เรื่องจตุคามรามเทพนี้น่าสนใจ อย่างที่เรียกว่าฝีหนองในสังคมไทยเรากำลังบวมเป่งสำแดงอิทธิฤทธิ์กันออกมาแล้ว ในสังคมไทยเรามักคุ้นชินกับคำว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" เป็นคำพูดที่ติดหูคนไทยมาช้านาน และคำๆนี้ก็ได้มีส่วนหล่อหลอมให้คนไทยมีลักษณะนิสัยอย่างหนึ่ง คือ "หัวอ่อน" อ่อนในที่นี้คือ "อ่อนปัญญา" หรือปัญญาอ่อนนั่นแหละ อย่าหาว่าด่ากันเลยนะครับ เราควรจะต้องใช้คำพูดที่กระแทกกระทุ้งความรู้สึกให้มันถึงก้นบึ้งหัวใจกันเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นไม่รู้สึก คำๆนี้อาจมีส่วนถูกอยู่บ้างไม่เถียง แต่ที่ผิดและให้ผลเสียก็มีมากและจะต้องพูดถึงให้รู้ดำรู้แดงกันไป

"ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"เป็นคำแก้ตัวของคนโง่ และคนขี้เกียจ ที่ว่าเป็นคำของคนโง่ก็เพราะ

1.ไม่รู้เหตุแห่งความเชื่อ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เชื่ออยู่นั้นแท้จริงคืออะไร? ทำไมถึงเชื่อ? และ

2.ไม่รู้ผลแห่งความเชื่อ ไม่รู้ว่าเชื่อแล้วจะนำไปสู่ผลอย่างไร? จะชักพาให้เกิดปัญญาและความเจริญงอกงามแก่ชีวิตหรือไม่? เป็นทางแห่งความดับทุกข์แท้จริงหรือไม่? และเป็นคำพูดของคนขี้เกียจเพราะ

3.ไม่สนใจที่จะใฝ่รู้เหตุแห่งความเชื่อนั้น ไม่สนใจที่จะทำให้ความลับกระจ่างแจ้ง

4.ไม่สนใจที่จะใฝ่รู้ว่าเมื่อเชื่อแล้วนั้นจะให้ผลแก่ชีวิตอย่างไร ปล่อยชีวิตให้ไหลลอยไปตามกระแสแห่งความเชื่ออย่างเคว้งคว้าง ลมๆแล้งๆประหนึ่ง หมาเน่าลอยตามแม่น้ำฉะนั้น มันหาได้รับรู้ว่าน้ำจะพามันไปไหน

เทพเจ้าหรืออิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ นั้นไม่จำเป็นเลยสำหรับมนุษย์ผู้มีปัญญาและความเพียรที่จะพ้นทุกข์ นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการจะบอกกับมนุษย์ทุกคน เพราะเหตุว่า แม้เทพเจ้าเองนั้นก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกจากความทุกข์เยี่ยงปุถุชนได้เลย แล้วจะช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ได้อย่างไร ไม่เชื่อก็ลองศึกษาคัมภีร์ทางฮินดู หรือกรีกโรมันเอาเถิดจะเห็นว่าเทพเจ้านั้นไม่ต่างกัน คือยังเกลือกกลั้วอยู่กับกิเลส และกามเหมือนๆกัน มิหนำซ้ำบางองค์ยังมีโลภะ โทสะ โมหะจริต แรงยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก ฉะนั้นแล้วการนับถือเทพเจ้ามิได้จะทำให้มนุษย์สูงส่งขึ้นแต่อย่างใด คงจะเปรียบได้กับคนกระจอกที่ยอมเข้าสวามิภักดิ์กับนักเลงใหญ่เพื่อหวังการคุ้มครองฉะนั้น

การที่พระสงฆ์หลายรูปบอกว่า ท่านใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์วัตถุมงคลก็เพื่อเป็นกุศโลบายนำคนมาสู่ธรรมมะนั้น หากเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็ขออนุโมทนา หากแต่สิ่งที่สงสัยก็คือนั่นเป็นเหตุผล หรือเป็นข้อแก้ตัวกันแน่ ตรงนี้ต้องถามความจริงใจ ทุกวันนี้ต่างคนต่างมีเหตุผลแต่หาความจริงใจกันแทบไม่ได้ ผมอยากจะให้ทัศนะว่า การเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ที่จะประดิษฐานธรรมของพระพุทธองค์ให้อยู่ในจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ธรรมนี้จะนำพุทธศาสนิกชนออกสู่ที่แจ้ง ธรรมนี้ปฏิบัติแล้วไม่มีโทษ ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นโทษ ปฏิบัติธรรมนี้แล้วย่อมเจริญทั้งธรรมาสมบัติและโลกาสมบัติ ผิดจากนี้ย่อมไม่ใช่ธรรมของพระพุทธเจ้า

การเอาเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งหลายมาเป็นสื่อเพื่อชักนำคนนั้น พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ เพราะมีส่วนให้โทษ เป็นเครื่องกั้นขวางปัญญา คนทั้งหลายผู้มีพลังปัญญาอ่อนแอก็จะติดยึดอยู่กับสิ่งเหล่านั้นไม่มี สิกขา คือการฝึกฝนพัฒนาตนให้สูงขึ้น หลงยึดถือสิ่งเหล่านั้นเป็นสรณะที่พึ่งตลอดไป

ในสังคมไทยเราทุกวันนี้ ขาดการทำให้กระจ่าง เพราะมัวแต่เกรงใจกันอยู่ไปมา นานเข้าก็มั่วพัวพันกันอีรุงตุงนังกันไปหมด ไม่รู้อันไหนเปลือกอันไหนแก่น คนไทยเดี๋ยวนี้นั้นไม่ใช่ไม่มีภูมิแห่งปัญญา หากแต่ถูกอวิชชาเคลือบไว้มาช้านาน หลงยึดติดเป็นมิจฉาทิฏฐิ หากแต่ในใจลึกๆก็ยังคงโหยหาทางแห่งความพ้นทุกข์กันอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อทางแห่งปัญญาไม่เปิด ก็เหลือเพียงทางแห่งอวิชชาเท่านั้นที่พอจะปลอบประโลมใจได้ เปรียบเหมือนคนป่วยที่เจ็บหนักไม่ได้รับการรักษา ต้องหันหน้าเข้าพึ่งสารเสพย์ติดเพื่อบรรเทา หน้าที่แห่งสงฆ์คือรีบรักษาด้วยธรรมมะบริสุทธิ์ ค่อยๆบำบัดกันไปนานเข้าอาการก็จะดีขึ้นอย่างถาวร ไม่ใช่ประวิงคนไข้ด้วยสารเสพย์ติด มอมเมากันอยู่อย่างนั้น แล้วเมื่อไหร่คนจะหายป่วย ก็จะมีชีวิตกันไปเรื่อยๆ แบบไม่มีอะไรดีขึ้น ฉะนั้นก็ขอสรุปว่าเรื่องเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นประหนึ่งสารเสพย์ติด ที่บำบัดได้ทันใจแต่ไม่ได้รักษาโรค แล้วเรา-ท่านอยากหายขาดจากโรค หรือว่าอยากเป็นเรื้อรังอยู่อย่างนั้นเล่า