้วยที่ออกดอกผลไม่กี่ครั้ง แล้วรอวันเฉาตาย ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นกับระบบการศึกษาไทย..."ฃ

.....

"...โครงการดอกเตอร์กล้วยจะรับผู้เข้าเรียน 40-50 คน รับจากผู้สมัครทั้งหมด ไม่จำกัดจำนวน โดยนิยมไปจ้างศาสตราจารย์เกษียณ หรือใกล้เกษียณ จากมหาวิทยาลัย ย่านบางกะปิ หัวหมาก เมืองทอง หรือสามย่าน และบ้างก็มาจากท่าพระจันทร์ ให้มาเป็นประธานหลักสูตร

อาจารย์พิเศษก็มาจากมหาวิทยาลัยดังกล่าว (จะไม่มีคุณภาพได้อย่างไร) ค่าจ้างสอนงดงาม โดยเป็นหลักสูตรทางสังคมศาสตร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ค่าเล่าเรียนแพงมากๆ เหนือเหตุผล และมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาวิทยาลัยนิพนธ์เพียง 4-5 คนเท่านั้น...."

......

"...สภามหาวิทยาลัย เป็นผู้ออกระเบียบนี้ มาอย่างถูกกฎหมาย แต่มีความถูกต้องหรือมีความเป็นธรรมกับสังคมหรือไม่? (ถ้าเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบได้ หลักการคล้ายๆ กันนี้ จะออกมาอีกมาก)

และมีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเหล่านี้เข้ารับการศึกษาจากหลักสูตรนี้ด้วย โดยไม่ได้เรียนฟรีทั้งๆ ที่โครงการศึกษาเหล่านี้เป็นของมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยมหาวิทยาลัยให้ทุนสนับสนุนทุกคน ผู้บริหารเป็นผู้อนุมัติให้ทุน ที่ฟังดูเผินๆ เหมือนจะดี แต่อย่าลืมว่าค่าเรียนนี้กลับคืนรัฐ 30% เท่านั้นที่เหลือ 70% เป็นค่าสอนค่าบริหารจัดการ และคณาจารย์ที่เรียนเหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียน หรือวิจัยตรงสาขาของตน ค่าเรียนแพงอย่างไม่มีเหตุผลประมาณหลักสูตรละ 5-7 แสนบาทต่อคนหรือประมาณเทอมละ 6-7 หมื่นบาท ใครๆ ที่เข้าไปข้องแวะด้วยก็ติดใจ ทั้งผู้สอนจากมหาวิทยาลัยดัง หรือผู้บริหาร จึงมีความพยายามเปิดหลักสูตรอื่นๆ อีก...."

อย่างที่บอกนะคะ เรารู้กันแหละค่ะว่าแบบนี้คงไม่เรียกว่าการศึกษา ทำแล้วมีแต่ผลเสียกับสังคมทั้งในระยะสั้นและยาว 

ดิฉันนำเรื่องนี้มาฝากเพื่อให้ได้รับทราบ เราจะได้รู้ทันไม่ตกเป็นเครื่องมือ (สำหรับพวกอาจารย์) หรือตกเป็นเหยื่อ (สำหรับคนที่มาเรียน) กับโครงการแบบนี้...