ต่อเรื่องกล้วยอีกนิดนะครับ...สนุกดี...มีคนเคยกล่าวไว้ว่า...จริง ๆ แล้ว คนเอเชียชอบทำตัวเป็นกล้วย...คือข้างนอกหนะเหลื้องเหลือง...แต่ข้างในขาว (กล้วยสุกนะ)...อันนี้ไม่รู้จริงเท็จประการใด...
ครับเข้าประเด็นเลย...จะได้ช่วยกันสรรค์สร้างชุมชน...ก่อนอื่นขอบคุณอาจารย์ที่ตอบรับ...
ข้อเสนอแนะของผมคือ...ปัญญาเชิงปฏิบัติครับ...คือหลักสูตรเรียนโดยการปฏิบัติจริง...
เคยมีหลักสูตรหนึ่งนะครับที่ผมมีโอกาสไปเรียนรู้กะเขาด้วยคือ...หลักสูตรสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น...พัฒนาโดย ดร.เสรี พงศ์พิศ แห่งสถาบันพัฒนาวิสาหกิจชุมชน...(สสวช.)...โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้งหลายที่เห็นด้วย...ตอนนี้ร่วมกับ มรภ. พระนคร
ขึ้นต้นก็ดูดีครับ...จะให้เรียนทฤษฎี 30 หน่วยกิจ ที่เหลือเป็นการปฏิบัติจริงทั้งหมด...ตอนนั้นผมยอมรับเลยว่า...เห็นแสงสว่างรำไรในระบบการศึกษาไทย...
ผ่านไปหนึ่งปี...มรภ. พระนคร เอาสุ่มที่ตัวเองสานไว้แล้วไปครอบเอาดื้อ ๆ เลย...อ้างว่า "บันทึกความเข้าใจ" (MOU) ที่เซ็นไว้กับบุคคลธรรมดา (ดร.เสรี) ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฏหมาย...ยอดเยี่ยมอีกแล้วครับท่าน...
ผมก็ทะทึ่งเข้าไปดูระเบียบที่ออกมาใหม่...โอ้..มันยอดเยี่ยมมาก...ไม่เหลือเค้าเดิมไว้เลย...ดีแล้วครับ...การศึกษาบ้านเราจะได้มีมาตรฐานสมดังที่ สมศ. ท่านตั้งไว้...อาจารย์ก็มีคุณภาพ คุณวุฒิตามเกณฑ์เป๊ะ...เวลาการศึกษาครบ...การประเมินผลตามเกณฑ์เป๊ะ...ฯลฯ...เป๊ะ...แต่ไหงผลผลิตมันออกมาเป็นงี้ไปได้...นี่แสดงคนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า...มนุษย์เป็นนาฬิกาไขลานอยู่แน่ ๆ เลย...โดยเฉพาะผู้ที่กุมอำนาจทั้งหลาย...
ทีนี้ความฝันที่หวังไว้กับมหาวิทยาลัยชีวิตที่เคยทอแสงเจิดจ้า...มีอันต้องอ่อนแสงลง...แต่เชื่อว่ายังไม่ดับเสียทีเดียว...ผมและเพื่อน ๆ ยังทำงานเพื่อชุมชนต่อไปด้วยความบอบช้ำ...
ประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุดคือ...การไปเป็นเซลล์ขายตรง...ผมเชื่อว่าหลายคนแค่คิดยังไม่กล้า...ยี้ไปขายของ...ฉันจบมาตั้งเมืองนอกเมืองนา...ผมเรียนจบมหา' ลัย ชื่อดังนะ...จะให้ไปขายของหรือ...ไม่ทำหรอก...แต่ผมไปทำครับ...บอกได้เลยว่า...หนึ่งปีที่ผมมาเรียนรู้ที่นี่...ผมเอาความรู้ที่ได้จากที่นี่...ไปทำงานกับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิผลเลย...ผมสามารถนำชุมชนได้...ผมสามารถเป็นแรงบันดานใจให้ชาวบ้านเกิดวิสัยทัศน์ร่วมกันได้...และที่สำคัญ...ผมไม่เคยรู้สึกมั่นใจอย่างนี้มาก่อนเลย...
พัฒนาระบบการศึกษา...ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไร...ทุกวันนี้เราต้องการให้คนไทยมีปริญญากันเยอะ ๆ สูง ๆ ก็ถูกแล้วที่เขา "วิ่งไล่แจกปริญญา" กันอยู่...(ไม่เฉพาะบ้านเราหรอกครับ...ประเทศอื่นก็มี)...แต่ถ้าต้องการให้คนของเราเรียนรู้กันจริง ๆ หละก็...ต้องปฏิบัติจริงเท่านั้นครับ...
คนที่จะขายปริญญาก็จะโฆษณาชวนเชื่อว่า..."ความรู้คืออำนาจ"...แล้วก็ผู้โยงความรู้กับใบปริญญา...ซึ่งความจริงที่มักไม่ค่อยมีใครเปิดเผย...โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยก็คือ..."ความรู้เป็นแค่ศักยภาพ...อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่การลงมือทำ"...ยิ่งร้ายไปกว่านั้น...คนขายปริญญาเป็นอาชีพ...ยังพยายามสื่อความกับสาธารณะว่า..."เห็นไหม...เพราะไม่มีปริญญาจึงต้องมาใช้แรงงาน"...เขาจะเอากะลามาครอบเราไปถึงไหนเนี่ย...
หวังว่าคงได้ประเด็นนะครับอาจารย์...สรุปก็คือ...การปฏิบัติจริง...การจะให้เกิดแรงบันดานใจในการลงมือทำ...อาจารย์ต้องเปลี่ยนจากผู้บรรยาย...มาเป็นผู้สร้างแรงบันดานใจให้เด็กเกิดความต้องการเรียนรู้ที่มากพอ...ย้ำนะครับ..."ความต้องการที่มากพอ"...ซึ่งทักษะแบบนี้...ไม่ต้องไปเรียนให้จบปริญญาเอกก็ทำได้ครับ...เพราะผมก็เพิ่งได้เรียนรู้มา...ตอนไปเป็นเซลล์ขายของนี่เอง...
ขอบคุณที่เปิดประเด็นดี ๆ ให้ชุมชนได้ร่วมกันเรียนรู้ครับ
ปล. discipline ทำไมภาษาไทยใช้คำว่า "วินัย" เพราะจากรากคำน่าจะหมายถึง "การเรียนรู้" เพราะอันนี้หรือเปล่า...การเรียนรู้ในระบบการศึกษาของเราจึงเกิดน้อย
ด้วยความเคารพ สวัสดีครับ