ผมหลงรักคีรีวงเสียแล้วครับ

 ต้นเดือน พ.ค. ๕๐

ฝนตกพรำๆ เสียงประกาศเตือนจากสถานีวิทยุว่า ดีเปรสชั่นลูกใหม่ วิ่งเข้ามาทางภาคใต้ของประเทศไทย วันนี้ผมก็กำลังมุ่งหน้าไปทางใต้พอดีด้วยสิครับ

ผมไม่มีโอกาสเดินทางไปใต้บ่อยครั้งนัก อาจเป็นเพราะภารกิจที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นไม่มี ครั้นจะไปเที่ยวก็หาเวลายากพอสมควร ว่ากันว่าไปทะเลสวยๆแถบอันดามัน ค่าครองชีพแพงแสนแพง นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่ง

ไปครั้งนี้ด้วยภารกิจต้องไปเข้าร่วมประชุมเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนภาคใต้ เป็นปฐมบทของการเคลื่อนงานพัฒนาด้านการท่องเที่ยวที่ใต้ จุดหมายของผมครั้งนี้คือ นครศรีธรรมราช อ.ลานสกา บ้านคีรีวง ที่ผมฝันมานานว่าสักวันหนึ่งผมต้องไปให้ถึง

สิ่งที่ผมตื่นตา ตื่นใจในการเดินทางครั้งนี้ เหมือนกับหลายๆครั้งที่ผมไปเยือนถิ่นใต้ คือ ความเขียวสดของต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นปาล์ม ต้นยางพาราที่เรียงแถวยาวน่าดู  บรรยากาศสบายๆเขียวขจีแบบนี้ผมชอบครับ คิดไปเล่นๆว่าหากปลูกยางพาราไม่เป็นระเบียบจะเกิดอะไรขึ้น ..เหตุผลที่ผมคิดเองว่าการที่ชาวสวนปลูกยางพาราเป็นระเบียบอาจเนื่องมาจาก การดูแลรักษาที่สะดวก การกรีดยางที่สามารถกรีดได้ทุกต้นไม่งงงันว่าต้นไหนเป็นต้นไหน ...ชวนให้ผมนึกถึงต้นสนสามใบที่ปลูกบนดอยบ้านผมเช่นกัน

หรอยจังฮู้...

แวะทานข้าวที่ร้านแห่งหนึ่ง ก็ประทับใจอีกคือ ร้านมีน้ำพริก พร้อมผักนานาชนิดไว้บริการฟรี  ใครบางคนในรถบอกผมว่า เกือบทุกร้านที่ใต้จะบริการลักษณะคล้ายกัน ผมเพลิดเพลินกับการกินผักสดนานาชนิด ทำให้มื้อกลางวันของผมอิ่มแน่นจริงๆ( รู้สึกว่าน้ำพริกรสจัดจ้านไปหน่อย แต่ก็พอได้ครับ)

ไฮไลท์ที่ผมต้องขอบคุณ หน.คณะเดินทางครั้งนี้ คือ สวนโมกข์ อ.ไชยา ระหว่างทางที่เราพากันแวะและเดินชมวิถีธรรมที่เก็บได้มากมายในพื้นที่แห่งนี้ ...โรงมหรสพทางวิญญาณ กุฎิท่านพุทธทาส บรรยากาศที่เงียบสงบ ทำให้ใจเราเยือกเย็นมากขึ้น

ใกล้ค่ำรถของเราเดินทางเข้าสู่ อ.ลานสกา เป็นที่เรียบร้อย มุ่งตรงไปยังบ้านคีรีวง นับกิโลเมตรจากข้างทางบอกว่าอีกไม่ไกลก็จะถึงผมถามถึง กรุงชิง  มีน้องสาวคนใต้ที่ร่วมเดินทางบอกว่า กรุงชิง กับ คีรีวง อยู่คนละฟากเขาหลวง คิดว่ามีโอกาสก็อยากไปเที่ยวกรุงชิงด้วย

คีรีวงหมู่บ้านกลางหุบเขาที่เรากำลังจะเดินทางไปอีกไม่กี่กิโลเมตรข้างหน้า ร่ำลือถึงการจัดการการท่องเที่ยว และความเข้มแข็งของชุมชน

 

พี่หนุ่ย ธีรพันธ์ หนึ่งในสมาชิกเสือ ๑๑ ตัว

ว่ากันว่า ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าที่คีรีวง ได้สร้างกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ออกมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง คงเป็นสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ เหมือนที่เคยได้ทราบมา ผู้ที่เราจะไปนั่งพูดคุยครั้งนี้ ก็เป็นวีรบุรษสมาชิกหนึ่งในเสือ ๑๑ ตัวที่คีรีวงที่ผ่านร้อนผ่านหนาว พัฒนาชุมชนคีรีวง ปัจจุบันเขาก็อยู่ที่นั่น

ถึงแล้วบ้านคีรีวง รถเราข้ามสะพานกลางหมู่บ้าน สายน้ำเล็กๆใสไหลเย็น ที่พาดผ่านหมู่บ้าน โขดหินใหญ่น้อยกระจายทั่วบริเวณ พุ่มไม้เขียวชอุ่ม คลอเคลียสายน้ำ  ผมตะลึงไปพักใหญ่ ...บรรยากาศแบบนี้ทำให้ผมนึกถึง สายน้ำฉ่ำเย็นบนเทือกเขาทางเหนือที่ผมคุ้นเคย ไม่น่าเชื่อว่าสายน้ำที่น่าหลงใหลจะไหลผ่านคีรีวง สายน้ำกับผู้คนต้องมีเรื่องเล่ามากมายที่น่าสนใจแน่นอน

รถเราถึงที่พักกลางหมู่บ้าน...บ้านพักมี ขนำ เล็กๆใกล้ธารน้ำด้วย (ชอบจังเลยครับ)ผมจับจองด้วยสายตาเรียบร้อยแล้ว

ขนำน้อยริมน้ำที่คีรีวง 

แม่บ้านท่านหนึ่งถามผมว่า

เดินทางไกลเนือยม้าย???” (สำเนียงใต้ๆ)

ไม่เหนื่อยครับ!!!” ผมทำหน้าตาสดชื่น (ก็ไม่เหนื่อยจริงๆครับ)

เธอแวะเวียนมาถามหลายรอบ ผมก็ยังบอกว่าไม่เหนื่อย

ทราบทีหลังว่าเนือยม้าย แปลว่า หิวมั้ย เพราะเธอดูแลเรื่องข้าวปลาอาหาร

งานนี้ผมเกือบ อดข้าวมื้อเย็นแล้วสิครับ!!!!

เออ...หิวนะผมหิวมากๆครับ แต่ไม่เหนื่อยครับ 555

ผมประทับใจกับการเริ่มแรกที่ได้รู้จักคีรีวงเสียแล้ว

เรื่องราวยังมีต่อครับ...กิจกรรมที่พวกเราทำในคีรีวงมีประเด็นความรู้ที่น่าสนใจ ติดตามอีกในตอนที่สองนะครับ