ก็ในเมื่อตอนนี้สังคมไทยกำลังอยู่ตกอยู่ในกระแสของการ “พึ่งพาเทพ” แล้วนี่เราจะมาเดินขบวน มาโต้เถียงกันทำไม?

        ไม่ต้องบอกท่านก็คงจะพอเดาได้นะครับว่าผมกำลังจะพูดเรื่องอะไรในบันทึกนี้ โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นพวกที่ปฏิเสธเรื่องปาฏิหาริย์ใดๆ สำหรับผมแล้ว ปาฎิหาริย์ ก็คือสิ่งที่ความคิดของเรายังเข้าไปไม่ถึง  เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเอาตรรกะ (logic) มาอธิบายได้ เพราะหลายๆ เรื่องเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าปัญญาของคนธรรมดาอย่างเรา (อย่างผม) จะเข้าใจได้ มีบางคนเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ธรรมะจัดสรร คือเราทำได้แค่สร้าง เหตุปัจจัย แล้วผลก็จะออกมาเองตามกฎของธรรมชาติ (ที่เราเรียกว่าธรรมะนั่นแหละ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>        ตามความเข้าใจของผม สิ่งที่พระพุทธเจ้าพยายามทำในสมัยของท่าน ก็คือการที่ทำให้คนหันมาพึ่งตัวเอง มากกว่าที่จะคอยพึงพาเทพเจ้าใดๆ พระองค์พยายามทำให้คนเปลี่ยนสภาพจากที่ต้องพึ่งพิงอิงสิ่งอื่น (dependence) มาสู่การยืนได้ด้วยตัวเอง (independence) จนเกิดความเข้าใจว่าในท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ดำเนินอยู่นี้ก็คือสภาวะของการเกี่ยวข้องสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (interdependence) นั่นเอง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>        พระพุทธเจ้าเองไม่เคยปฏิเสธเทพ ไม่เคยปฎิเสธเทวดา เพียงแต่ท่านเชื่อมั่นว่า สติปัญญา ของมนุษย์จะสามารถทำให้มนุษย์เข้าใจความจริงแห่งชีวิต (อริยสัจสี่) ได้โดยไม่ต้องอาศัยเทพหรือเทวดา ขณะนี้มีการพูดกันอย่างหนาหูว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ผมว่าเป็นคำกล่าวที่ดีมาก เพราะในโลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ (unknown) และยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่อาจจะรู้ได้ (unknowable) จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เราจะต้องไปปฏิเสธสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลบหลู่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ หลงเชื่อ ให้ งมง่าย กันไปอย่างไม่ลืมหูลืมตา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>        ผมเองได้แต่ถามตัวเองว่า… ก็ในเมื่อตอนนี้สังคมไทยกำลังอยู่ตกอยู่ในกระแสของการ พึ่งพาเทพ แล้วนี่เราจะมาเดินขบวน มาโต้เถียงกันเรื่องการใส่ข้อความว่า ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ลงไปในรัฐธรรมนูญทำไม? เห็นข่าวแล้วก็อดขำไม่ได้ มันช่างเป็นอะไรที่  “contrast” กันจริงๆ  แต่เมื่อนึกๆ ไป ผมเองกลับอยากจะร้องไห้มากกว่า…ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม !!