ขอแสดงความคิดเห็นบ้างนะครับ

 เรื่องนี้ใครตั้งประเด็นขึ้นมาก็ต้องมีทั้งฝ่ายเห็นด้วย ฝ่ายไม่เห็นด้วย และฝ่ายเฉยๆ หรือบางท่านแม้จะมีจุดยืนของตนเองแต่ก็ไม่ต้องการแสดงออกมาเพื่อไม่ให้เกิดความร้าวฉานแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

โดยส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นเรื่องหน้าที่ใครหน้าที่มัน

สำหรับพระ หน้าที่ของท่าน กิจของท่านโดยตรงเรื่องหนึ่งก็คือการ เผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านโกนศรีษะ นุ่งเหลือง ห่มเหลือง ไม่ใช่เพียงเพื่อบอกว่าท่านสละแล้ว แต่ยังเป็นเครื่องแบบ เป็นเครื่องหมายที่ท่านใช้แสดงว่าท่านอยู่ในพระพุทธศาสนา หรือเมื่อมีโอกาสก็สร้างวัด สร้างศาลา โบสถ์ วิหาร เพื่อใช้ในการประกอบศาสนกิจ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงอิฐหินดินทรายที่อาจเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา แต่ท่านก็ได้ชื่อว่าทำหน้าที่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญแล้ว ในเรื่องบ้านเมืองท่านก็แสดงจุดยืนของท่านคือขอให้บัญญัติไว้ เพราะถ้าท่านเป็นผู้เขียนเองได้ก็คงไม่ลังเลที่จะเขียนด้วยมือตนเอง เช่นเดียวกับว่าถ้ามีโอกาสท่านก็จะสร้างโบสถ์ ปรับปรุงวิหาร ฯลฯ ทั้งหลายนั้น ดังนั้นผมเห็นด้วยในเรื่องนี้

ผมเคยเจอพระรูปหนึ่ง ซึ่งเมื่อได้คุยกับท่านแล้วผมก็เลื่อมใสศรัทธาท่านมาก วัดของท่านมีเนื่อที่หกสิบกว่าไร่ ท่านปลูกป่าเสียเกือบหมด มีโบสถ์ มีวิหารอยู่ก็ผุพังเสียเกือบหมดแล้ว เพราะไม่มีปัจจัยเงินทอง ไม่ได้สร้างพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังอะไร เหลือกุฎิอยู่ไม่กี่หลังก็เพียงอาศัยได้ตามสภาพ ซึ่งท่านก็ทำนุบำรุงให้อยู่อาศัยได้ตามสมควร ท่านก็ว่าสร้างโบสถ์ วิหารนั้นก็ดีอยู่ แต่สร้างป่าก็ได้ประโยชน์อยู่เหมือนกัน ให้เป็นร่มเงาได้ เวลาว่างก็ยังพอได้เด็ดสมุนไพรมาทำยาให้ชาวบ้านไว้ใช้ ส่วนที่เป็นอิฐหินก็ให้เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ท่านสอนธรรมะให้ผมเยอะแยะๆ ผมก็เห็นด้วยกับท่านในเรื่องนี้อีก

ส่วนตัวผมจึงมองว่าทุกฝ่ายก็ถูก ทุกฝ่ายก็มีเหตุผล ถ้าเช่นนั้นตัดสินกันอย่างไร ผมก็คิดเอาเองตามประสาตัวเองก็คือ เราคิดอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ประเทศชาติหนึ่งเกิดขึ้นจากปัจเจกชนนับล้านๆ คน การอยู่ร่วมกันเหมือนจะยากแต่ก็ไม่ยาก เพียงแต่กระทำอะไรอย่างตรงไปตรงมา และยอมรับความคิดเห็นคนอื่น แค่ถามใจตัวเองว่าถ้าเป็นเรา เราจะเขียนหรือเปล่า เราจะทำหรือเปล่า ก็เท่านั้น ไม่เห็นต้องไปอ้างการเมืองมั่ง พราหมณ์มั่ง พุทธพาณิชย์มั่ง ศีลธรรมมั่ง ชาวใต้มั่ง ฯลฯ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกันตรงไหน มีแต่จะพยายามดึงดันให้มาเกี่ยวข้องกันเท่านั้น แถมยังทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อพุทธศาสนา กลายเป็นละเลยการปฏิบัติบูชา แล้วก็อ้างปล่อยวางบ้าง พระอยู่ที่ใจบ้างกันไป ส่วนเรื่องจะเขียนหรือไม่เขียน ปากกาไม่ได้อยู่ในมือผม สุดท้ายก็อยู่ที่ท่านผู้มีอำนาจก็เท่านั้น เขียนแล้วก็แล้วกัน ไม่เขียนก็เท่านั้น มากที่สุดเท่าที่ผมในฐานะปัจเจกชนคนหนึ่งจะทำได้ก็คือใช้อิทธิพลต่างๆ หรือกระบวนการต่างๆ โน้มน้าวให้ท่านผู้เขียน เขียนตามใจผม จนกว่าผมจะขี้เกียจหรือเบื่อไปเองก็เท่านั้น กระดาษแผ่นเดียว ปีหน้า สิบปีข้างหน้า ร้อยปีข้างหน้า ลูกหลานผมจะยังอยากเขียนคำนี้ อยากใช้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธอยู่หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ถึงยุคนั้นเขาจะเขียนอะไรกันลงไปในกระดาษแผ่นนี้ก็สุดที่ผมจะรับรู้แล้ว  ซึ่งหากเราตัดสินใจด้วยตัวของเรา ด้วยความเป็นตัวตนของเรา ถ้าบังจะบังเอิญไปพ้องกับใคร หรือบังเอิญกลายเป็นเครื่องมือของใคร เราก็ย่อมไม่เดือดร้อน เพราะใจเราบริสุทธิ์ตั้งแต่ต้น ไม่ได้กระทำไปด้วยเจตนาแอบแฝงอะไร ก็ไม่เห็นต้องมาคิดมาก

ส่วนเรื่องปล่อยวาง ก็เป็นขอบเขตของแต่ละท่านว่าปล่อยแค่ไหนวางแค่ไหน ไม่งั้นก็คงไปบวช สำเร็จเป็นอรหันต์กันถ้วนหน้าแล้ว สำหรับผมก็คืออยู่ในระดับที่พอจะมาแสดงความคิดเห็นในเว็บ หรือเมื่อมีคนถาม แต่ไม่ได้ไปดึงดันตากแดดประท้วงกับเขา ก็เท่านั้นครับ